พืชทำเงิน
ขึ้นชื่อว่า “ผัก” มีมากหลายคนที่มักจะส่ายหน้า โดยเฉพาะเด็กๆ แต่ก็มีอีกมาก หรือจะมากกว่าด้วยซ้ำ ที่ยอมรับว่า มีความนิยมชมชอบผักเกือบทุกชนิด ไม่ว่าเป็นผักสีเขียว ผักสีขาว ผักสีม่วง เป็นผักกินใบ ผักกินหัว ผักกินฝัก ผักกินผล ผักกินเมล็ด ความนิยมชมชื่นนั้น มักเกิดจากสถานะพื้นฐานความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม ความจำเป็น และการศึกษาเป็นสำคัญ เด็กที่ได้รับการปลูกฝังให้กินผักตั้งแต่เล็ก โตขึ้นมักจะชอบกินผัก หนุ่มสาวที่ได้ศึกษาเรียนรู้ คุณค่าของผัก ก็เกิดการเปลี่ยนค่านิยม มาชื่นชมกินผัก เพื่อต้องการใช้คุณค่าของผัก มาสร้างความสวยงาม บำรุงผิวพรรณให้ดี มีเสน่ห์น่ารัก ส่วนคนมีอายุมาก มักกินผักเพื่อสุขภาพ ทั้งบำรุงกระดูก กล้ามเนื้อ สายตา โสตประสาทการรับฟัง บำรุงสมองที่อ่อนล้า เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ หรือคงเป็นเพราะเคี้ยวบดกินได้ง่ายกว่าอย่างอื่นด้วยละกระมัง “ผักจี” เป็นผักชนิดหนึ่งที่ชาวชนบท นิยมใช้เป็นอาหารการกิน แพร่ความนิยมลุกลามถึงชาวเมือง อาจเป็นที่สงสัยกันอยู่บ้างว่า “ผักจี” ที่ผู้เขียนเรียกชื่อนี้ แบบพี่น้องชาวเหนือ ที่เรียกแตกต่างออกมาจาก “ผักชี” โดยที่ผักชี เขาเรียกว่า “หอมป้อม หรือ หอมน้อย” และสงสัยว
คุณเมธี และ คุณดวงกมล ยี่หวา เกษตรกรจังหวัดตราด เจ้าของ “ตราดบ้านผักฟาร์ม” บ้านเลขที่ 85/1 หมู่ที่ 6 ตำบลเนินทราย อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด มีอาชีพปลูก “ผักปลอดภัย” ในพื้นที่ 1 ไร่ สร้างรายได้หลักเลี้ยงครอบครัวได้มากว่า 20 ปี โดยการปลูกผักหลายๆ ชนิดเพื่อให้ได้ผลผลิตหมุนเวียนกันได้ตลอดปี มีมะเขือเทศเชอร์รี่เป็นไฮไลต์สร้างรายได้หลัก และเมล่อนเป็นตัวชูโรงตามมา และมีผักอื่นๆ ที่ปลูกสลับหมุนเวียนไป เช่น ผักคะน้า กวางตุ้ง ถั่วฝักยาว บวบ จัดจำหน่ายด้วยตัวเองในจังหวัดที่ตลาดเกษตรกรจังหวัดตราดเป็นประจำอาทิตย์ละ 2-3 วัน และส่งตามออร์เดอร์ตามบ้านในบริเวณใกล้เคียง และขายทางออนไลน์ใช้บริการขนส่งโดยมีลูกค้าทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด จากแตงร้านสู่นวัตกรรมโรงเรือน เพิ่มผลผลิต ปลูกผักปลอดภัย คุณเมธี เล่าว่า เดิมไม่คิดทำอาชีพเกษตรกรรมเพราะเห็นว่าไม่ใช่อาชีพที่สร้างรายได้ เลือกทำมัคคุเทศก์เป็นอาชีพแรกเพราะอยากเที่ยว ลงหุ้นกับเพื่อน 3 คนทำทัวร์ เข้าอบรมได้บัตรมัคคุเทศก์ เป็นไกด์นำเที่ยวจังหวัดชายฝั่งทะเล ตอนทำงานส่วนใหญ่รับผิดชอบอยู่บนฝั่ง จำเป็นต้องหาความรู้ ประสบการณ์เชิงลึกด้านเกษตรกรรมนำเสนอนักท่องเ
ดอกขจร หรือ ดอกสลิด ถือเป็นพืชทนแล้ง ชอบแสงแดดร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ชอบที่แฉะน้ำท่วมขัง ชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ปลูกได้ทุกฤดู แต่จะแนะนำให้ปลูกช่วงปลายฝนต้นหนาว หลังจากปลูก 3 ถึง 4 เดือน เริ่มให้ดอก ดอกจะออกให้เก็บช่วงหน้าร้อนถึงหน้าฝน ก็คือถ้าเราปลูกช่วงปลายฝนต้นหนาว ระยะที่เราจะได้เก็บ จะประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ยาวไปถึงเดือนตุลาคม การเตรียมดิน…เหมือนกับปลูกพืชทั่วไป ไถตากดินทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ แล้วไถอีกครั้งจากนั้นขุดหลุมปลูกได้เลย หลุมขุดลึกแค่พอกลบกิ่งชำ 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ระยะห่างระหว่างต้น 1.50 เมตร วิธีปลูก… ขจร เป็นพืชไม้เลื้อย ก่อนปลูกต้องทำค้างก่อน ค้างที่ทำแล้วได้ผลดีเรียกว่าค้างโต๊ะ ลักษณะเป็นรูปตัวยูคว่ำ มีไม้ด้านข้างยาวไปตลอดแนว และใช้ตาข่ายคลุมด้านบน ช่วยลดลมปะทะ ถ้าเป็นค้างแบบแนวตั้งเมื่อลมมาจะต้านลมเยอะ อาจทำให้ต้นล้มได้ ระบบน้ำ…เป็นระบบสปริงเกลอร์ ใน 2 สัปดาห์แรกเปิดน้ำรดทุกวัน ช่วยให้โตเร็ว รากเดินดี หลังจากนั้นสังเกตว่าใบเริ่มแตก ให้ลดน้ำลงเหลือ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ตามสภาพอากาศ โรคแมลง…ส่วนใหญ่ที่เจอคือ เพลี้ยไฟ ขจรเป็นพืชที่ต้องดูแลทุกวัน ถ้าเดินเจอให้ตัดเอาไปทิ้ง
ดอกดาวเรือง เป็นไม้ดอกสีสวยสดใส ที่คุ้นตาคนไทยนั้น ความจริงเป็นไม้ดอกที่มาจากต่างแดน มีถิ่นกำเนิด ในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา เป็นดอกไม้ที่ชาวเม็กซิกันและชาวอินเดียนแดงเผ่าแอสแต็คใช้บูชาเทพเจ้า ต่อมามีผู้นำเข้าไปปลูกในยุโรป เนื่องจากเป็นไม้ที่ปลูกง่ายโตเร็ว อีกทั้งดอกมีความสวยงาม จึงเป็นที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในยุโรป ดาวเรืองเป็นดอกไม้หน้าแท่นบูชาพระแม่มารี และถือว่าเป็นดอกไม้ประจำตัวของพระแม่มารีด้วย มีตำนานเล่าว่า ดอกดาวเรืองดั้งเดิมมีเพียงสีเดียวคือ สีเหลือง จึงเรียกชื่อไม้ดอกชนิดนี้ว่า Mary’s gold ต่อมาจึงกลายไปเป็น Marigolds ส่วนภูมิภาคเอเชียนั้น ชาวโปรตุเกสนำมาเผยแพร่ที่ประเทศอินเดียก่อน เป็นดอกไม้มงคลที่ใช้บูชาพระวิษณุและพระลักษมี แล้วจึงแพร่หลายทั่วไป ปลูกดอกดาวเรืองตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา สำหรับประเทศไทย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่า ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้นำเข้ามาปลูกเป็นครั้งแรกในกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) ดอกดาวเรืองเจริญงอกงามได้ดีจนปลูกกันดาษดื่นในขณะนั้น เนื่องจากดาวเรืองสา
ตะไคร้ เป็นพืชล้มลุกที่เรียกได้ว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เพราะมีการนำมาเป็นเครื่องเทศ หรือส่วนผสมที่อยู่ในอาหารไทยหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นการทำต้มยำ การยำ หรือแกงเผ็ดต่างๆ ล้วนแล้วมีส่วนประกอบของตะไคร้เข้ามาช่วยทำให้อาหารมีรสสัมผัสและกลิ่นหอมมากขึ้น ซึ่งตะไคร้ถือว่าเป็นพืชที่ปลูกได้ง่ายและถือว่าเป็นพืชสมุนไพรประจำบ้านเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่เป็นพืชที่ปลูกง่าย จึงทำให้ในบางฤดูกาลราคาจำหน่ายอาจไม่ได้สูงมากเหมือนพืชผักชนิดอื่นๆ จึงทำให้เกษตรกรมีการปรับตัวในเรื่องของการทำตลาดด้านอื่นที่มีรายได้มากกว่าเดิม แทนที่จะปลูกเพื่อจำหน่ายต้นเพียงอย่างเดียว คุณเสาวคนธ์ ภูมิผล เกษตรกรผู้ปลูกตะไคร้อยู่จังหวัดพิษณุโลก ได้มีการปรับเปลี่ยนจากการปลูกตะไคร้มาตัดเป็นใบส่งจำหน่ายแทนต้น เพราะตะไคร้ที่ตัดใบเมื่อนำมาตากแดดแล้วสามารถมาจำหน่ายเกิดรายได้ตลอดทั้งปี และด้วยความที่มีช่องทางการทำตลาดนี้เองจึงทำให้เธอแนะนำการปลูกกับญาติพี่น้อง จนทำให้มีกำลังผลิตที่ส่งตะไคร้ตัดใบเข้าโรงงานได้อย่างต่อเนื่องเป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการ คุณเสาวคนธ์ เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันทำงานประจำอยู่ที่กรมชลประทาน โดยในช่วงว่างจากวันหยุดก็จะทำอาชี
แมลงศัตรูพืชในสวน มักเป็นปัญหากวนใจของเกษตรกรหลายๆ คน อย่างที่รู้กันดีว่า “ลูกเหม็น” มีประโยชน์สารพัด ช่วยไล่แมลงสาบ หนู ที่มากวนใจในบ้านได้แล้ว นอกจากนี้ ยังสามารถไล่แมลงศัตรูพืชให้กับชาวสวนได้อีกด้วย “ลูกเหม็น” เป็นสารประกอบโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน ที่ผลิตได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม มีสถานะเป็นของแข็งสีขาว มีกลิ่นฉุนเฉพาะ สามารถระเหิดได้ที่อุณหภูมิห้อง นิยมนำมาใช้ในการดับกลิ่นอับและป้องกันแมลงในบ้านเรือน ด้วยคุณสมบัติด้านกลิ่นเฉพาะของลูกเหม็นนี้ ได้มีเกษตรกรนำมาประยุกต์ ใช้ป้องกันแมลงศัตรูพืชแล้วได้ผลด้วย การไล่แมลงในสวนผลไม้นั้นไม่ยาก แค่เพียงใช้ลูกเหม็นเสียบปลายไม้ปักไว้ตามจุดต่างๆ ในสวน หรือห่อลูกเหม็นด้วยถุงพลาสติก เจาะรูแขวนไว้ตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะในทรงพุ่ม หรือสารเคมีที่มีกลิ่นเหม็นมากๆ เจือจางในน้ำเปล่า 20-30 เท่า ใส่ขวดพลาสติกเจาะรูด้านข้าง ผูกเชือกที่คอขวด แขวนไว้ตามจุดต่างๆ ในสวน หรือแขวนไว้ใต้ทรงพุ่ม เมื่อแมลงได้กลิ่นลูกเหม็น หรือสารเคมีที่รุนแรงก็จะบินหนีไปเอง วิธีการทำง่ายมากๆ สามารถทำตามกันได้เลย แบบที่ 1 ใช้วิธีแขวนขวด สิ่งที่ต้องเตรียม – ลูกเหม็
นางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดปทุมธานีเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้จังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทองทั้งจังหวัดที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร รวม 712 ราย พื้นที่ปลูกรวม 11,098 ไร่ โดยกล้วยหอมทองของจังหวัดปทุมธานีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ ผลใหญ่ยาว เปลือกบาง ผิวนวล เนื้อเหนียวแน่น ผลดิบจะมีสีเขียวนวล เมื่อสุกจะมีสีทองนวล รสชาติหวานหอม จนได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างอาชีพ สร้างรายได้งามให้แก่เกษตรกร จากการติดตามสถานการณ์การผลิตกล้วยหอมทองของกลุ่มแปลงใหญ่กล้วยหอมทองตำบลนพรัตน์ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พบว่า นับเป็นกลุ่มที่มีการวางแผนการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ ผลผลิตผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และเป็นการผลิตแบบอินทรีย์ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพ มาตรฐาน ตรงกับความต้องการตลาด ซึ่งทางกลุ่มเริ่มดำเนินการ เมื่อปี 2558
นายชัยยศ จันทร์ทองสา เกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แบรนด์ Organic Rice by กะติบโต เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตการทำนา เริ่มจาก “ความเชื่อ” ที่เขามีต่อตัวเองว่า ข้าวที่ปลูกด้วยความตั้งใจและดูแลอย่างพิถีพิถัน ควรมีคุณค่ามากกว่าการขายเป็นเพียงข้าวเปลือกทั่วไป “ตั้งแต่วันแรกที่ผมเริ่มกลับมาทำนา ผมตั้งเป้าไว้เลยว่าจะไม่ขายข้าวเปลือกอีกต่อไป ผมบอกกับทุกคนเสมอว่า วันหนึ่งผมจะขายข้าวกิโลกรัมละ 100 บาทให้ได้” นายชัยยศเล่า ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ทุกวันนี้ ข้าวอินทรีย์ของผมจำหน่ายได้ถึงกิโลกรัมละ 250 บาท ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นไปได้จริง หากเรามีความตั้งใจและแนวทางที่ชัดเจน” นายชัยยศ ยังบอกอีกว่า ยอมรับว่าการทำนาอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยทั้ง “ใจรัก” และ “ความอดทน” ในการต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ทั้งด้านธรรมชาติ ตลาด และระบบการผลิตที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง “ถ้าเรายังทำนาแบบเดิมๆ ก็จะวนเวียนอยู่แค่ขายข้าวเปลือกให้โรงสี คนที่กำหนดราคาก็คือเจ้าของโรงสี ไม่ใช่เรา เกษตรกรก็จะติดอยู่ในวังวนเดิม ไม่มีโอกาสพัฒนา” จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นายชัยยศมองว่า เหตุผลสำคัญที่ทำ
จากอดีตที่การทำนายังพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก กระบวนการเพาะปลูกส่วนใหญ่ต้องอาศัยแรงงานคน ตั้งแต่การปักดำไปจนถึงการคราดไถที่ใช้แรงงานสัตว์เป็นกำลังหลักต่อมา เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การทำนาจึงค่อยๆ พัฒนาและเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่สามารถครอบคลุมกระบวนการผลิตได้เกือบทั้งหมดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการไถพรวน การหยอดเมล็ด การปักดำ หรือการเกี่ยวนวด ล้วนสามารถดำเนินการได้ด้วยเครื่องจักรอย่างเต็มรูปแบบ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร ช่วยให้ชาวนาสามารถจัดการงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ลดปัญหาและข้อจำกัดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพของผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายเสฏฐวุฒิ ดรศรีเนตร ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งนครแค จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เดิมทีชาวนาในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำการผลิตข้าวตามวิถีดั้งเดิมมาโดยตลอด ในแต่ละปีต้องเผชิญกับปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และโดยเฉพาะปัญหาราคาข้าวที่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดได้เอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความม
ผู้เขียน : ชนุดม สุรัตน์ ในยุคที่เกษตรกรไทยจำนวนไม่น้อยเผชิญปัญหาความผันผวนของราคาพืชเศรษฐกิจ อาจารย์ไพฑูรย์ กระโทกนอก อดีตครูผู้เคยยืนสอนอยู่หน้าชั้นเรียนเมื่อเกษียนเลยเลือกก้าวออกมาสู่เส้นทางใหม่ในฐานะเกษตรกรเต็มตัว ด้วยการสร้าง โกโก้ฟาร์มลำตะคอง ฟาร์มเกษตรผสมผสานขนาดใหญ่กว่า 300 ไร่ ติดกับเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ที่วันนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งผลิตโกโก้คุณภาพ และยังเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้เห็นว่า พืชชนิดนี้คือหนึ่งในพืชอนาคต ของไทยอย่างแท้จริง อาจารย์ไพฑูรย์ กล่าว่า “ผมจะเออร์ลี่แล้วจะอยู่เฉยๆ มันเป็นไปไม่ได้ มันต้องรู้ว่ามันจะทำอะไร พอเรารู้ เรามีเวลาประมาณนี้ จะทำอะไรมันก็โอเค” จุดเริ่มต้นจากยางพาราที่ราคาตกต่ำ เดิมทีพื้นที่แห่งนี้ปลูกยางพาราเต็มพื้นที่ ผลผลิตออกดีแต่ราคากลับผันผวนหนักจนขาดทุน การทำเกษตรในรูปแบบเกษตรอุตสาหกรรม ที่ปลูกทีละมากๆ จึงเริ่มไม่ตอบโจทย์ ความคิดในการหาพืชทางเลือกจึงเกิดขึ้น อาจารย์กล่าวว่า “ถ้ายางราคาตก เราต้องมีพืชสำรอง ต้องหาพืชที่ยั่งยืนได้จริง” เมื่อศึกษาพืชต่างๆ พบว่า โกโก้ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ด้วยเหตุผลหลักคือ แปรรูป
