พืชทำเงิน
หากทุเรียนอยู่ในระยะติดผลแล้วมีการแตกใบอ่อนพร้อมกันทั้งต้น ทำให้มีการแย่งอาหารกันระหว่างใบและผล ซึ่งผลที่ได้รับตามมาคือ ผลทุเรียนจะเสียหายเรื่องคุณภาพและมีการสลัดผลทิ้ง แต่ถ้าหากมีการแตกใบอ่อนแบบทยอยแตก จะส่งผลดีต่อคุณภาพทุเรียน ดังนั้น วิธีการแก้ไข คือ จะทำอย่างไรให้ทุเรียนค่อยๆ ทยอยแตกใบอ่อน ที่สวนจะใช้เทคนิคโดยการให้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-7+2 (เพื่อลดการควบคุมความอวบอ้วนของหนามทุเรียน และถ้าสังเกตเห็นหนามทุเรียนบวมและโตเร็ว ให้เปลี่ยนเป็น สูตร 8-24-24 แทน) และปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 0.5 : 1 กิโลกรัม ใส่หลังดอกบานจนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน ประมาณ 15-20 วัน/ครั้ง การแก้ปัญหาทุเรียนเป็นโรคโคนเน่า การเป็นโรคโคนเน่าของทุเรียน จะเกิดเฉพาะต้น ไม่ได้เกิดกันทั้งแปลง สาเหตุของปัญหาเกิดจากการดูแลไม่ทั่วถึงของเจ้าของสวนเอง เช่น การระบายน้ำไม่ดี มีการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลติดต่อกัน ต้นทุเรียนงามเกินไป เป็นต้น แนวทางที่สวนปฏิบัติอยู่ คือ ระยะสั้น ถ้าหากมีการเป็นโรคเกิน 50% จะโค่นต้นทิ้ง เพราะไม่คุ้มค่าการรักษา ระยะยาว มีรายงานทางวิชาการระบุว่า ต้นตอทุเรียนที่ทนทานต่อโรคโคนเน่ามาก
อำเภอบันนังสตา เป็นอำเภอหนึ่งที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อจากตัวอำเภอเมืองยะลาตามเส้นทางลงไปสู่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ใต้สุดแดนสยาม อันเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่แม้อำเภอบันนังสตาจะไม่ได้ถูกจดจำว่ามีการเกษตรชนิดใดโดดเด่นเป็นหลัก แต่เมื่อถึงฤดูที่ทุเรียนให้ผลผลิต ก็มีทุเรียนหมอนทองจำนวนไม่น้อยที่ออกจากพื้นที่นี้ไป คุณอาลี บือแน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา พาเราเข้าพื้นที่ไปดูแปลงทุเรียนหมอนทอง ที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเองการันตีว่า หมู่ที่ 2 เป็นแปลงปลูกทุเรียนหมอนทองแปลงใหญ่ที่สุดของอำเภอบันนังสตา คุณอาลี บอกว่า เดิมชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกยางพารา มีอาชีพกรีดยางขาย เป็นหลัก แต่เมื่อราคายางตกต่ำ ชาวบ้านหลายรายคิดเปลี่ยนอาชีพ ที่มองเห็นช่องทางของรายได้ขณะนั้นคือ การปลูกทุเรียน เพราะไม่มีปีใดที่ทุเรียนราคาถูก ทำให้มีเกษตรกรจำนวน 114 ราย โค่นยางพาราและปลูกทุเรียนหมอนทอง เฉลี่ยมีพื้นที่ปลูกทุเรียนหมอนทอง ประมาณ 5 ไร่ ต่อราย รวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ โดยในจำนวนนี้ มีเกษตรกรคุณภาพ 13 ราย การรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านระบุว่า เพราะช่วยให
เกษตรกรปราชญ์เปรื่อง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา คุณอัฐสิทธิ์ พรหมจักร ใช้กระดาษฟอยล์ที่ใช้ห่ออาหารมาห่อตุ้มตอนกิ่งมะเดื่อฝรั่งและผักหวานป่า ช่วยควบคุมความชื้น ช่วยให้รากที่งอกออกมามีสีขาวอวบ ใครจะนำไปใช้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ
แม้จะเป็นคนชอบกินผักและเดินสายไปทำข่าวตามจังหวัดต่างๆ มาหลายปี แต่เพิ่งได้ยินชื่อ “ต้นขาไก่” เมื่อไม่นานมานี้ จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวสด ซึ่งทาง คุณประสิทธิ์ ทองขาว เกษตรอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง กำลังสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าส่งเสริม แทนที่จะปลูกกันไว้บริโภคเองภายในครัวเรือนเท่านั้น ราคาดีกว่าผักเหมียง ด้วยความที่ว่า “ขาไก่” เป็นผักที่มีรสชาติอร่อยและปลูกไม่ยาก ที่สำคัญได้ราคาดี ตกกิโลกรัมละ 100 บาท เทียบกันแล้วได้ราคาดีกว่าผักเหมียง ที่มีราคาแค่กิโลกรัมละ 50-60 บาท ฟังแค่นี้น่าจะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรและคนทั่วไปสนใจอยากจะปลูกต้นขาไก่ เพราะเห็นหนทางชัดเจนว่ามีโอกาสทำเงินได้ก้อนโตหากมีตลาดรองรับ เพียงแต่ว่าตอนนี้ผู้บริโภคยังไม่รู้จักในวงกว้างเท่านั้น ในขณะที่ต้นขาไก่เองมีคุณสมบัติเด่นหลายประการ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคงมีผู้คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนในภูมิภาคอื่นที่ไม่รู้จักต้นขาไก่ที่ว่านี้ เพราะเป็นพืชพื้นถิ่นของทางภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรจะปลูกแซมในสวนยางพาราและสวนผลไม้ทั่วไป ถือว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็
คุณยงยุทธ เทียนรุ่งเรือง เป็นหนึ่งในกลุ่มชาวนาตัวอย่าง ที่ทรงคุณค่าสร้างคุณประโยชน์มากมายต่อวงการข้าว พยายามผลักดันและเชิดชูให้ชาวนาเป็นผู้มีความสำคัญในระดับแถวหน้าอย่างภาคภูมิใจ ส่งเสริม อนุรักษ์ ตลอดจนพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวท้องถิ่นเพื่อให้มีคุณภาพ นอกจากนั้น ยังมีบทบาทในฐานะตัวแทนชาวนาในการประชุมในเวทีต่างๆ ทั้งระดับท้องถิ่น เขต และระดับจังหวัดอีกด้วย คุณยงยุทธ เป็นแกนนำชาวนาในพื้นที่คลองสามวาตะวันออก นำมาสู่การจัดตั้งเป็น “ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร” เพื่อช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาของพี่น้องร่วมอาชีพในการทำนาอันมาจากสภาวะทางธรรมชาติ และจัดตั้ง”ศูนย์พัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวคลองสามวา” เพื่อขายให้แก่เกษตรกรชาวนาในราคาถูก เพื่อให้ชาวนามีพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ปลูกแล้วนำผลผลิตไปขายราคาสูงต่อไป คุณยงยุทธ เกิดที่คลองสามวา บ้านเลขที่ 189 ซอยนิมิตใหม่ 47 แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ การศึกษาจบมัธยมปลายสายสามัญ มีบุตรจำนวน 3 คน ครอบครัวของคุณยงยุทธ มีอาชีพทำนา ในผืนดินจำนวน 100 ไร่ ดังนั้น ด.ช. ยงยุทธ ในวัย 10 ขวบ จึงถูกถ่ายทอดความรู้การทำนาโดยตรงจากปู่ เมื
เห็ด ในโลกนี้มีจำนวนประมาณ 2,000 ชนิด ที่สามารถกินได้ และคนก็กินกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เพราะเห็ดมีคุณค่าทางอาหารสูง เนื่องจากมีแคลอรีต่ำแต่มีคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย และเห็ดส่วนหนึ่งในจำนวนนี้ซึ่งไม่มากนักมีสารที่มีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคตามตำราการแพทย์แผนตะวันออก และมีการขนานนามเห็ดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเหล่านี้ว่า “เห็ดทางการแพทย์” ซึ่งเห็ดเหล่านี้มีสารอาหารที่สำคัญ เช่น เบต้ากลูแคน ไกลโคโปรตีน โพลีแซ็กคาไรด์ เป็นต้น สารเหล่านี้สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต้านจุลชีพ เชื้อรา และปรับสมดุลความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัดและการฉายรังสี เมนูการใช้เห็ด 3 อย่าง ในการประกอบอาหาร จึงเป็นเมนูที่คนรักสุขภาพนิยมกินกันเป็นอย่างยิ่ง เห็ดฟาง เป็นเห็ดที่นิยมกินกันอยู่ในชีวิตประจำวันสำหรับบ้านเรา และมีให้กินกันทุกฤดูกาล ในฉบับนี้จะพาไปเรียนรู้เทคนิคการเพาะเห็ดนมสด ของคุณสุพจน์ เจริญผล อยู่บ้านโคกสง่า ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คุณสุพจน์ได้เรียนรู้เรื่องการเพาะเห็
ในระยะนี้มีอากาศเย็น และมีอุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอรี่เฝ้าระวังการระบาดของ 2 โรค คือ โรคราแป้ง และ โรคแอนแทรคโนส สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของสตรอเบอรี่ สำหรับ โรคราแป้ง จะพบเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายผงแป้งขึ้นกระจัดกระจายตามส่วนต่างๆ ของพืช เมื่ออาการรุนแรงจะทำให้เกิดแผลใต้ใบสตรอเบอรี่เปลี่ยนเป็นสีม่วง และใบบิดม้วนขึ้น ถ้าเป็นที่ผลจะทำให้ผลมีขนาดเล็กและสีไม่สม่ำเสมอกัน เกษตรกรต้องหมั่นดูแลและบำรุงรักษาต้นสตรอเบอรี่ให้มีความแข็งแรง สมบูรณ์ หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดการระบาดของโรค และควรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้รีบเก็บใบหรือส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 6 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5–7 วัน ส่วน โรคแอนแทรคโนส มักพบ อาการบนก้านใบและลำต้น มีแผลสีม่วงแดงขนาดเล็กขยายลุกลามไปตามความยาวของก้านใบและลำต้น ต่อมาเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล เนื้อเยื่อบริเวณแผลแห้ง ทำให้เกิดรอยคอด หากอาการรุนแรง ต้นจะเหี่ยว และตายในที่สุด อาการบนผล พบแผลฉ่ำน้ำสีน้ำ
อากาศเย็นในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ให้เฝ้าระวัง ไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ เพราะเป็นไรศัตรูลิ้นจี่ที่มีความสำคัญมาก สามารถพบได้ในระยะแตกใบอ่อนจนถึงระยะออกดอก มักพบไรชนิดนี้ชอบดูดทำลายตาดอก ใบอ่อน ยอด และผลของลิ้นจี่ ทำให้ตาดอกไม่เจริญ ใบที่ถูกไรเข้าทำลายจะมีลักษณะอาการหงิกงอ และโป่งพองขึ้นเป็นกระเปาะ ผิวใบบริเวณที่ไรดูดกินจะสร้างขนสีน้ำตาลขึ้นและสานเป็นแผ่นติดต่อกัน ซึ่งไรจะใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวอยู่ในขนที่สร้างขึ้นที่ผิวใบนี้ โดยจะมีลักษณะนุ่มหนาคล้ายพรม เมื่อเริ่มเกิดในระยะแรกจะมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน และกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มในเวลาต่อมา จากนั้น ไรจะเริ่มเคลื่อนย้ายหาใบใหม่เพื่อดูดทำลายต่อไป ใบและยอดที่ถูกทำลายจะแห้งและร่วง ต้นที่ถูกไรทำลายรุนแรง จะแคระแกร็น และไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร บางครั้งจะพบปื้นขนสีน้ำตาลเกิดขึ้นที่ช่อดอกและผลอ่อนด้วย เกษตรกรควรหมั่นสำรวจส่องดู ไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ ในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบมีการระบาดของไรรุนแรงจนมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งที่ใบและยอดที่ถูกไรทำลายนำไปเผาทิ้งนอกแปลงปลูกก่อน เพื่อจะช่วยลดการระบาดของไรลงได้ จากนั้น
กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น พืชตระกูลข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ข้าว และผัก ให้เฝ้าระวังการระบาดของหนอนศัตรูพืช Fall Armyworm นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ขณะนี้พบหนอนศัตรูพืช Fall Armyworm กำลังแพร่ระบาดอย่างมากในทวีปแอฟริกาและกำลังแพร่ระบาดไปประเทศเยเมนและอินเดีย โดยประเทศสมาชิกได้เรียกร้องให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เร่งให้ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ซึ่งหนอนศัตรูพืชชนิดนี้ เคยสร้างความเสียหายอย่างมากในพื้นที่เกษตรของสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ สำหรับหนอนศัตรูพืช Fall Armyworm (FAW) ที่พบการระบาดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spodoptera frugiperda เป็นหนอนศัตรูทำลายพืชเศรษฐกิจกว่า 80 ชนิด เช่น พืชตระกูลข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ข้าว และผัก ที่สร้างความเสียหายมาก ในระยะหนอนกัดกินใบ สามารถแพร่กระจายทางอากาศได้อย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสแพร่เข้ามาระบาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงสั่งการให้สำ
บ้านสวนเมล่อน อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา สวนเมล่อนขนาด 4 ไร่ ที่ใครๆ ก็ต้องมาลองชิมเมล่อนสักครั้ง ด้วยเอกลักษณ์พิเศษของสายพันธุ์เมล่อนที่มีทั้งหวานกรอบ และหวานเนื้อนุ่ม รวมถึงการปลูกที่ใส่ใจและปลอดภัยจากสารเคมี 100% นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ (แก้ว) เกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) เจ้าของสวน “บ้านสวนเมล่อน” ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของสวนแห่งนี้ว่า เกิดจากความต้องการปลูกเมล่อนให้สามี จึงลงมือปลูกและลองผิดลองถูกด้วยตนเองจากการเสิร์ชกูเกิลตั้งแต่การเริ่มต้นสร้างโรงเรือนจนถึงการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล่อนจนกระทั่งค้นพบวิธีการสร้างโรงเรือนและการปลูกเมล่อนที่เหมาะสม ทำให้มีผลผลิตเมล่อนสำหรับขายมากขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ ขยายการปลูกเมล่อนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีทั้งหมด 17 โรงเรือนแล้วในระยะเวลาเพียง 2 ปี ทั้งนี้บ้านสวนเมล่อนไม่ได้ปลูกแค่เมล่อนเท่านั้น แต่เป็นสวนผสมผสานมีทั้งพืชผักสวนครัวและพืชอื่นๆ ที่เจ้าของสวนชื่นชอบ อาทิ ตะไคร้ ใบกระเพรา ถั่วฝักยาว มะเขือเทศราชินีเหลือง ข้าวโพดหวาน ฮอกไกโด เห็ด ฯลฯ ปลูกร่วมด้วยเสมือนว่ามีตู้เย็นธรรมชาติอยู่ในบ้าน ในกระบวนการผลิตของสวนบ้านเมล่อนจะไม่ใช้สารเคมีในการกำจ
