Featured เกษตรรอบด้าน

เช็กด่วน! ตรวจสภาพฝนในช่วง 5 เดือนข้างหน้า (ส.ค.-ธ.ค.69)  สสน. เตือนช่วงเดือน ก.ย. ไทยเสี่ยงอุทกภัยมากที่สุด

ดร.ฐกลพัชร์ ขำพึ่งสน หัวหน้างานวิทยาการข้อมูลน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. กล่าวว่า ในปี 2569 ประเทศไทยจะมีปริมาณฝนลักษณะใกล้เคียงกับปี 2540 มากที่สุดจึงใช้เป็นปีอ้างอิงในการประเมินแนวโน้มฝนในปีนี้ โดยคาดการณ์ว่า  พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย  แต่ช่วงสิงหาคม-ตุลาคมยังต้องเตรียมรับฝนหนักและน้ำหลาก โดยเดือนกันยายน เป็นช่วงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ  

“ ทั้งนี้ สสน.คาดการณ์ว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม ถึงธันวาคม ประเทศไทยจะมีฝนมากกว่าค่าเฉลี่ย  30 ปี ในเดือนสิงหาคม 2569  โดยจะมีปริมาณฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ร้อยละ  10  ในขณะที่เดือนกันยายน  ตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม 2569 ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัดเลย โดยปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30ปี ร้อยละ 11, 11 ,32 และ 16 ตามลำดับ  ”

จับตา 5 เดือนสุดท้ายของปี

เดือนสิงหาคม   :  มีฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือถึงหนักมาก ภาคกลางฝั่งตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือฝั่งตะวันออก ภาคตะวันออกและภาคใต้ 


เดือนกันยายน  :  มีฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือฝั่งตะวันออก ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้

เดือนตุลาคม   : จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ของภาคกลางตอนล่าง  ภาคตะวันออกและภาคใต้

เดือนพฤศจิกายน :  มีฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ ส่วนประเทศไทยตอนบนมีฝนตกเล็กน้อยในบางพื้นที่

เดือนธันวาคม  : มีฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ตอนล่าง

“ ช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ฝนจะกลับมาตกมากขึ้นกว่าเดิม หลายพื้นที่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำหลาก  ส่วนเดือนกันยายน แม้ปริมาณฝนรวมทั้งเดือนลดลง แต่ยังมีฝนหนักเฉพาะจุด ทำให้เสี่ยงเกิดอุทกภัยได้  ส่วนเดือนกันยายน -ตุลาคม สถานการณ์ฝนโดยรวมลดลง แต่อาจมีฝนตกหนักในบางพื้นที่จากอิทธิพลของพายุหรือร่องมรสุม  โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ เชียงรายและจังหวัดน่าน”

รับมืออุทกภัยด้วยนวัตกรรมจัดการน้ำ

ช่วงนี้ ประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มขึ้นเนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนัก โดยเฉพาะในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เป็นสัญญาณในการเฝ้าระวังอุทกภัย และอันตรายที่สืบเนื่องจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาทิ น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วม ฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

ดังนั้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) จึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแผนงานวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ในพื้นที่เสี่ยงภัย  10 จังหวัดได้แก่ จังหวัดน่าน  เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน กำแพงเพชร พัทลุง สงขลา  ขอนแก่นและชัยภูมิ เพื่อลดความเสียหายจากอุทกภัย เพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานวิจัย ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน

แผนป้องกันน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ได้นำเสนอกรณีตัวอย่างนวัตกรรมแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองใน “ จังหวัดเชียงใหม่”ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมทุกๆ 5 ปี ต้องเสียค่าชดเชยเยียวยาน้ำท่วม 900 ล้านบาท วช.ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่สร้างระบบการเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมใน 5 ตำบลเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยบูรณาการ 3 ส่วน คือ 1) ระบบพยากรณ์น้ำท่วม 2) เครื่องมือสนับสนุนการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในการตอบสนองภัย ได้แก่ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม หลักเตือนหรือเครื่องหมายระดับน้ำท่วม และ 3)แบบพิมพ์เขียวแก้ไขน้ำท่วมเขตเมืองจังหวัดเชียงใหม่ (Blueprint for CM Flood) ด้วยมาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช้สิ่งก่อสร้างและได้จัดกิจกรรมซ้อมภัยก่อนฝนเพื่อให้มีการเตรียมตัวที่เป็นระบบประสานงานกันได้ดี เมื่อเกิดภัยจริง ทั้งนี้ วช.จะใช้นวัตกรรมดังกล่าวเป็นต้นแบบขยายผลไปยังจังหวัดเชียงราย น่าน ขอนแก่น และสงขลา

สร้างระบบเตือนภัยน้ำท่วม จ.น่าน

เนื่องจากจังหวัดน่านมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาที่มีความลาดชันสูง ทำให้น้ำไหลเร็ว ไม่สามารถกักเก็บน้ำทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่มีลำน้ำสาขาจำนวนมาก แต่ขาดระบบหน่วงและกักเก็บน้ำในระดับพื้นที่ ทำให้จังหวัดน่านประสบปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบน้ำ ในช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำมากจนเกิดน้ำหลากและน้ำท่วม แต่ฤดูแล้งกลับขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำเสนอนวัตกรรมฝายแกนดินซีเมนต์เพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการระดับพื้นที่ ฝายที่สร้างด้วยดินซีเมนต์อัดแน่นเป็นแกนกลางร่วมกับปีกที่เข้าไปในตลิ่งทั้งสองข้างและฐานที่ฝังลึกลงในพื้นท้องน้ำถึง 2 เท่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดการซึมผ่านของน้ำ ซึ่งภาครัฐและภาคประชาสังคมมีการก่อสร้างทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางกว่า 1,500 แห่ง  รวมทั้งพัฒนาระบบสูบน้ำพลังงานทดแทนเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งในพื้นที่อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน

นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังได้พัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วม ประกอบด้วยตัวชี้วัดเฝ้าระวังน้ำท่วมจากปริมาณฝนสะสม ไปสู่การเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่เมืองน่าน การเตือนภัยน้ำท่วมชุมชน และนำนวัตกรรมมาออกแบบการซ้อมภัยน้ำท่วม ก่อนฝนใหญ่จะมาเพื่อความพร้อมของหน่วยงานและชุมชนในการเผชิญเหตุ

เดินหน้าลดอุทกภัย-น้ำแล้งทั่วไทย

จังหวัดขอนแก่น :  พัฒนาระบบการจัดการน้ำท่วมเขตเมืองขอนแก่น โดยสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการเสนอแนวทางบรรเทาน้ำท่วม โดยใช้บึงพักน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อลดระดับน้ำท่วมในเขตชั้นในของเมืองได้

ขณะเดียวกัน วช.ยังสนับสนุนโครงการเติมน้ำใต้ดิน เพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนนอกเขตชลประทาน ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ โดย การทำแผนปฏิบัติการระยะ 12 ปี (2569-2580) ร่วมกับระบบสนับสนุนการตัดสินใจ มีเป้าหมายเชิงรุกในการก่อสร้างระบบเติมน้ำใต้ดิน 150 แห่ง คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำใต้ดินได้มากถึง 8 ล้าน ลูกบาศก์เมตรต่อปี  นอกจากนี้ ส่งเสริมระบบการให้น้ำอย่างแม่นยำในสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก ซึ่งช่วยรักษาผลผลิตของเกษตรกร และลดปัญหามะม่วงยืนต้นตายจากการขาดแคลนน้ำ และ ระบบการผลิตถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีในฤดูแล้ง ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่พักแปลงในฤดูฝนบนที่ดอน ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และชัยภูมิ

เมืองหาดใหญ่ :   ใช้นวัตกรรมใหม่สุดคือ ระบบข้อมูล Hat Yai ROD เพื่อการจัดการอุทกภัยด้านสุขภาพที่เป็น One Data Platform เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกแหล่งและทุกระยะของการจัดการภัยพิบัติ เริ่มจากการเตือนภัย การวางแผนรับมือ การสู้ภัย การจัดการน้ำ การอบรมผู้น้ำท้องถิ่นเพื่อการซักซ้อมในพื้นที่ โดยสร้างเป็นวงจรโดยใช้กรอบแนวคิด “หาดใหญ่โมเดลพลัส” ซึ่งเน้นชุมชนเป็นฐาน มีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาด้วย   

นอกจากนี้ วช.ได้สนับสนุนการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของชุมชน โดย ใช้ชุดองค์ความรู้การจัดการน้ำชุมชน เพื่อพัฒนาศักยภาพของกลุ่มจัดการน้ำและเครือข่ายระดับตำบล จัดทำผังน้ำและฐานข้อมูลแหล่งน้ำเพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมน้ำแล้งพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา

จังหวัดเชียงราย :  พัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมรวมถึงปรับปรุงความแม่นยำของแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ระดับชุมชน เพื่อเพิ่มระยะเวลาการเตือนภัย ในเขตเมือง จังหวัดเชียงราย

จังหวัดลำพูน : จัดการระบบรับและระบายน้ำเพื่อช่วยหน่วงน้ำ และแพลตฟอร์มเตือนภัยน้ำท่วมและการอพยพแบบดิจิทัล แบบมีส่วนร่วมในเขตลำน้ำปิงห่างจังหวัดลำพูน

จังหวัดกำแพงเพชร :  เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำด้วยระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงระดับจังหวัดอําเภอ ตําบล เป็นฐาน พื้นที่ต้นแบบจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งจะขับเคลื่อนให้เกิดโครงการที่จะเป็นฐานให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจังหวัด สามารถรับมือสถานการณ์ ภัยพิบัติได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จังหวัดพะเยา :  พัฒนานวัตกรรมผลิตผักครบวงจรใช้เทคโนโลยีโรงเรือนและการจัดการดิน-น้ำที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน สร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ เชื่อมโยงผลผลิตสู่โครงการอาหารกลางวัน โรงเรือนและอาคารสุขภาพในโรงพยาบาล โดยการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัย เจ้าหน้าที่รัฐ และเกษตรกรในพื้นที่อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา

จังหวัดพัทลุง :  มุ่งจัดการข้าวนาริมเล100 % คุณภาพสูง ปลูกในแหล่งดินธรรมชาติที่มีแร่ธาตุสูงจังหวัดพัทลุง โดยเชื่อมโยง นวัตกรรม ชุมชน ตลาดและท่องเที่ยว รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และการทำ Agrotourism

Related Posts