พืชทำเงิน
ชา เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่เก็บผลผลิตจากใบ ยอดอ่อน และก้าน ของต้นชา นำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปหลากหลาย ได้ผลิตภัณฑ์จากชาออกมาหลายประเภท ซึ่งชาทุกชนิดสามารถทำได้จากต้นชาต้นเดียวกัน แต่ผ่านกรรมวิธีแตกต่างกันออกไป โดยผลิตภัณฑ์ “หงชา” เป็นชาของมูลนิธิโครงการหลวง ผ่านกระบวนการหมักช่วยลดปริมาณคาเฟอีน คุณสุภาพ ชาวนา นักวิชาการชา มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า หงชา เป็นชาที่ออกสู่ตลาด โดยเป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมัก 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชาวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นพันธุ์ชาอู่หลงเบอร์ 12 สำหรับกระบวนการแปรรูปเริ่มจากเก็บใบชาสด 1 ยอด 2 ใบ หรือ 1 ยอด 3 ใบมา แล้วนำใบชาสดมาผึ่งให้ความชื้นลดลง จากนั้นนำใบชาที่ผึ่งแล้วมานวดจนเซลล์เนื้อเยื่อในใบชาแตก ม้วนขดใบชาให้ยาวเป็นเส้น แล้วนำไปวางในชั้นหมักและเข้าสู่กระบวนการหมัก โดยผ่านกระบวนการอ็อกซิเดชั่น (oxidation) หมักจนได้สีและกลิ่นที่ต้องการ แล้วทำการอบแห้งใบชา จากนั้นคัดคุณภาพของชาและอบชาซ้ำอีกครั้ง เพื่อไล่กลิ่นความชื้นและกลิ่นที่ไม่พึ่งประสงค์ก่อนออกจำหน่าย การหมักชาเต็มที่อาจทำให้ปริมาณสารต่างๆ ในใบชาลดน้อยลง โดยนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าหงชามีคุณค่าและประโยชน์ต่อส
ถ้าถามเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเชิงพาณิชย์ทั่วไปว่า มะม่วงพันธุ์ไหนขายได้ราคาดีที่สุดเราจะได้คำตอบว่ามะม่วงพันธุ์ “น้ำดอกไม้” โดยเฉพาะพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เพราะเป็นที่นิยมทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศมีการส่งเสริมด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง นัยว่าถ้าพูดถึงมะม่วงไทยก็ต้องน้ำดอกไม้เท่านั้น กลุ่มสระแก้วผลิตทั้งน้ำดอกไม้และเขียวเสวยส่งออก ซึ่งมี คุณเจริญ เขื่อนข่ายแก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจผู้ผลิตมะม่วงส่งออก จ.สระแก้ว และเป็นเจ้าของสวนรุ่งเจริญ เลขที่ 21 หมู่ 17 บ้านชัยมงคล ต.ทุ่งมหาเจริญ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว 27210 โทร.086-1621835 กล่าวกับว่า เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเกือบทุกรายจะเน้นแต่มะม่วงน้ำดอกไม้เพียงอย่างเดียวเพราะส่งออกได้ราคาดีกว่ามะม่วงพันธุ์อื่นแต่ผมและกลุ่มของผมมองว่าเราน่าจะทำมะม่วงเขียวเสวยด้วยเพราะในเขต จ.สระแก้ว มีพื้นที่ปลูกมะม่วงเขียวเสวยเป็นจำนวนมาก อีกอย่าง คือ ขณะนี้มะม่วงเขียวเสวยสามารถส่งขายต่างประเทศได้จึงทำให้มีราคาที่สูงกว่าเมื่อก่อน “สวนรุ่งเจริญ” มีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 500 ไร่ ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้และเขียวเสวยเป็นหลัก โดยมีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอ
“ชันโรง” หลายท่านรู้จัก แต่ก็อาจมีอีกหลายท่านที่ไม่รู้จัก บางท่านไม่รู้จักชันโรง แต่รู้จัก ขี้สูด ติ้ง ขี้ตังนี อุง หรือ “ผึ้งจิ๋ว” ซึ่งก็ล้วนเป็นชื่อของชันโรงทั้งสิ้น เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับชันโรง ทราบและเข้าใจถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ของแมลงเล็กๆ ที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมเป็นตัวการในการผสมเกสรให้พืชพันธุ์ต่างๆ ทำให้พืชติดผลมากขึ้น เรามาทำความรู้จักกับแมลงชนิดนี้กัน สำหรับ “ชันโรง” มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นเช่น คนเหนือเรียก ขี้ตังนี ขี้ตัวนี หรือ ขี้ย้าแดง ภาคใต้เรียก แมลงอุง ทางอีสานเรียก แมลงขี้สูด ภาคตะวันออกเรียก ตัวตุ้งติ้ง “ชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว” (Stingless bees) คือ แมลงผสมเกสรตัวเล็กๆ จัดอยู่ในจำพวกผึ้งแต่ไม่มีเหล็กในเหมือนผึ้ง “ชันโรง” มีวิวัฒนาการสูงกว่าผึ้งป่าและผึ้งหึ่ง นอกจากนี้ชันโรงยังให้น้ำผึ้งอีกด้วย น้ำผึ้งและเกสรของชันโรงมีราคาแพงกว่าน้ำผึ้งทั่วๆ ไป เนื่องจากเชื่อกันว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า เพราะรังของชันโรงหายาก และมีปริมาณน้ำผึ้งน้อย ชันโรงนอกจากจะให้น้ำผึ้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการแล้วยังช่วยผสมเกสรพืชต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ชันโรงมีกล้ามเนื้อที
จังหวัดอุบลราชธานี เป็นแหล่งปลูกพริกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกประมาณ 14,257 ไร่ มีรายงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี 2550 ได้ผลผลิตรวม 27,574 ตัน คิดเป็นมูลค่า 480 ล้านบาท/ปี แหล่งปลูกพริกที่ปลูกกันในจังหวัดอุบลราชธานี คือที่อำเภอม่วงสามสิบ อำเภอเมือง และอำเภอเขื่องใน ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการปลูกพริก ได้แก่ ไส้เดือนฝอยรากปม โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคใบหงิกที่เกิดจากเชื้อไวรัส และโรคแอนแทรกโนส แมลงวันเจาะผลพริก เพลี้ยไฟ ไรขาว และต้นกล้าเหี่ยวยุบ เมื่อปี 2552 มีรายงานผลการตรวจสารพิษตกค้างในตัวอย่างพริกจากแหล่งผลิต GAP ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 9 จังหวัด เมื่อปี 2549-2552 จำนวน 1,863 ตัวอย่าง พบสารพิษตกค้าง 830 ตัวอย่าง เกินค่าความปลอดภัย (MRLs) 365 ตัวอย่าง ปรากฏว่าพบมากที่สุดในจังหวัดอุบลราชธานี สารพิษที่พบเกินค่าความปลอดภัยมากขึ้นทุกปี ได้แก่ สารไซเปอร์เมทริน โปรวิโนฟอส คลอไพรีฟอส เนื่องจากเกษตรกรใช้สารเคมีโดยขาดความระมัดระวัง ใช้ในกลุ่มที่มีพิษร้ายแรง และใช้ไม่ถูกต้องตามคำแนะนำ มีการเก็บเกี่ยวก่อนระยะปลอดภัยซึ่งเสี่ยงต่อการตกค้าง
“เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม” คำขวัญประจำจังหวัดเลย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีหลายคนอยากมาเยี่ยมเยือนสัมผัสความหนาวเย็น และธรรมชาติที่สวยงาม ภูกระดึง เมื่อเอ๋ยชื่อต่างรู้จักทั้งชาวไทยและต่างชาติ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเลย ด้วยความที่จังหวัดเลยยังคงมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติอยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดได้ผลดี และพร้อมที่จะกลายเป็นของฝากให้กับผู้มาเยือนได้ พืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดเลย ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา มะม่วง ข้าวเปลือกเหนียวนาปี อ้อยโรงงาน มะขามหวาน มันสำปะหลัง ขิง และกล้วยน้ำว้า จึงทำให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเลย เข้ามาพัฒนาพันธุ์พืช ให้มีความแข็งแรง ปราศจากแมลงศัตรูพืช เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร ข้าวโพดตักหงาย เป็นข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวเมล็ดสีม่วงที่นิยมปลูกกันมากในจังหวัดเลย โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากๆ เช่น อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอนาแห้ว และมีปลูกกันบ้างในอำเภอท่าลี่และอำเภอเมือง ปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกรวมกันมากกว่า 2,000 ไร่ ลักษณะเด่นของข้าวโพดตักหงาย คือจะมีกลิ่
หากใครนิยมบริโภคผักเป็นอาหารหลัก คงทราบทันทีว่ามีราคาแพง ด้วยความสงสัยจึงลองสอบถามแม่ค้าตามตลาดสด พบว่า สาเหตุมาจากสภาพอากาศผันผวนเปลี่ยนแปลงกระทบกับผู้ปลูกผัก ทำให้มีผักน้อยราคาจึงสูงเมื่อรวมกับต้นทุนค่าขนส่งอีก เคยลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรปลูกผักที่แปลง เขาเผยให้ฟังว่า เกษตรกรบางรายรีบเก็บผักส่งตลาด ทั้งที่เพิ่งฉีดสารเคมี เพราะไม่ทันความต้องการของตลาด พอฟังอย่างนี้แล้วรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เห็นจะต้องหันไปพึ่งผักปลอดสารแบบมีหีบห่อดีกว่า แต่ก็ไม่วายยังได้รับข้อมูลอีกว่าผักปลอดสารดังกล่าวใช่ว่าจะเป็นของจริงไปเสียทั้งหมด บางแห่งมีการแอบอ้างเพื่อหลอกผู้บริโภคหวังเป็นการค้า แล้วคราวนี้ใครเดือดร้อน ถ้าไม่ใช่พวกเรา… ถ้าเป็นเช่นนี้เห็นทีต้องชวนท่านผู้อ่านปลูกผักไว้กินเองคงจะดีแน่!! ความจริงกระแสการปลูกผักเพื่อให้ปลอดภัยในการบริโภคมีทำกันมากหลายแห่ง โดยเฉพาะภาคเอกชนที่พยายามจุดประกายเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกันหลายจุด ตั้งแต่ผู้ปลูกไปจนถึงผู้ขาย พอมาภายหลังหน่วยงานราชการหลายแห่งกระโดดลงมาร่วมวงด้วย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อการบริโภค แล้วยังทำให
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ หนูมีที่ว่างเปล่าอยู่แปลงหนึ่ง พื้นที่ 3 ไร่ แต่มีบางช่วงเกิดน้ำท่วมขัง หนูสนใจอยากจะปลูกไผ่ หนูจึงขอเรียนถามคุณหมอเกษตรว่า พื้นที่ของหนูจะปลูกไผ่ได้หรือไม่ ถ้าปลูกได้ควรปลูกพันธุ์อะไรดี ขอความกรุณาแนะนำด้วยค่ะ หนูขอกราบขอบคุณคุณหมอเกษตรมาเป็นการล่วงหน้า ด้วยความเคารพอย่างสูง วนิดา ทองวิทยา สุพรรณบุรี ตอบ คุณวนิดา ทองวิทยา ไผ่ เป็นพืชคู่บ้านคู่เมืองของไทยมาแต่โบราณกาล ในอดีตมีการนำออกจากป่าธรรมชาติ และปลูกตามหัวไร่ปลายนา แต่ปัจจุบัน เกษตรกรมีการพัฒนามาปลูกไผ่เป็นสวนขนาดใหญ่ มีทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งนี้ ไผ่เป็นพืชระบบรากตื้นเช่นเดียวกับพืชในตระกูลหญ้าทั่วไป ไผ่จึงไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง จะเห็นว่าป่าไผ่ในธรรมชาติเจริญเติบโตอยู่บริเวณเชิงเขา น้ำท่วมไม่ถึง แม้แต่การปลูกในที่ลุ่มภาคกลาง ชาวบ้านมักปลูกไผ่ตามหัวไร่ปลายนา บริเวณที่เป็นโคก หรือที่ดอนริมแม่น้ำ ลำคลอง ที่น้ำท่วมไม่ถึงเช่นเดียวกัน ดังนั้น วิธีแก้ไขทำได้ด้วยการยกเป็นร่องสวน ให้สันร่องสูงกว่าระดับน้ำท่วมถึง แล้วจึงปลูกไผ่ได้ ถึงเวลานั้นคุณจะปลูกไผ่พันธุ์อะไรก็ได้ หากเป็นไผ่อเนกประสงค์ที่ใช้ประ
บ้านสวนเมล่อน อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา สวนเมล่อน ขนาด 4 ไร่ ที่ใครๆ ก็ต้องมาลองชิมเมล่อนสักครั้ง ด้วยเอกลักษณ์พิเศษของสายพันธุ์เมล่อนที่มีทั้งหวานกรอบ และหวานเนื้อนุ่ม รวมถึงการปลูกที่ใส่ใจและปลอดภัยจากสารเคมี 100% นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ (แก้ว) เกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) เจ้าของสวน “บ้านสวนเมล่อน” ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของสวนแห่งนี้ว่า เกิดจากความต้องการปลูกเมล่อนให้สามี จึงลงมือปลูกและลองผิดลองถูกด้วยตนเองจากการเสิร์ชกูเกิลตั้งแต่การเริ่มต้นสร้างโรงเรือนจนถึงการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล่อนจนกระทั่งค้นพบวิธีการสร้างโรงเรือนและการปลูกเมล่อนที่เหมาะสม ทำให้มีผลผลิตเมล่อนสำหรับขายมากขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ ขยายการปลูกเมล่อนเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน มีทั้งหมด 17 โรงเรือนแล้ว ในระยะเวลาเพียง 2 ปี ทั้งนี้บ้านสวนเมล่อนไม่ได้ปลูกแค่เมล่อนเท่านั้น แต่เป็นสวนผสมผสานมีทั้งพืชผักสวนครัวและพืชอื่นๆ ที่เจ้าของสวนชื่นชอบ อาทิ ตะไคร้ ใบกะเพรา ถั่วฝักยาว มะเขือเทศราชินีเหลือง ข้าวโพดหวาน ฮอกไกโด เห็ด ฯลฯ ปลูกร่วมด้วยเสมือนว่ามีตู้เย็นธรรมชาติอยู่ในบ้าน ในกระบวนการผลิตของสวนบ้านเมล่อนจะไม่ใช้สารเคมีในการก
ทุ่งกุลาร้องไห้ มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล 2.1 ล้านไร่ ใน 5 จังหวัด คือ จังหวัดยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ มหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ทุ่งกุลราร้องไห้อยู่ในพื้นที่ อำเภอปทุมรัตต์ เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย รวมพื้นที่ 9.7 แสนไร่ คุณอุทัย และ คุณสมคิด สาวแก้ว สามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 118 ม.7 บ้านทุ่งทรายทอง ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 45130 ประสบความสำเร็จในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ทีมงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ เดินทางผ่านทุ่งนาที่เวิ้งว้าง กว้างใหญ่ไพศาล น้ำมันรถยนต์เต็มถัง เครื่องยนต์ดี ยางดี หมู่บ้านอยู่ห่างไกลกันมาก เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มี คุณหลวงเกตุ บุญอรัญ เป็น ผญบ. เจ้าของบ้านให้การต้อนรับดีมากๆ พร้อมบอกว่าตนเองทำนาปีละครั้ง นาข้าว 100 ไร่ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. 4-01 นาอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ฤดูแล้งดินเค็มส่าเกลือระเหิดจากใต้พื้นพสุธา ต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีคือ ต้นยูคาลิปตัส ตนเองเป็นสายเลือดของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” น้อมนำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ สู่พื้นที่นาข้าวหลังบ้านพัก 3 ไร่ โดยการส่งเสริมของ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ กรมส่งเสริมการเกษ
“ข้าวหอมมะลิ 105” นับเป็นข้าวหอมคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะมีรสชาติดี ข้าวสุกมีความนุ่มเหนียวและมีกลิ่นหอม (aroma) จึงเป็นที่นิยมบริโภคไปทั่วโลก แต่ระยะหลัง ข้าวหอมมะลิ ที่ลูกค้าซื้อไปรับประทาน ปรากฏว่าไม่หอมเหมือนกับที่เคยรับประทาน จึงถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นข้าวปลอม ปัญหาข้าวหอมมะลิที่มีเปอร์เซ็นต์ความหอมน้อยลง ทำให้ไทยเสียแชมป์ข้าวคุณภาพดีที่สุดในโลก ให้กับ “มาลีอังกอร์ ข้าวหอมพันธุ์ดีของกัมพูชา ในการประกวดข้าวโลก ทำให้ข้าวกัมพูชาครองตำแหน่ง ข้าวคุณภาพดีที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ 4 ในช่วง 6 ปีมานี้ กลิ่นหอมของข้าวหอม อยู่ในรูปของสารน้ำมันที่ระเหยได้ (Essential oil) ข้าวหอมมะลิจะให้กลิ่นหอมตั้งแต่ระยะที่เป็นต้นกล้า ระยะแตกกอ ระยะออกดอก และเป็นเมล็ดทั้งข้าวเปลือก ข้าวกล้อง และข้าวสาร รวมถึงขณะที่กำลังหุงต้ม หรือข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ แค่เดินผ่านแปลงปลูกข้าวหอมมะลิ จะได้กลิ่นหอมของข้าวจากใบและดอกข้าว ทั้งนี้ คาดว่าสารกำเนิดกลิ่นหอมมีการสะสมอยู่ในใบแล้วเคลื่อนย้ายไปสู่เมล็ดข้าว ซึ่งจะได้กลิ่นหอมเมื่อเคี้ยวเมล็ดข้าว “สภาพแวดล้อม” คือปัจจัยแรกที่มีผลต่อความหอมของข้าวหอมมะลิ ชนิดและความอุดมสมบรูณ์ขอ
