พืชทำเงิน
ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้พบหรือสนทนากับเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ จนถึงขึ้นเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเกษตรกรบ้านเรา ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนหรือไม่ก็พอมีพอกิน ไม่มีเหลือเก็บ น้อยคนนักที่จะสามารถสร้างฐานะมั่งคั่งขึ้นมาได้จากการทำอาชีพหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินนี้ได้ งานนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ชักชวนให้ไปดูสวนทุเรียนของ”คุณฉัตรกมล มุ่งพยาบาล” ที่ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร บนพื้นที่ 45 ไร่ และยังมีสวนทุเรียนอีก 15 ไร่ ที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ปีหนึ่งมีรายได้หลายล้าน เกษตรกรหนุ่มผู้นี้ที่มีดีกรีถึงปริญญาโท โดยจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้และปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ซึ่งในสวนของเขาปลูกผลไม้หลายอย่างและพืชอื่นๆด้วยอย่างเช่น ปาล์มน้ำมัน กล้วยน้ำหว้า ไผ่ตง ส้มโชกุน และทุเรียนหลายพันธุ์ แต่หลักๆคือ”หมอนทอง” ซึ่งเป็นพันธุ์ส่งออกที่ด้ราคาดี โดยในปีหนึ่งๆเขามีรายได้จากการขายทุเรียนส่งนอกหลายล้านบาท ประเทศนำเข้าเป็นอันดับหนึ่งคือ จีน ด้วยความรู้ความสามารถและยังอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยเฉพาะในวงการเกษตร ทำให้เขาได้รับรางวัลจากหน
เรียบร้อยไปแล้วสำหรับการประกาศผลและพิธีมอบรางวัลนวัตกรรม เนื่องใน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๙” เพื่อเชิดชูเกียรติแก่นวัตกรไทยที่สามารถพัฒนานวัตกรรมจนประสบความสำเร็จ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปีนี้แบ่งรางวัลออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม รางวัล Inspirational Innovator รางวัล Startup of the year รางวัล Total Innovation Management รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย และรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภท ดังนี้ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม ไข่ออกแบบได้ บริษัท คลีน กรีนเทค จำกัด ด้านสังคม ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม การพัฒนาโพรไบโอติกแลกโตแบซิลลัสพาราเคซิอิเอสดีหนึ่งเพื่อใช้ป้องกันฟันผุ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม สาขา Food Design ได้แก่ แป้งเบเกอรี่สำเร็จรูปปราศจากกลูเต็น บริษั
เมื่อเร็วๆ นี้ “กรมส่งเสริมการเกษตร” พาสื่อมวลชนบุกพิสูจน์ผลการดำเนินงาน “ศูนย์การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร” (ศพก.) ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตสวนปาล์ม คุณสงกรานต์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เล่าว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีพันธกิจสำคัญคือ การส่งเสริมพัฒนาเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีขีดความสามารถในการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด ซึ่งจังหวัดกระบี่ เป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการดำเนินงาน เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในระดับโลกแล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เข้าไปดำเนินกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผ่านโครงการต่างๆ อย่างหลากหลาย และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน การส่งเสริมอาชีพ การส่งเสริมการตลาด การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการดำเนินงานศูนย์เรียนรู้เพิ่มเติมประสิทธิภาพสูงสุดต่อการดำเนินงาน รวมทั้งเป็นการเผยแพร่กิจกรรมของเกษตรกรในพ
ไทยไฟเขียวนำเข้า “มะม่วงแก้วขมิ้น” กัมพูชา หวังป้อนโรงงานแปรรูปแช่แข็งส่งออก-บริโภคผลสดในประเทศพุ่งเท่าตัว ด้านผู้นำเข้าชายแดนฝั่งเมืองจันท์-ตราด-สระแก้ว-สุรินทร์ สบช่องเร่งปรับตัวจดทะเบียน สร้างโรงพักคัดแยกสินค้า จ่อนำเข้าให้ทันรับฤดูกาลผลิตตุลาคมนี้ หวั่นทำใบรับรองสุขอนามัยพืช-ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าฝั่งกัมพูชาไม่พร้อม เผยนายหน้าหัวใสโขกค่าดำเนินการสูงเฉียด 3 หมื่นบาท/วัน ไทยอนุญาตนำเข้ามะม่วงกัมพูชา นายสุทัศน์ แก้วสะอาด หัวหน้าด่านตรวจพืชจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559 นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ลงนามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลมะม่วงสดจากราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ. 2559 อนุญาตให้นำมะม่วงสดหรือมะม่วงแก้วขมิ้นจากกัมพูชาได้ภายใต้การดูแลของกรมวิชาการเกษตรของไทย และองค์กรอารักขาพืช (NPPO) ของกัมพูชา ประกาศฉบับนี้ทำให้สามารถนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นจากประเทศกัมพูชาได้ทุกช่องทางชายแดนที่ติดต่อกับกัมพูชาทั้ง4จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด โดยผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการนำเข้าและส่งออก คือ 1
ใครๆ ก็อยากมีสนามหญ้าสีเขียวๆ ไว้เพิ่มบรรยากาศความสดชื่น และใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุด นั่งเล่น นอนเล่น ในสนามหญ้าหน้าบ้านให้เพลิดเพลินใจ แต่การดูแลสนามหญ้าให้เขียวชอุ่มสวยงามตลอดเวลา ก็ต้องคอยแบ่งเวลาดูแล ให้ปุ๋ย ให้น้ำ ต้นหญ้าในสนามอย่างสม่ำเสมอ เมื่อต้นหญ้าเริ่มเขียว ปัญหาที่ตามมาคือ หญ้าจะโต สูงๆ ต่ำๆ ไม่เท่ากัน ตกเป็นภาระหนักของพ่อบ้านหลายรายที่ถูกแม่บ้านชี้นิ้วสั่งให้ตัดหญ้า หากใครรู้สึกเบื่อ กับการทำงานตัดหญ้า ขอแนะนำให้ลองปลูก “ใบต่างเหรียญ” เป็นไม้สนามแทนต้นหญ้า เพราะประหยัดเวลาในการดูแลสนามหญ้าได้อย่างดี เนื่องจาก ต้นใบต่างเหรียญ จะเจริญเติบโตแนบไปกับดิน ทำให้ประหยัดเวลาและพลังงานในการตัดหญ้า “ใบต่างเหรียญ” เป็นหนึ่งในผลงานวิจัย ในหัวข้อ “จากพืชท้องถิ่น สู่ไม้ประดับ” ของกรมวิชาการเกษตร ที่เผยแพร่สู่สาธารณชน มาตั้งแต่ ปี 2556 เพื่อให้คนไทยรู้จักและใช้ประโยชน์ของพืชท้องถิ่นในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น “ใบต่างเหรียญ” เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ อายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยตามผิวดิน มีรากตามข้อ ทำให้ยึดเกาะดินได้ดี ใบเดี่ยวรูปไข่หรือเกือบกลม ขอบเรียบ ดอกสีขาว ออกตามซอกใบตลอดทั้งปี ขยายพันธุ์ด้ว
แม้ว่าประเทศไทยจะสามารถปลูกและส่งออกมะม่วงได้มากมายหลายสิบชนิด แต่วันนี้กลับพบว่า ความต้องการบริโภค “มะม่วงแก้ว”เพิ่มขึ้นเท่าตัว และไทยยังผลิตมะม่วงแก้วนอกฤดูได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ นี่คือช่องว่างการตลาดที่ทำให้ “มะม่วงแก้วขมิ้น”จากกัมพูชารุกเข้ามายึดตลาดเมืองไทย สำหรับมะม่วงแก้วขมิ้น ปลูกมากที่ประเทศกัมพูชา เพราะสภาพดิน อากาศ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นเหมาะสม จึงให้ผลดกมาก และยังมีรสชาติหวาน กรอบ อมเปรี้ยวน้อยกว่ามะม่วงแก้วของไทย ลักษณะเนื้อมาก ผลใหญ่ เนื้อมีสีเหลืองสวยงามเหมือนขมิ้น โดยเฉพาะตรงไส้จะเหลืองจัด จึงเป็นที่มาของชื่อมะม่วงแก้วขมิ้น หรือมะม่วงไส้ขมิ้น แต่มีชื่อเป็นทางการว่า “พันธุ์ละเมียด” ข้อมูลปี 2557 กัมพูชามีเนื้อที่ปลูกทั้งหมด 65,250 เฮกตาร์ หรือประมาณ 391,500 ไร่ ผลผลิตส่งขายไทย 30% และเวียดนาม เกาหลี จีน 70% ปลูกมากใน 8 จังหวัด คือ กัมปงสะปือ (ปลูกมากที่สุด 243,750 ไร่) กัมปงจาม กันดาล ตะแก้ว ตบูงขมุม เสียมเรียบ พระตะบอง และบันเตียเมียนเจย วันนี้มะม่วงแก้วขมิ้นเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของกัมพูชา ผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดในเดือนตุลาคม-พฤษภาคม
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ผู้สื่อข่าวสืบทราบว่ามีชาวบ้านที่ต.หนองแวงใต้ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร มีอาชีพทำนาและทำข้าวเม่าขาย สร้างรายได้ให้ครอบครัวได้อย่างดี จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่บ้านบัวใหม่พัฒนา หมู่ 2 ต.หนองแวงใต้ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ผู้สื่อข่าวพบกับ นายสมาน พลเสน อายุ 49 ปี โดยนายสมาน เปิดเผยว่า มีอาชีพทำนามาตั้งแต่รุ่นเก่าแก่ ไม่เคยขายข้าวได้ราคาสูงถังเกิน 15,000 บาท/ตัน ดังนั้น จึงคิดหาทางแปรรูปและนำเอาภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากรุ่น พ่อแม่ มาเพิ่มรายได้ ด้วยการทำข้าวเม่า จำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งข้าวเม่าของคนภาคอีสานจะทำจากข้าวที่เริ่มแตกรวง และเป็นน้ำนมอ่อนๆ เก็บเกี่ยวจากที่นา จากนั้นจะนำมารูดเมล็ดออกจากรวง แล้วนำมาคั่วใส่กระทะด้วยความร้อนที่อยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ คั่วจนสุก แล้วนำมาตากให้เย็นสนิท จากนั้นจะนำมาใส่ครกตำ และใช้กระด้งฝัดเอาเปลือกออกก็จะได้ข้าวเม่าที่อ่อนนุ่ม มีรสชาติหอม เพราะกลิ่นสีเขียวจากข้าวที่กำลังเป็นน้ำนม และนำมาห่อใส่ใบบัว ทั้งนี้ หากนำไปใส่ถุงพลาสติก ข้าวเม่าเมื่อถูกปล่อยให้ถูกอากาศเย็นจะแข็งตัว เหมือนข้าวแห้งกินไม่อร่อย จึงนิยมนำมาใส่ห่อด้วยใบตองกล้วย
“เมืองไพลิน” ในอดีตเคยเป็นค่ายอพยพของเขมรแดง เรียกว่า “ฐานภูลำเจียก” และเคยเป็นเหมืองพลอยสีน้ำเงิน (บลู แซฟไฟร์) หรือ “พลอยไพลิน” ที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก แต่ทุกวันนี้เมืองไพลินไม่เหลือพลอยให้ขุดอีกแล้ว เมืองไพลินได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบภูเขาสูง มีแหล่งน้ำอุดมสมบรูณ์ มีสภาพภูมิอากาศที่ดี เอื้อต่อการเติบโตของไม้ผล ทำให้เมืองไพลินกลายเป็นแหล่งปลูกลำไยที่สำคัญของประเทศกัมพูชา หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ลำไยสดจะถูกส่งออกผ่านชายแดน ที่ด่านช่องพรม บ้านโอร์สะกรอม เพื่อนำมาขายล้งจีนที่ฝั่งไทย ผ่านทางด่านถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยใช้ระยะทางขนส่งสินค้า ประมาณ 17 กิโลเมตร หากใครมีโอกาสผ่านไปแถวด่านถาวรบ้านผักกาด คงจะเคยสังเกตเห็นรถบรรทุกจากฝั่งเขมรที่บรรจุสินค้าลำไยสด รวมทั้ง มันสำปะหลัง และข้าวโพด มาส่งขายพ่อค้าในฝั่งไทยแทบทุกวัน ลุงแยม หรือ “ซา จำเจริญ” เกษตรกรชาวกัมพูชา เจ้าของสวนลำไยสองพี่น้อง ในพื้นที่ฝั่งไทยที่อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี และเป็นผู้ปลูกลำไยมากที่สุดในเมืองไพลิน เนื้อที่ปลูกลำไยมากกว่า 125 ไร่ ปัจจุบัน สวนลำไยในเมืองไพลินแห่งนี้
ยุคสมัยข้าวยากหมากแพง ผู้คนส่วนหนึ่งเลือกหันหลังให้เมืองใหญ่ กลับถิ่นฐานบ้านเกิด หาประกอบอาชีพเลี้ยงปากท้อง บางส่วนถ้าไม่เปิดร้านขายของเล็กๆ ก็เลือกเป็นเกษตรกร ฝากความหวังไว้กับผืนดิน สายน้ำ และท้องฟ้า ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะทำให้การเลือกเดินบนเส้นทางสายเกษตร ประสบความสำเร็จได้ คือความรู้ เพราะมีบางคนที่เลือกเป็นนายตัวเอง แต่ยังขาดความรู้ ต้องล้มเหลวกลับเข้ามาขายแรงในเมือง การปลูกมะนาว ที่สวนมะนาวย่านภาษีเจริญของ ลุงจำรัส คูหเจริญ อดีตข้าราชการวัย 74 ปี เจ้าของสวนมะนาวลุงจำรัส ที่ปลูกมะนาวจนประสบความสำเร็จ และยังสามารถเพาะพันธุ์มะนาวได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้ผู้ที่สนใจนำความรู้ไปต่อยอดต่อไป ลุงจำรัส เริ่มเล่าว่า มีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวสวน อาศัยอยู่ในเขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ มานานแล้ว เรียกว่าทำสวนเป็นอาชีพหลักมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ส่วนตนสนใจปลูกกล้วยไม้เป็นอาชีพ ตามคำแนะนำของ ศ.ระพี สาคริก บิดาแห่งกล้วยไทย ตอนนั้นทำสวนกล้วยไม้ได้ประมาณ 8 ปี จึงสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นได้ ช่วงประมาณปี 2506 ไปเรียนประมาณ 5 ปีครึ่ง ด้านวิศวกร ควบคู่สาขาการเกษตร ช่วงนั้นต้องให้เเม่ดูเเลต้นไม้เพียงลำพัง หลัง
ปีที่ผ่านมาพบว่า มีขนุนวางจำหน่ายในตลาดผลไม้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ปริมาณการผลิตลดน้อยตามไปด้วย อีกทั้งมีการส่งออกไปจีนและอินโดนีเซียอีกจำนวนหนึ่ง แนวคิด ที่จะยืดเวลาการผลิตขนุนให้ยาวนานขึ้น ด้วยวิธีบังคับให้ออกนอกฤดูนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งในการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลกับขนุนนั้น เคยเกิดความเสียหายมาแล้ว ขอเล่าย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ผมมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้พบเห็นสิ่งที่แปลกน่าฉงน มีเกษตรกรท่านหนึ่ง ใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ราดให้กับต้นมะม่วงเพื่อบังคับให้ออกนอกฤดู แต่ในสวนดังกล่าวเกษตรกรปลูกแซมด้วยต้นขนุน ซึ่งมีผลกระทบเมื่อขนุนแตกใบอ่อนออกมาใหม่ ใบเกิดมีรูปร่างและขนาดใกล้เคียงกับมือของมนุษย์ที่แบคว่ำลง ที่ใต้ใบมีผลขนุนขนาดเล็กเท่าหัวแม่มือติดอยู่ตามแฉกของใบเต็มไปหมด ในที่สุดเกษตรกรต้องตัดต้นขนุนทิ้งไปหลายต้น แพคโคลบิวทราโซล เป็นสารที่มีความสามารถในการยับยั้ง การผลิตฮอร์โมนจิบเบอร์เรลลิน ที่ทำหน้าที่ยืดความยาวของต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ชะงักการเจริญเติบโตทางลำต้น รวมทั้งกิ่งและใบ แต่กลับไปกระตุ้นให้ต้นไ
