พืชทำเงิน
ปลูกส้มโอส่งออก 10 ไร่ ทำรายได้หลักล้าน งานเกษตรประณีตของคนอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ เน้นเทคนิคการจัดการที่ไม่เหมือนใคร ได้ผลผลิตเกรดเอ ราคาดี มีตลาดรองรับ จับเกษตรผสมผสานเสริมรายได้ เก็บขายตลอดปี คุณทองพูน วงษา อายุ 54 ปี เจ้าของสวนส้มโอเมืองทอง เล่าถึงความสำเร็จของสวนส้มโอเงินล้านว่า เริ่มปลูกส้มโอครั้งแรก ตั้งแต่ ปี 2550 จำนวน 10 ไร่ ชุดแรก 400 ต้น ได้ผลผลิตต้นละประมาณ 200 ผล ต่อ 1 ต้น จะได้ผลผลิตเกรดเอ ประมาณ 100 ผล ขายส่งออก 60% ขายภายในประเทศ 40% ผลเกรดเอ ขายกิโลกรัมละ 45 บาท เกรดรองลงมา ขายกิโลกรัมละ 35 บาท แม่ค้ามารับที่สวนแบบตกเกรด กิโลกรัมละ 25 บาท เหมาหมดพื้นที่ 10 ไร่ ทำรายได้ต่อปี ไม่น้อย “ปีนี้ส้มโอราคาดี ผมจะดูแลส้มโอให้มีคุณภาพ 1 ต้น ออกผลเยอะมาก บางต้นออกถึงกว่า 500-800 ลูก แต่ผมจะเด็ดออก เราจะคัดลูกที่สวยๆ ไว้ต้นละประมาณ 200 ลูก ต่อต้น เพราะถ้าปล่อยให้ติดผลทั้งหมดจะทำให้ลูกเล็ก ผลร่วง คุณภาพไม่ได้ ขายไม่ได้ราคา ถ้าเราควบคุมคุณภาพได้ จะทำให้ได้ส้มโอสวยๆ ต้นละ 200 ลูก ก็เพียงพอ ผมมีส้มโอตอนนี้ 400 ต้น เกือบ 80,000 ลูก บางทีก็มากกว่า บางทีก็ไม่ถึง 1 ผล น้ำหนัก 1-1.5 ก
ตลาดมะละกอ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ มะละกอผลดิบ ปัจจุบัน “มะละกอพันธุ์แขกนวล” ครองส่วนแบ่งตลาดมะละกอกินดิบมากที่สุด เพราะมีลักษณะเด่นคือ เนื้อกรอบ อร่อย แม่ค้าส้มตำชอบ ปลูกง่าย ติดผลดก ผลมีขนาดใหญ่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ปลูกแค่ 5 เดือนก็เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกๆ 15-20 วัน ข้อดีของการปลูกมะละกอผลดิบคือ ขายผลผลิตได้ทุกลูก แต่หากเป็นมะละกอสุก เก็บผลผลิตออกขายได้แค่ 60-70% เท่านั้น เพราะระหว่างรอสุกอาจมีลูกเสียเยอะทำให้เก็บผลผลิตไม่ได้เต็มที่ มะละกอผลสุก ได้แก่ มะละกอพันธุ์แขกดำ ฮอลแลนด์ สายน้ำผึ้ง ขอนแก่น 80 ฯลฯ มะละกอผลสุกกลุ่มนี้มีลักษณะเด่นคือ เนื้อไม่เละเวลาสุก เนื้อมีสีสวย รสชาติหวาน ผิวสวย ไม่ขรุขระหรือเป็นร่อง มะละกอชนิดนี้ ผู้บริโภคนิยมบริโภคเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ และใช้ในโรงงานแปรรูป มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์กลายเป็นสินค้ายอดนิยมที่ครองส่วนแบ่งตลาดมะละกอผลสุกมากที่สุด เพราะเกษตรกรนิยมปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์มากที่สุด เนื่องจากได้รับความนิยมจากตลาดทั่วไปและใช้เครื่องพ่นยาน้อยที่สุด แม่ค้ารับซื้อผลผลิตมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์เยอะที่สุด ผลผลิตที่ตกเกรดหรือเป
เมืองไทย ปลูกมังคุดแค่พันธุ์เดียว เรียกว่า “ มังคุดพันธุ์พื้นเมือง ” เกิดจากการเพาะเมล็ด เนื่องจากเมล็ดมังคุดไม่ได้เกิดจากการผสมเกสร จึงไม่มีโอกาสกลายพันธุ์ได้เลย เพราะเกสรตัวผู้ของดอกมังคุดเป็นหมัน เมล็ดจึงเจริญจากเนื้อเยื่อของต้นแม่โดยไม่ได้รับการผสมเกสร จึงเชื่อกันว่ามังคุดมีพันธุ์เดียว อย่างไรก็ตามพบว่า มังคุดเมืองนนท์มีผลเล็กและเปลือกบางกว่า มังคุดภาคใต้ที่มีเปลือกหนา แต่ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนพอที่จะแยกเป็นพันธุ์ได้ ระยอง จันทบุรี นครศรีธรรมราช ชุมพร ตราด ศรีสะเกษ ฯลฯ คือ แหล่งปลูกมังคุดที่สำคัญของไทย มีผลผลิตทะยอยเข้าสู่ตลาดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน มังคุดเป็นไม้ผลขายดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศเช่น ยุโรป แคนาดา จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวันและญี่ปุ่น ที่สนใจสั่งซื้อมังคุดเนื้อขาวแน่น รสดี สีผิวสดเป็นสายเลือด สีชมพูปนเขียว ไม่มียางเหลืองติดผิว เปลือกไม่แข็งและต้องไม่มีผลติดอยู่ ขนาดของผลต้องสม่ำเสมอ เกรด A 9-10 ผล/กิโลกรัม คู่แข่งขันมังคุดไทยในเวทีตลาดโลก คือ ประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม ที่ปลูกมังคุดได้รสชาติอร่อยไม่แพ้กัน มังคุด
เกษตรกรนิยมปลูกมะละกอเป็นพืชเดี่ยว และปลูกในลักษณะสวนผสมผสาน บนเนื้อที่ปลูกเฉลี่ย รายละ 5-25 ไร่ เกษตรกรกว่า 60% นิยมปลูกมะละกอพันธุ์แขกดำ รองลงมาคือ พันธุ์แขกนวล 18% พันธุ์ฮอลแลนด์ (ปลักไม้ลาย) 8% และพันธุ์อื่นๆ ซึ่งเป็นมะละกอที่กลายพันธุ์มาจากมะละกอพันธุ์แขกดำเป็นหลัก และพันธุ์ต่างประเทศ เช่น พันธุ์ฮาวาย พันธุ์เรดเลดี้ และพันธุ์พื้นเมืองไทย การปลูกมะละกอแบบไม่ยกร่อง ช่วงก่อนให้ผลผลิต มีต้นทุนการผลิตโดยเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 1,123 บาท ต่อไร่ ต่อเดือน เมื่อมะละกอให้ผลผลิตแล้ว จะมีต้นทุนการผลิตประมาณ 990 บาท ต่อไร่ ต่อเดือน แต่ละภาคมีต้นทุนการผลิตไม่แตกต่างกันมากนัก และภาคใต้มีต้นทุนต่ำที่สุด เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างพันธุ์ที่ปลูกพบว่า พันธุ์ฮอลแลนด์ (ปลักไม้ลาย) เกษตรกรใช้ต้นทุนสูงกว่าพันธุ์แขกดำ กว่า 50% เพราะราคาต้นพันธุ์สูงกว่า และการดูแลรักษาดีกว่า เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามที่พ่อค้าต้องการ ส่วนการปลูกมะละกอแบบยกร่อง มีต้นทุนก่อนให้ผลผลิตเกือบ 2,000 บาท ไร่ ต่อเดือน และกว่า 1,700 บาท ต่อไร่ ต่อเดือน หลังให้ผลผลิตแล้ว เมื่อคำนวณออกมาเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัมทั้งแบบยกร่องและ
อาชีพการเกษตร ยังคงมีเสน่ห์แรงไม่เสื่อมคลาย ที่ดึงดูดความสนใจจากผู้ประกอบอาชีพอื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีเงินเดือนประจำ ที่เรียกว่า “มนุษย์เงินเดือน” ถึงแม้นจะมีค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูง แต่ก็จะต้องแลกด้วยปัญหาสารพัดคล้ายๆ กัน เช่น ความเครียดอันเนื่องมาจากการทำงานที่จะต้องได้ผลงานตามเป้าหมาย ขาดการออกกำลังกาย และโรคภัยรุมเร้า ด้วยปัญหาดังกล่าวจึงมีบุคคลเหล่านี้มองหาทางออก และเห็นว่าอาชีพการเกษตรน่าจะเป็นวิถีที่จะสร้างอาชีพและสร้างความสุขให้แก่ตนเองได้อย่างยั่งยืน เช่น คุณมงคล เหล่ามาลา อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 135 หมู่ที่ 20 บ้านหนองแคน ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. (099) 939-6130 Id Line : มงคล@กันทรวิชัย Facebook : สวนเกษตรเพชรมงคล มหาสารคาม คุณมงคล เล่าให้ฟังว่า ปี 2543 หลังจบ ม.6 ได้เข้าศึกษาต่อที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตกาฬสินธุ์ (สาขาวิชาประมง) ระหว่างเรียน ปวส. 2 ได้มีบริษัทมาคัดเลือกให้เข้าทำงานกับบริษัท ด้วยสถานะการเงินทางบ้านขณะนั้นก็ไม่ค่อยดีนัก แม้จะอยากเรียนต่อเพียงใดก็ตาม ด้วยไม่อยากเป็นภาระของพ่อแม่ เพื่อหวังต้องการปลดหนี้ปลดสินให้พ่อแม่ ส่งน้องเรียน แ
ไปเจอ “ มะนาวเว่อ ” พันธุ์ไม้โบราณ ที่สวนตันเจริญ จังหวัดสระแก้ว ของอาจารย์ธงเทพ ตันเจริญ และภรรยา คือ คุณบุญนำ จำปาสุข (โทร. 089-233-7586 , 084-926-6363 ) ชาวสระแก้ว เรียกมะนาวชนิดนี้ว่า “ มะนาวเว่อ” ซึ่งมะนาวชนิดนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ภาคกลางเรียกว่า ส้มมะนาวหรือส้มมะละกอ แถบอีสาน เรียกว่า หมากเว่อ มะโว้ช้าง มะนาวควาย มะนาวริปน ส้มนาวคลาน และส้มละโว้ มะนาวเว่อหรือมะนาวยักษ์ มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย เป็นพืชตระกูลส้มประเภทซิตรอน เติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนปนทราย ไม่ชอบที่ชื้นแฉะ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง โดยทั่วไป ต้นสูงประมาณ 3-10 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนาม ใบใหญ่และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ผลกลมใหญ่ ผิวเรียบเปลือกหนา ดอกมีสีขาวอมม่วง มีกลิ่นหอม ผลสุกมีสีเหลืองมะนาว ขนาดผลใหญ่สุดเท่าผลส้มโอ มีรสเปรี้ยว มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำมะนาว แต่รสอ่อนกว่ามะนาวเล็กน้อย ใช้ปรุงอาหารแทนน้ำมะนาวได้ดี ใบอ่อน นำมาลวกหรือต้มรับประทานเป็นผักเครื่องเคียงร่วมกับน้ำ พริก ลาบได้อย่างอร่อย ส่วนใบแก่นำมาหั่นเป็นฝอย ใส่ลาบเพื่อดับกลิ่นคาวปลา มะนาวเว่อ มีสรรพคุณทางยาช่วยฟอกระดู ขับเสม
“มะละกอเป็นพืชที่ต้องการน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำขัง เพราะเสี่ยงต่อการเป็นโรครากเน่า” เป็นข้อมูลที่รู้กันดีอยู่ในกลุ่มชาวบ้านตำบลวังหามแห อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้ที่ผ่านมาในอดีต ไม่มีเกษตรกรรายใดปลูกมะละกอแม้แต่รายเดียว ที่เห็นทั่วไปคือปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง และข้าวโพด มีพื้นที่ทำนาเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มี คุณณฏฐพล นิยมจันทร์ และ คุณปรีชา แสงทอง เริ่มนำร่อง นำมะละกอฮอลแลนด์มาลงปลูก เพราะมองเห็นในศักยภาพของพื้นที่ ทั้งยังมองเห็นว่าผลกำไรจากการทำสวนมะละกอน่าจะเป็นรายได้ที่มากกว่าการปลูกพืชไร่อย่างแน่นอน ทั้งคุณณฏฐพลและคุณปรีชา ใช้ความเป็นหนุ่ม กล้าลองผิดลองถูก ไปเรียนรู้การทำสวนมะละกอฮอลแลนด์ เพราะเห็นว่าเป็นสายพันธุ์กินผลสุกที่ตลาดต้องการ แม้จะรู้ว่าสภาพพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองมีแหล่งน้ำน้อย ต้องอาศัยน้ำจากคลองหรือการขุดสระก็ตาม แล้วกลับมาเริ่มทดลองปลูกก่อนเพียง 5 ไร่ การเก็บผลผลิตรอบแรก ก็มองทะลุไปถึงอนาคตได้ว่า ผลไม้ชนิดนี้สร้างรายได้ที่ดีให้อย่างแน่นอน จาก 5 ไร่ เริ่มขยายพื้นที่การปลูกออกไปเรื่อยๆ เมื่อชาวบ้านใกล้เคียงเห็นความตั้งใจและรายได้ที่มากกว่า จึงเ
ปัจจุบันนี้ อาหารเพื่อสุขภาพได้รับความนิยมกันมาก วัตถุดิบที่นำมาประกอบเป็นอาหารได้รับการเอาใจใส่ ดูแลและตรวจสอบกันตั้งแต่ต้นทางจนถึงตลาดและผู้บริโภค จึงเห็นรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ชมรม วิสาหกิจชุมชน ที่มีชื่อเสียงกันมากหลาย เช่น กลุ่มผู้รักสุขภาพ ชมรมเกษตรอินทรีย์ เกษตรชีวภาพ เกษตรปลอดภัย ฯลฯ สำหรับพืชผักที่ได้รับความนิยมกันมากคือ ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนถั่วลันเตา ผู้เขียนได้พบกับ คุณนัฐชานนท์ วงศ์ดาว อายุ 35 ปี อยู่ตำบลสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้เพาะต้นอ่อนถั่วลันเตา ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อย คุณนัฐชานนท์ เล่าให้ฟังว่า ด้วยตนเองมีสายเลือดเกษตรคือคุณพ่อ คุณเกริกฤทธิ์ วงศ์ดาว เรียนจบเกษตรบ้านกร่าง พิษณุโลก รุ่น 6 จบแม่โจ้ รุ่น 38 ล่าสุดคุณพ่อดำรงตำแหน่งเกษตรจังหวัดลำพูน ส่วนตนเองเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่น 63 สาขาเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม หลังจากจบการศึกษาแล้ว เริ่มต้นประกอบอาชีพการเกษตรจากการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ส่งขายตลาดและห้างร้านสรรพสินค้าในเมืองเชียงใหม่ ต่อมาจากการสังเกตเห็นว่า ต้นอ่อนถั่วลันเตา ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น จึงเริ่มให้ความสนใจที่จะเพาะต้นอ่อน
ลิ้นจี่ เป็นผลิตผลสินค้าเกษตรอย่างหนึ่งที่มักประสบปัญหาราคาไม่แน่นอน เกษตรกรมีความเสี่ยงในด้านการผลิตคือผลแตกและร่วง ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตน้อยและมีความเสี่ยงด้านการตลาด เกษตรกรมักขายได้ราคาต่ำ ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่กล่าวว่า เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่มักจะประสบปัญหาสำคัญ 2 ประการคือผลแตกและผลร่วง ทั้งนี้เพราะในช่วงที่ลิ้นจี่ติดผลเจริญเติบโตใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย ประมาณปลายเดือนเมษายน – พฤษภาคม ซึ่งช่วงนี้สภาพอากาศร้อนและเจอฝนตกสลับกัน 2-3 ครั้ง จึงทำให้ผลลิ้นจี่แตกและร่วง ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งเก็บผลผลิตจำหน่าย ทำให้ได้ราคาต่ำ และที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)ลิ้นจี่ อ.แม่ใจ จ.พะเยา ได้นำเอานวัตกรรมการห่อช่อผลลิ้นจี่ด้วยกระดาษโคบอน สามารถแก้ไขปัญหาลิ้นจี่แตก/ร่วง และประสบความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานสินค้า ทำให้ราคาลิ้นจี่ที่ห่อช่อผลมีราคากิโลกรัมละ 80 บาท ในขณะที่ลิ้นจี่ที่ไม่ห่อช่อผล จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 30 บาทเท่านั้น โดยมีส่วนต่างของราคาถึง 50 บาทต่อกิโลกรั
ผู้เขียน : วรนัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา การขยายพันธุ์พืช สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การปักชำกิ่ง ปักชำใบ การติดตา การเสียบยอด ฯลฯ ซึ่งเป็นการขยายพันธุ์ที่ทำกันมานานแล้ว ในปัจจุบันนี้การขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากเป็นการขยายพันธุ์ที่ได้จำนวนหรือปริมาณมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ได้ต้นพันธุ์ที่เหมือนต้นพันธุ์เดิม เป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืชที่หายาก อีกทั้งเป็นการขยายพันธุ์ที่มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพียงแต่เป็นการปฏิบัติในห้องปลอดเชื้อโรค การคัดเลือกต้นพันธุ์ที่ต้องการ เมื่อได้ต้นพันธุ์แล้วจะต้องเปลี่ยนถ่ายขวดขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น จนถึงการย้ายออกมาปลูกในแปลงเพาะขยายพันธุ์ ตัวอย่างการขยายพันธุ์พืชด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เช่น พันธุ์ไผ่ กล้วย อินทผลัม ขนุนพันธุ์ไพศาลทักษิณ หน่อไม้ฝรั่ง กล้วยไม้ กุหลาบ ฯลฯ คุณวรณัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เล่าถึงประสบการณ์ที่เคยทำงานเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่า หลังจากที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่นที่ 48 สอบเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการ ที่กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ศูนย์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื
