พืชทำเงิน
คุณไพบูลย์ สวัสดิ์จุ้ย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านคลองโยง อยู่บ้านเลขที่ 31 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เบอร์โทร. (087) 009-2860 เล่าว่า เหตุที่จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านคลองโยงขึ้น เนื่องจากสมาชิกเล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพ มีใจรักชื่นชอบสนใจเกี่ยวกับการผลิตพืชผักเกษตรอินทรีย์เหมือนกัน ที่สำคัญคือ มีอุดมการณ์ร่วมกัน นั่นก็คือ “ไม่เอาเงินเป็นที่ตั้ง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มีดินน้ำอุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพในการผลิตพืชผักหลากหลายชนิด แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงผลิตพืชผักเน้นเพื่อการค้า มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลทำให้สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ พืชผักมีสารพิษตกค้าง และเกษตรกรผู้ผลิตได้รับสารพิษโดยตรงจากการใช้เคมีดังกล่าว สมาชิกอายุก็เริ่มเยอะขึ้นทุกวัน ถึงเวลาแล้วที่จะหันมารักสุขภาพกันมากขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุขภาพดี นั่นก็คือ อาหาร หรือสิ่งที่เราบริโภคเข้าไป นอกจากนี้ การที่ผลิตพืชผักอินทรีย์ให้ผู้อื่นได้บริโภคนั้นได้บุญ ประกอบกับพืชผักอินทรีย์กำลังได้รับความนิย
วันที่ 24 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักดิ์ หินสอ อายุ 43 ปี ชาวบ้านหนองเดิ่น หมู่ 2 ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เกษตรปลูกดาวเรืองขาย เปิดเผยว่า แต่ก่อนมีอาชีพทำนา และเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อหมดหน้านาก็ไม่มีงานทำจึงหันมาสร้างรายได้ด้วยการปลูกดาวเรืองขายเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ดีมีเงินเข้าครอบครับปีละนับแสนบาท นายศักดิ์กล่าวว่า แต่ก่อนเมื่อเสร็จหน้านา ก็จะเข้าเมืองหางานทำ เพราะไม่มีรายได้ ต่อมาได้ไปพบดอกไม้ในตลาดสอบถามว่าชื้อหรือไม่จะปลูกมาขาย หลังจากนั้นก็ลงมือชื้อเมล็ดพันธุ์ ดอกดาวเรืองมาปลูกทดลองเพียง 1 ไร่ แต่มีลูกค้ามาเห็นและสั่งชื้อจำนวนมาก สามารถทำรายได้ถึง 4 หมื่นบาท ต่อไร่ในเวลาแค่ 4 เดือนเท่านั้น จากนั้นมีออเดอร์สั่งเข้ามาจำนวนมาก จึงได้ขายพื้นที่การปลูกขึ้นเป็น 8 ไร่ ในปัจจุบัน มีเพื่อนเกษตรกรหลายคนสนใจหันมาปลูกกันหลายราย สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเพราะคตลาดดอกดาวเรืองมีรับชื้อไม่อัน ดอกดาวเรืองปลูกง่าย ดูแลง่ายกว่าการปลูกพืชอื่นให้ผลเร็ว ในแต่ละปีจะปลูกได้ไม่น้อยกว่า 3 รุ่นหมุนเวียน ส่วนตลาดจำหน่ายปัจจุบันส่งตลาดเมืองทอง กทม.และตลาดใกล้เคียง สกลนคร นครพนม อุดรธานี
เมื่อ 5 ปีก่อน เกษตรกรในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ภายใต้โครงการสามพรานโมเดล หยุดใช้สารเคมีและหันมาทำเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ เมื่อ 5 ปีก่อน ก็ได้รับกระแสการตอบรับจากผู้บริโภคในวงกว้าง สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียงหันมาทำเกษตรอินทรีย์ตามกันอย่างกว้างขวาง เพื่อความยั่งยืนของโครงการและสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้กับเกษตรกรในเครือข่าย ล่าสุด คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารสวนสามพราน และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ได้พาแกนนำสำคัญกว่า 160 คน ประกอบด้วย ผู้จัดการโครงการ หัวหน้ากลุ่มเกษตร ทายาทคนรุ่นใหม่ของเกษตรกร รวมถึงผู้บริหาร พนักงานของโรงแรม ลงพื้นที่ ศูนย์พันพรรณ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ไปร่วมกิจกรรม “เปิดโลก เรียน-รู้ วิถีพึ่งตนเอง กับ โจน จันใด” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธา ในวิถีอินทรีย์ และตระหนักในการพึ่งตนเอง ด้วยตัวของเขาเอง คุณอรุษ บอกว่า คุณโจน จันใด เป็นเกษตรกรต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า กว่า 14 ปี ที่เขาละทิ้งกรุงเทพฯ กลับไปพิสูจน์ความเชื่อตัวเอง ด้วยการหันมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เริ่มจากลงมือทำนา ปลูกผัก ผลไม้อินทรีย์ พร้อมเก็บเมล็ดพันธุ์ และสร้า
ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ หลายคนหันมาทำอาชีพเสริม เช่นเดียว กับคุณมานพ เปรมปรีดิ์ซึ่งอาชีพหลักเป็นวิศวกร แต่วันหยุดแปลงร่างมาเป็นเกษตรกร มาปลูกเมล่อนบนดาดฟ้าใช้พื้นที่เพียง 50 ตรม. ก็สร้างรายได้ไปพร้อมกับความสุข เมล่อน” ถือเป็นราชินีแห่งพืชตระกูลแตง สามารถแบ่งชนิดออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามลักษณะของผลครับ โดยรูปแบบการปลูกที่นิยมปลูกในบ้านเรานั้นมี 3 แบบ คือ ปลูกในแปลงแบบมีค้าง ปลูกบนดิน และปลูกในถุง พี่มานพ เล่าให้ฟังว่า เริ่มปลูกครั้งแรก 20 ต้น โดยเผยแพร่ผ่านเฟสบุ๊คโดยไม่ได้หวังทำการตลาดอะไรมากมาย จนกระทั่งมีเพื่อนในโซเชียลให้ความสนใจ ติดต่อสอบถามเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น สำหรับสายพันธุ์เมล่อน จะเป็นสายพันธุ์ญี่ปุ่น คือ ฮันนี่ นัตสึ (เนื้อเขียว) และ ออรินจิ (เนื้อส้ม) เป็นสายพันธุ์ที่อายุเก็บเกี่ยวเท่ากัน สามารถปลูกในโรงเรือนเดียวกันได้ พี่มานพ บอกว่า การปลูกเมล่อนบนดานฟ้า ต่างจากการปลูกทั่วไป คือ วัสดุปลูก และพื้นที่ โดยการปลูกเมล่อนบนดาดฟ้าของพี่มานพ ใช้พื้นที่ 50 ตรม. ใช้เงินลงทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. สร้างโรงเรือนพร้อมระบบน้ำ ใช้เงินประมาณ 40,000 – 50,000 บาท 2. ค่าเมล็ด
เกษตรกรรุ่นใหม่เมืองรถม้า ใช้ภูมิปัญญาผสมผสานเทคโนโลยีการผลิตสับปะรดคุณภาพ พร้อมดัดแปลงอุปกรณ์การเกษตรหลากหลาย ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นระดับภาคเหนือ เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดลำปาง นำโดย คุณประวีณ์นุช สันพะเยาว์ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ ได้นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลงานของเกษตรกรดีเด่นและเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ประเภทต่างๆ ในจังหวัดลำปาง เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานของเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จได้เป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรรายอื่นๆ ได้นำไปปฏิบัติในไร่นาของตนเอง จุดแรกคือ เทคนิคการปลูกสับปะรดให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพ คุณกฤษณะ สิทธิหาญ เกษตรกรหนุ่ม วัย 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 135 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง คุณกฤษณะ เล่าให้ฟังว่า ในอดีตมีการปลูกสับปะรดเช่นเดียวกับเกษตรกรทั่วๆ ไป ไม่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ คือปลูกปีละ 1 ครั้ง เต็มพื้นที่ 50 ไร่ เมื่อถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยวก็เก็บครั้งเดียวหมดทั้งแปลง ต้องลงทุนปลูกใหม่ทุกครั้งทุกปี ต้องใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ใช้สารเคมีเร่งการออกดอก ห่อหุ้มผลสับปะรดเพื่อไม่ให้ถูกแสงแดดเผาไหม้ผิวของผล และการปฏิบัติการต่างๆ ในสวน ท
ดินใต้โคนต้นโสนที่ตำบลสามเรือน อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยานับเป็นสิ่งล้ำค่าราวกับขุมทรัพย์ เพราะดินจากธรรมชาติบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะเป็นที่ขึ้นของ “เห็ดตับเต่า” เห็ดที่มีหมวกลักษณะคล้ายร่มสีดำ – น้ำตาลอมเหลืองอ่อน เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 10 – 25 ซม น้ำหนักเยอะต่อ1ดอก เกือบ 2 กิโลกรัม มีขนเล็กๆ คล้ายกำมะหยี่สีน้ำตาล ส่วนเนื้อของเห็ดชนิดนี้จะหนา มีความเหนียวหนึบ เมื่อนำมาต้มหรือผัด จะไม่ค่อยเละหรือแหยะเหมือนเห็ดชนิดอื่น เห็ดตับเต่ามักจะขึ้นในช่วงฤดูฝน ขึ้นมากในป่าเต็งรัง ป่าแดง ป่าต้นสะแก ถ้าเป็นในสวนมักจะพบในสวนผลไม้ เช่น สวนไผ่ รวมถึงขึ้นมากใต้โคนต้นโสน ที่ตำบลสามเรือน อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณจำลอง จักรกร บ้านเลขที่ 55 หมู่ 6 ตำบลสามเรือน อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หญิงสาววัย 56 ปี เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่มีอาชีพทำนามากว่า 100 ปี แต่ปัจจุบันเลิกทำนาแล้ว หันมาปล่อยที่นาให้คนเช่า แล้วเปิดบริษัทรับทำบัญชี รวมถึงเก็บเห็ดตับเต่าขายเฉพาะช่วงหน้าฝน ขาย 4 เดือนมีรายได้เกือบ 5 แสนบาท คุณจำลอง เผยกับเส้นทางเศรษฐีว่า เห็ดตับเต่า เป็นเห็
การทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน เพียงแต่การผสมผสานนี้ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่น แล้วให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน คุณจินดา ฟั่นคำอ้าย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อดีตศึกษานิเทศก์ จังหวัดลำปาง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสาน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ในบั้นปลายชีวิต จึงวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา อดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เนื่องจากสมัยที่รับราชการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่ง หลายด้าน ล้วนพบว่าการทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย ก่งเซ่ง อายุ 41 ปี เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 8 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา เปิดเผยว่า ปลูกผักสลัดระบบไฮโดรโปนิกส์ไร้ดิน ทั้งกรีนโอ๊คและเรดโอ๊ค 20 แปลง ซึ่งผักทั้ง 2 ชนิดมีเอเยนต์รับซื้อและตลาดรองรับไม่อั้น ส่งขายทั้งตามท้องตลาดและในห้างสรรพสินค้าทั้งใน อ.เมืองสงขลา และ อ.หาดใหญ่ เพื่อนำไปประกอบอาหารและทำสลัดเกลียว ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ “การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ลงแปลงจนเก็บขายได้ 30 วัน แต่ละแปลงมีขนาด 2.00 x 4.00 เมตร สามารถปลูกผักสลัดได้ 200 ต้น และใช้วีปลูกแบบหมุนเวียนกัน โดยจะลงมือปลูกอาทิตย์ละ 4 แปลง เพื่อให้สามารถเก็บขายได้ต่อเนื่องทุกอาทิตย์และไม่ขาดช่วง สามารถเก็บผักขายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี สร้างรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณเดือนละ 35,000 – 40,000 บาท” นายสมชาย เปิดเผยว่า เตรียมขยายพื้นที่แปลงปลูกเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับออเดอร์ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ที่มีอยู่ขณะนี้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด สำหรับราคาของผักสลัดทั้งกรีนโอ๊คและเรดโอ๊ค ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีราคาไม่ตก ราคาขายส่งอยู่ที่ กก.ละ 80 บาท ขายปลีก กก.ละ 100 บาท &nbs
ในการทำเกษตรกรรม “ดิน” เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญเท่ากับ “น้ำ” และถ้าทั้งสองอย่างมีความสมบูรณ์เกื้อกูลกันแล้วก็จะสร้างความมั่นคง ตลอดจนความแข็งแรงทางการเกษตรอย่างแน่นอน ดินไม่ดี หรือดินที่ขาดคุณภาพย่อมส่งผลร้ายต่อภาคการเกษตรกรรม ที่ผ่านมาพบว่าต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดคุณภาพและเสื่อมลงเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีในปริมาณสูงติดต่อกันยาวนาน สร้างปัญหา ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกร “จันท์นิภา หวานสนิท” หญิงเก่ง แห่งเมืองกระบี่ เกษตรกรต้นแบบสภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหัวข้อ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ภายใต้หลักพึ่งตนเอง และอยู่อย่างพอเพียง นับเป็นแนวทางหนึ่งที่นำมาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ จันท์นิภา หวานสนิท อยู่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 7 บ้านใสสด ตำบลดินอุดม อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เป็นอีกคนหนึ่งที่น้อมนำแนวทางของพระองค์มาใช้ในอาชีพเกษตรกรรมจนประสบความสำเร็จ ในอดีตครอบครัวของจันท์นิภาประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยการปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน ดูจะต้องต่อสู้กับความยากลำบากอันเนื่องมาจ
คําพังเพย คือ ถ้อยคำอุปมาที่กล่าวกระทบเสียดสี ซึ่งมาจากเหตุการณ์เรื่องราว หรือความเป็นไปในชีวิตของคน รุ่นก่อน เก่าแก่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเรียนรู้และจำเป็นอย่างยิ่ง มีโอกาสรับรู้ เข้าใจได้ก็อาจจะนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตเรา ย่อมมี “คุณค่า” ยิ่งสำหรับเราๆ โดยเฉพาะในโอกาสคุยสนทนา เกี่ยวกับความรู้ ประสบการณ์ ซึ่งเกิดในชั้นเรียน วงการสนทนา วงการปราศรัย วงการอบรมแลกเปลี่ยนความรู้ บางคนบางท่านชอบพูด ชอบแสดงออก ชอบพูดแสดงความรู้ ในลักษณะที่โอ้อวด อวดรู้ กับ “ผู้ที่รู้เรื่องดีกว่า” เช่น “เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน” หรืออีกคำหนึ่งที่เราคงจะได้ฟังกันบ่อยๆ “กบในกะลาครอบ” เป็นการว่ากระทบกระเทียบอุปมาว่า “มีความรู้น้อยหรือประสบการณ์น้อย มักนึกว่าตัวเองรู้มาก” คำพังเพยสองคำที่กล่าวนั้น มีชื่อผลไม้ที่เป็นตัวร่วมคือ “มะพร้าว” กับ “กะลา” ซึ่งบ่งบอกเกี่ยวกับความรู้ประสบการณ์ เปรียบได้ไม่ผิดเพี้ยนกับ “โง่อวดฉลาด” พอพูด “มะพร้าว” ตามที่ปรากฏอยู่ในคำพังเพยถูกนำมาใช้กับภาษาศิลป์ เป็นคำพังเพย ผู้เขียนพยายามเชื่อมโยงคิดว่าน่าจะมี “คุณค่ามาก” ที่สุด และมีค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ต่อไปว่า คุณค่าของมะพร้าว ผลเขียว
