พืชทำเงิน
เมื่อผลผลิตทางการเกษตรเริ่มตกต่ำ การหันมองพืชชนิดใหม่ที่เหมาะกับพื้นที่และสภาพอากาศ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง อย่างน้อยก็ช่วยเสริมรายได้อันน้อยนิดให้ได้เป็นกอบเป็นกำขึ้นมา พื้นที่ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นพื้นที่ที่ไม่จัดว่าแล้ง แต่ในบางพื้นที่อำเภอต้องประสบภาวะน้ำเค็มจากน้ำที่พื้นที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำขนาดใหญ่อย่างแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นความโชคดีของชาวบ้านบ้านดงสวาท ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ที่อาศัยแหล่งน้ำจากน้ำบาดาล ซึ่งเป็นน้ำใต้ดินที่มากเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และปราศจากภาวะน้ำเค็มอย่างบางพื้นที่ประสบ คุณยุพา พันธุ เกษตรกรสาว วัย 25 ปี ครอบครองที่ดินของตนเองเพียง 9 ไร่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และผักตามฤดูกาล ซึ่งราคาทั้งหมดถูกกำหนดโดยพ่อค้าคนกลาง กว่าจะเก็บข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขายได้ในแต่ละรอบ เมื่อคำนวณต้นทุนการผลิตกับรายได้ที่ได้มาแล้วหลายครั้งที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง จึงมีแนวคิดเปลี่ยนพืชชนิดอื่นแทน “ในละแวกใกล้เคียงมีชาวบ้านหลายราย ปลูกมะละกอดิบสำหรับทำส้มตำขาย ได้ยินว่ามีรายได้ดี เลยอยากปลูกบ้าง พ่อค้าที่รับซื้อผักแนะนำให้นำเมล
มะละกอแขกนวล เป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์มาจากพันธุ์แขกดำ มีลักษณะเด่นคือ สีใบเขียวเข้ม ขนาดผลปานกลาง ผลมีลักษณะกลมยาวสีเขียวเข้ม น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อผล ผลสุกมีลักษณะเนื้อสีเหลืองเข้ม ให้รสหวานโดยมีความหวานประมาณ 13-14 องศาบริกซ์ ซึ่งมะละกอแขกนวล จัดว่าเป็นมะละกอที่เลื่องชื่อในวงการส้มตำมานาน เพราะเป็นมะละกอที่กรอบกว่าทุกสายพันธุ์ก็ว่าได้ โดยแม่ค้าส้มตำระดับมืออาชีพก็น่าจะรู้ในข้อดีในเรื่องนี้ไม่น้อย และที่สำคัญยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ตลาดมีความต้องการสูง เฉลี่ยต่อต้นแล้วผลผลิตที่ได้เท่ากับต้นละ 200-300 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี เลยทีเดียว คุณทองดี กำลังงาม เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เล็งเห็นลักษณะพิเศษของมะละกอสายพันธุ์นี้ จึงได้เลือกปลูกมะละกอแขกนวลในอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี จำนวนมากถึง 38 ไร่ จึงนับว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเขามากว่า 20 ปี กันเลยทีเดียว เดิมมีอาชีพ ด้านการเกษตรอยู่แล้ว คุณทองดี เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีทำอาชีพทางการเกษตร คือทำไร่ ทำนา ซึ่งการทำนาจะขายผลผลิตได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น จึงคิดว่าไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับเขาได้มากพอ จึงได้คิ
เมล่อน เรียกได้ว่าเป็นพืชที่ต้องใช้ฝีมือในการปลูกและการยืนหยัดอยู่ในวงการ เพราะความสำเร็จในการปลูกเมล่อนทุกรอบ ทุกครั้ง ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เลย ดังนั้น วงการนี้จึงมีทั้งคนที่เข้ามาและคนที่พับเสื่อไปอยู่ตลอดเวลา วันนี้เรามีโอกาสได้มาเยือนสวนเมล่อนของ คุณมิตร รุ่งเรือง ชาวสวนเมล่อนมืออาชีพที่ยึดอาชีพปลูกเมล่อนมานานกว่า 10 ปี จนวันนี้นอกจากจะปลูกเองแล้ว คุณมิตร ยังส่งเสริมเกษตรกรปลูกเมล่อนเพื่อป้อนตลาด ซึ่งความที่เขาผลิตเมล่อนคุณภาพมาตรฐาน GAP จึงทำให้เมล่อนที่นี่เป็นที่ต้องการของแม่ค้าที่ซื้อขายกันมานาน และวันนี้คุณมิตรยังก้าวไปอีกขั้นด้วยการปลูกเมล่อนในโรงเรือนกว่า 24 โรงเรือน เพื่อป้อนตลาดบนที่ต้องการเมล่อนคุณภาพสูง ซึ่งแม้จะลงทุนค่อนข้างสูงในส่วนของโรงเรือนเมื่อเทียบกับการปลูกกลางแจ้ง แต่การปลูกในโรงเรือนก็มีข้อดีตรงที่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกต่างๆ ได้เป็นอย่างดี สามารถลดความเสี่ยงจากโรคและแมลงได้ระดับหนึ่ง จึงสามารถลดต้นทุนการใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตอื่นๆ ได้อีกด้วย อีกทั้งยังความเสียหายจากสภาพแวดล้อม เช่น น้ำค้างหนัก ฝนตกหนัก แสงแดดและอื่นๆ ได้อีกด้วย การปลูกเมล่อนใน
สองสามี – ภรรยา ที่ชอบค้าขายและความท้าทาย เงินเดือนรวมกันเฉียดแสน ตัดสินใจโบกมือลาชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองกรุง ออกเดินทางตามความฝัน ด้วยการปักหมุดสร้างสวนไผ่แห่งความสุข 9 ไร่ ที่จังหวัดอุดรธานี เก็บหน่อไม้ขายวันละ 30 กิโลกรัม ขายกิ่งพันธุ์ร่วมด้วย รายได้เดือนละ 75,000 บาท ชีวิตแฮปปี้ ได้อยู่กับลูกชาย 2 คน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ แถมได้กินหลากเมนูอร่อยๆ ทำจากหน่อไม้ตลอดทั้งปี คุณเพ็ญศิริ ลลิตวิภาส หรือคุณโบว์ ภรรยาคุณสมเจตน์ หรือคุณสิงห์ สองสามีภรรยาเจ้าของสวนไผ่ ณ บ้านทุ่ง ที่จังหวัดอุดรธานี เล่าว่า ฝ่ายสามีเคยทำงานด้านคอมพิวเตอร์ 14 ปี รับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนระบบเซิร์ฟเวอร์ ณ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เงินเดือนราว 60,000 บาท ส่วนตัวเองจบบัญชี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ทำธุรกิจส่วนตัว ขายงานศิลปะตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ระบายสี และกระเป๋าผ้าลดโลกร้อน รวมรายได้ 2 คนต่อเดือนก็เกือบ 1แสนบาท อย่างไรก็ตามแม้รายได้จะดี แต่ภรรยาในวัย 37 ปี บอกว่า ไม่ได้ชื่นชอบวิถีชีวิตในกรุงเทพฯ ตรงกันข้ามวางแผนบั้นปลายชีวิตไว้ว่า อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น อยากเลี้ยงลูกเอง และที่สำคัญอยากประกอบอาชีพอิสระ นี่คือแรงบัน
เมื่อวันหยุดยาวที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสกลับบ้านที่อำเภอปากช่อง พี่สาวของผู้เขียนเห็นบ้านเพื่อนทำสวนผสม จึงแนะนำให้ลองลงพื้นที่ไปดูสวนแห่งนี้ พอไปถึงความรู้สึกแรกคือ ประทับใจในความเป็นกันเองของเจ้าของบ้าน และบรรยากาศที่ร่มรื่นไปด้วยไม้ผล ต้นไม้ให้ความสดชื่น เข้าไปแล้วรู้สึกอบอุ่น เจ้าของสวนคือ คุณลือชัย หวังสุวรรณ อยู่บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 15 ตำบลขโนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คุณลือชัย เล่าว่า ตนมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายข้าวราดแกง อยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี แต่ได้มีโอกาสมาทำสวนกับรีสอร์ทที่เขาใหญ่ เพราะเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เพื่อนชวนมาเที่ยวที่เขาใหญ่ เกิดถูกใจที่ตรงนี้จึงตัดสินใจซื้อที่ดิน เนื้อที่ 8 ไร่ เดิมทีเป็นไร่อ้อยมาก่อน จึงลงมือพัฒนา เริ่มแรกสร้างบ้านไว้พักผ่อนเพียงหลังเดียว แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบต้นไม้ ไปที่ไหนเห็นต้นไม้ต้นไหนดี ต้นไหนสวย ก็ซื้อมาปลูกไว้หมด ปลูกโดยที่ไม่มีความรู้เรื่องเกษตรเลย มีแต่ความชอบและใจรักเท่านั้น พื้นที่ 8 ไร่ ปลูกอะไรได้บ้าง ที่สวนของคุณลือชัย มีพื้นที่ทั้งหมด 8 ไร่ ด้วยกัน เขาไม่ได้ปลูกเพียงไม้ผลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ได้สร้างรีสอร์ท
ถ้าพูดถึงไม้ผลใกล้ตัวที่พบเห็นตามบ้าน ชุมชน จนชินตา นอกจากกล้วยแล้ว “มะละกอ” อาจเป็นพืชไม้ผลอีกชนิดที่พบเห็นด้วยเช่นกันเพราะไม้ผลทั้งสองชนิดสามารถเจริญเติบโตง่าย ไม่เลือกสถานที่ แถมยังไม่ต้องการเอาใจจนเกินไปด้วย ดังนั้น ทั้งมะละกอและกล้วยจึงเกิดขึ้นตามแหล่งต่างๆ ทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านยังได้ใช้ประโยชน์จากไม้ผลทั้งสองในการประกอบอาหารภายในครัวเรือนอีก ความสำคัญของมะละกอยังประโยชน์ทางด้านอาหารได้ทั้งสุกและดิบขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงจนทำให้ตลาดมะละกอเกิดความคึกคัก ชาวบ้านหันมาปลูกมะละกอทั้งดิบและสุกเพิ่มขึ้นหลายพื้นที่จนกลายเป็นอาชีพสำคัญสร้างรายได้ให้ทุกครัวเรือน มะละกอที่เห็นตามตลาดหรือแหล่งจำหน่ายอาจมาจากสวนที่ผู้ปลูกขายผ่านคนกลาง หรือขายตรงให้แก่ผู้ขายปลีก ซึ่งไม่ว่าจะขายแบบใดกลุ่มผู้ขายปลีกมะละกอนับเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานมะละกออย่างสมหวัง ฉะนั้น ลองมาสำรวจบางส่วนของผู้ขายปลีกมะละกอว่าพวกเขาขับเคลื่อนอาชีพนี้กันอย่างไร ลุงแซม พ่อค้าผลไม้เร่ตามตลาดนัด ลุงแซม เป็นชาวลำปาง มีบ้านอยู่ทั้งกรุงเทพฯ และกาญจนบุรี อดีตเคยทำง
“วังหินโมเดล” ชุมชนขับเคลื่อนการพัฒนา รวมกลุ่มแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำภายใต้บริบทของชุมชนเอง ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ ปรับวิถีเกษตรกรรม ลดพื้นที่ทำนา หันมาเน้นอาชีพเสริมเลี้ยงโค-กระบือ ตามวัฒนธรรมดั้งเดิม เพิ่มรายได้สร้างชุมชนเข้มแข็งบนพื้นฐานของความสามัคคีชูเป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบของโคราช ร่วม “เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนเข้มแข็งตามพระราชดำริ” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาชุมชนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัฐบาล ปิดทองหลังพระฯ ได้ให้ความสำคัญกับการขยายผลการพัฒนาในระดับครัวเรือนและการรวมกลุ่มเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพให้กับชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน โดยจัดศึกษาดูงานชุมชนตำบลวังหิน อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จเชิงประจักษ์ระดับชุมชนที่น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ เป็นแนวทางให้ทุกภาคส่วนนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขและพัฒนาตนเอง นายณรงค์ วุ่น
อาชีพโดยอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อใคร ของชาวบ้านโพนธาตุ ตำบลบ้านว่าน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย คือ การทำนา เมื่อว่างเว้นจากการทำนา ซึ่งเป็นระยะเวลาไม่น้อย หากใช้เวลาที่มีอยู่สร้างรายได้เสริม คุณวิสันต์ อินทะปัญญา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะเห็ดฟางบ้านโพนธาตุ ผู้นำวิธีการเพาะเห็ดฟางเผยแพร่สู่ชุมชนเพื่อสร้างรายได้เสริม เล่าว่า อดีตชาวบ้านทำนาเพียงอย่างเดียว มีระยะเวลาไม่น้อยที่ว่างเว้นจากการทำนาในแต่ละปี จึงมองหารายได้เสริม ซึ่งตนได้ออกไปศึกษาและสมัครเข้ารับการอบรมการเพาะเห็ดฟางในจังหวัดใกล้เคียง เมื่อได้ความรู้ จึงนำมาเผยแพร่ต่อภายในชุมชน ปี 2553 เกษตรกรบ้านโพนธาตุ เริ่มก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะเห็ดฟางบ้านโพนธาตุขึ้น มีคุณวิสันต์ เป็นประธานกลุ่ม มีสามาชิก 13 คน มีโรงเพาะเห็ดฟางทั้งสิ้นเกือบ 50 โรง โรงเรือนเพาะเห็ด จำเป็นสำหรับผู้เพาะ เริ่มแรกสร้างโรงเรือน ขนาด 6X10 เมตร ใช้เงินลงทุน 17,000 บาทต่อโรงเรือน ใน 1 โรงเรือน เพาะเห็ดได้ 30 ก้อน ใช้เวลาเพียง 20 วัน เก็บขายครั้งแรกได้ และเก็บได้เรื่อยๆ จนกว่าเห็ดจะหยุดออก จึงรื้อทิ้งแล้วลงใหม่ ต้นทุนก้อนเชื้อเห็ด ก้อนละ 13 บาท และต้องสั
เมื่อปี 2551 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้ลงบทสัมภาษณ์ คุณกิตติ จันทวิสูตร เรื่องการปลูกตะเคียนแซมในสวนสะละ ว่างเว้นไม่ได้ข่าวคุณกิตติหรือปลัดแก้วมานาน จนกระทั่งปลายปี 2559 มีงานเกษตรมหัศจรรย์ ที่จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีชายหนุ่มวัยรุ่นมาออกร้านจำหน่ายต้นกล้าทุเรียน ชื่อแปลกๆ อย่าง “มูซังคิงส์” หรือ “เหมาซานหวัง” สอบถามแล้วชื่อ รัฐ จันทวิสูตร เขาเป็นลูกชายปลัดแก้วนั่นเอง คุณรัฐ จันทวิสูตร บอกว่า พื้นที่ปลูกตะเคียนลดลง เริ่มตัดจำหน่าย ต้นขนาดใหญ่อายุ 20 ปีขึ้น จำหน่ายต้นละ 8,000 บาท ปัจจุบันเหลืออยู่กว่า 1,000 ต้น สิ่งที่มาทดแทนคือ ทุเรียนพันธุ์ทรงคุณค่า ที่เคยปลูกในบ้านเรามาก่อนแล้ว รวมทั้งพันธุ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศมาเลเซีย พื้นที่การเกษตร กว่า 300 ไร่ เกริ่นกับคุณรัฐไว้ว่า อยากไปเยี่ยมชมงานใหม่ของ ปลัดแก้ว เมื่อถึงเวลาโทรศัพท์ไปทาบทาม ถึงแม้งานจะชุก แต่ปลัดแก้วก็ยินดีให้ไปถ่ายภาพและสัมภาษณ์ ทางเข้าสวนปลัดแก้ว เริ่มต้นกันที่สี่แยกเขาไร่ยา สี่แยกนี้หากตรงไป สามารถไปตราดและสระแก้วได้ เลี้ยวขวาเข้าตัวเมืองจันท์ เลี้ยวซ้ายไปน้ำตกกระทิง, พระบาทเขาคิชฌกูฏ, มทร. ตะวันออก วิทยาเขต
กล้วยนาก หนึ่งในสายพันธุ์กล้วยโบราณหายาก ที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จัก ความจริง ตระกูลกล้วยนากที่พบในประเทศไทยมีอยู่ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ชนิดแรก เรียกว่า กล้วยนากทั่วไป ชนิดที่สองเรียกว่า กล้วยนากยักษ์ หรือ กล้วยนากทองผาภูมิ 1.กล้วยนากทั่วไป นิยมปลูกกันตามสวนหรือบริเวณบ้าน กล้วยนากมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น กล้วยกุ้ง กล้วยกุ้งแดง หรือกล้วยครั่ง ก็เรียกกันกล้วยนากชนิดนี้บางทีเรียกว่ากล้วยนากธรรมดา ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 28-35 เซนติเมตร สูง 300-420 เซนติเมตร ส่วนกาบมีสีแดงปนเขียว แผ่นใบกว้างและหนา มีสีเขียวอมแดงในหนึ่งเครือมี 4-5 หวี กล้วยนากทั่วไปแต่ละหวีมี 14-18 ผล ขนาดผลกว้าง 3.5 เซนติเมตร ยาว 14 เซนติเมตร ผลดิบมีสีแดงสดใส เมื่อแก่จัดสีเขียวอมแดง และผลสุกมีสีแดงอมส้ม ผลมีลักษณะกลม ก้านสั้น เนื้อสีส้ม รสหวาน ตั้งแต่ออกดอกจนถึงผลแก่จัด ใช้เวลา 95-110 วัน นิยมนำผลมารับประทานสด เช่นเดียวกับกล้วยหอม ส่วนผลดิบใช้ทอดและฉาบน้ำตาล บริโภคหรือขาย กล้วยนากยักษ์ หรือ กล้วยนากทองผาภูมิ พบมีปลูกกันตามบริเวณชายแดนไทยพม่า จากแม่ฮ่องสอนลงมาจนถึงกาญจนบุรี กล้วยนากยักษ์ ชนิดนี้มีขนาดผลใหญ่กว่า แ
