พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

“ข้าวหอมวาริน” จากงานวิจัยสู่ท้องนา ร่วมแก้ปัญหา-ตอบโจทย์วิกฤติข้าวไทย

ปัญหาของการส่งออกข้าวไทยที่นับวันจะถดถอยลงทั้งปริมาณและมูลค่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประเทศผู้นำเข้าต้องการข้าว “พื้นนุ่ม” มากกว่าเพิ่มขึ้น  

ขณะที่ข้าวที่ประเทศไทยมีการปลูกข้าวพื้นนุ่มน้อย แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยได้พัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มออกมาและให้การรับรองแล้วหลายพันธุ์ เช่น กข 39, กข 43, กข 53, กข 77 และ กข 79 แต่ยังไม่นิยมปลูกเป็นที่แพร่หลายมากนัก เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีสายพันธุ์ที่หลากหลายกว่า ทำให้ผู้ซื้อหันไปซื้อข้าวพื้นนุ่มกับคู่แข่งมากขึ้น ไทยจึงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดนี้ให้คู่แข่งอย่างเวียดนามไปอย่างน่าเสียดาย

โดยเวียดนามเป็นประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างมาก โดยจัดสรรงบประมาณกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,000 ล้านบาท เพื่อวิจัยและพัฒนา โดยนำพันธุ์ข้าวที่ดีในตลาดมาพัฒนาเป็นพันธุ์ข้าวใหม่เพื่อทำตลาด มีระยะเพาะปลูกที่สั้น 90-95 วัน ปลูกได้ปีละ 3 ครั้ง ขณะที่ประเทศไทยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กับการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเพียง 100 ล้านบาท/ปีเท่านั้น

ขั้นตอนการเตรียมแปลงปลูก

แม้ว่าจะขาดแคลนงบประมาณด้านงานวิจัย แต่สถาบันการศึกษาอย่าง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย รศ.ดร. สุรีพร เกตุงาม อาจารย์ประจำภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัย ยังเดินหน้าทำงานวิจัยจนสามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวเจ้า “หอมวาริน” ได้สำเร็จ โดยใช้เวลา 3-4 ปี ภายใต้งบประมาณ 3 ล้านบาท ที่นักวิจัยท่านนี้ต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ในการเสนองานวิจัยเพื่อให้ได้งบประมาณดังกล่าวมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หลังจากได้รับงบประมาณมาจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในปี 2558 ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อผลิตพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มให้ตรงกับความต้องการของตลาด เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศของพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และใกล้เคียง ซึ่งเป็นเขตอีสานใต้

ข้าวหอมวารินในแพคเกจจิ้งที่สวยงาม

ซึ่ง รศ.ดร. สุรีพร ระบุอีกว่า งานด้านการวิจัยของสถาบันการศึกษาควรถูกนำมาใช้จริงๆ ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ทำออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับท้องถิ่นปัญหาของพื้นที่ที่พบก็คือ การกระจายตัวของน้ำฝนที่ไม่สม่ำเสมอในพื้นที่ปลูกข้าว โดยชาวนาจะอาศัยปลูกข้าวโดยอาศัยน้ำฝน บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ขณะที่ปัญหาความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศก็นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน ฝนทิ้งช่วง ในช่วงที่มีการเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เกิดมีการระบาดของโรคและแมลงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างมากมาย การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้มีคุณสมบัติทนต่อสภาพเครียดๆ หลายลักษณะ แต่ให้ผลผลิตสูง ปรับตัวได้ดีในพื้นที่ราบลุ่ม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษาวิจัย


ต้นกล้าข้าวหอมวาริน

โดยดำเนินการในพื้นที่แปลงนาวิจัย ซึ่งมีพื้นที่ 10 ไร่ แบ่งเป็นแปลงขยายเมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้าหอมวาริน พื้นที่ 3 ไร่ และงานวิจัยของนักศึกษาพืชไร่ จำนวน 7 การทดลอง ดังนี้

  1. การศึกษาพันธุ์และเปรียบเทียบผลผลิตเบื้องต้นของข้าวเจ้าหอมสายพันธุ์ปรับปรุงต้านทานโรคไหม้ (BC2F7และ BC2F8) จำนวน 45 สายพันธุ์ ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (BC2F4 และ BC2F5) จำนวน 39 สายพันธุ์ ต้านทานโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (PY-F7 และ PY-F8) จำนวน 40 สายพันธุ์
  2.  การศึกษาพันธุ์และเปรียบเทียบผลผลิตเบื้องต้นของข้าวเจ้าหอมสายพันธุ์ปรับปรุงต้านทานโรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง (F6)จำนวน44 สายพันธุ์ ต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล(F6) จำนวน 42 สายพันธุ์
  3.  การประเมินผลผลิต และองค์ประกอบผลผลิตเบื้องต้นของข้าวเจ้าหอมสายพันธุ์ปรับปรุงต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จำนวน39 สายพันธุ์
  4. อิทธิพลของปุ๋ยโพแทสเซียมต่อผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิตของข้าวเจ้าหอมวารินในดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
  5. การศึกษาเปรียบเทียบผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิตของข้าวเจ้า จำนวน8 พันธุ์/สายพันธุ์
  6.  การศึกษาเปรียบเทียบผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิตของข้าวเหนียว จำนวน7 พันธุ์/สายพันธุ์
  7. การสืบค้นยีนสำคัญทางเศรษฐกิจโดยใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอและการประเมินคุณภาพการหุงต้มของข้าวพื้นเมืองไทย

จนในที่สุดก็สามารถพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเจ้าหอมวาริน ซึ่งมีคุณสมบัติที่โดดเด่น สามารถตอบโจทย์เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานได้เป็นอย่างดี เพราะได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว สามารถทนน้ำท่วมฉับพลัน ทนเเล้ง ต้านทานโรคไหม้ ให้ผลผลิตสูง ปรับตัวได้ดีในพื้นที่ปลูกข้าว อาศัยน้ำฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวสุกมีกลิ่นหอม และมีความนุ่มเหนียวคล้ายข้าวดอกมะลิ 105 โดยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมสนับสนุน นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในอนาคตของเกษตรกรที่สนใจเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยพร้อมให้การสนับสนุนงบประมาณ ส่งเสริมพัฒนางานวิจัยสู่ชุมชนและสังคมอย่างมีสุข ผู้สนใจ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โทรศัพท์ 045-353-000

รศ.ดร.สุรีพร เจ้าของงานวิจัย

“ข้าวพันธุ์นี้มีระยะปลูก 120 วัน เป็นข้าวนาปี เป็นข้าวพื้นนุ่มที่ประเทศผู้นำเข้าต้องการ ขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะทนน้ำท่วมฉับพลัน ทนเเล้ง ต้านทานโรคไหม้ ให้ผลผลิตสูง ปรับตัวได้ดีในพื้นที่ปลูกข้าวอาศัยน้ำฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณสมบัติเด่นข้าวสุกมีกลิ่นหอม มีความนุ่มเหนียวคล้ายข้าวดอกมะลิ 105 แต่เมล็ดสั้นกว่าหอมดอกมะลิ จึงแยกออกจากกันได้ง่าย แยกการปลอมปนได้ด้วยสายตา ” รศ.ดร. สุรีพร กล่าว

อาจารย์สุรีพร กับต้นข้าวหอมวาริน

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2021

Related Posts