พืชทำเงิน
ผู้เขียน : ชนุดม สุรัตน์ ช็อกโกแลตเป็นหนึ่งในของหวานที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ด้วยรสชาติหวาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และเนื้อสัมผัสนุ่มละมุน หลายคนอาจไม่เคยคิดว่าแท่งช็อกโกแลตที่วางขายในร้านนั้น ต้องผ่าน กระบวนการหลายขั้นตอน ตั้งแต่ต้นไม้โกโก้จนถึงแท่งช็อกโกแลต เมล็ดโกโก้เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรสชาติ แต่ละขั้นตอนของการแปรรูปตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การหมัก การคั่ว ไปจนถึงการบดและผสม จะมีผลต่อรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสของช็อกโกแลตในที่สุด แม้กระทั่งช็อกโกแลตที่ทำเองที่บ้านก็สามารถสร้างรสชาติและคุณภาพใกล้เคียงคราฟต์ช็อกโกแลตได้ ถ้าเราทำตามขั้นตอนอย่างตั้งใจ บทความนี้จะพาไปรู้จัก การเดินทางของเมล็ดโกโก้สู่ช็อกโกแลตแท่ง แบบเรียบง่าย เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้สนใจทำช็อกโกแลตเอง หรืออยากรู้จักกระบวนการผลิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติและสามารถทำตามได้ที่บ้าน 1. การเก็บเกี่ยวผลผลิต ผลโกโก้จะสุกเมื่อมีสีเหลืองหรือส้มสดใส นี่คือสัญญาณที่บอกว่าเนื้อผลและเมล็ดภายในมีความพร้อม ทางฟาร์มจึงคัดเลือกผลที่สุกเต็มที่มาคัดเก็บ การเก็บในจังหวะที่เหมาะสมสำคัญเพราะผลที่ยังอ่อนหรือสุกเกินไปจะส่งผลต่อปริมาณน้ำตาลและสารตั้ง
ในยุคที่เกษตรไทยกำลังหันสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตในประเทศ “โกโก้ไทย” คือหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่กำลังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในแบรนด์ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและเชื่อมโยงเครือข่ายโกโก้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน คือ Kad Kokoa แบรนด์ช็อกโกแลตสัญชาติไทยที่ปลูกและแปรรูปด้วยหัวใจของคนไทยเอง คุณนที มาลีเพชร ผู้จัดการด้านวัตถุดิบเมล็ดโกโก้และวัตถุดิบของ Kad Kokoa เล่าว่า หน้าที่หลักคือการทำให้องค์กรมีความเชื่อมโยงกับเกษตรกรให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่าย เข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น และลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางให้ได้มากที่สุด จุดมุ่งหมายคือให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นกลางและเป็นธรรม “เราพยายามทำให้การซื้อขายโกโก้เกิดขึ้นโดยตรง ระหว่างเกษตรกรกับแบรนด์ เพื่อให้เกษตรกรได้ราคายุติธรรมที่สุดครับ” จากคำถามสู่คำตอบ…Kad Kokoa พาโกโก้ไทยก้าวสู่ระดับโลก นอกจากเรื่องราคาที่โปร่งใสแล้ว คุณนที เล่าต่อว่า Kad Kokoa ยังให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานการผลิตโกโก้ โดยมีการเชื่อมความสัมพันธ์กับเกษตรกรทั่วประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมองค์ความรู้เรื่องการปลูกและการหมักที่ถูกต้อง เพื่อให้การผลิตโกโก
พืชชื่อแปลก เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน “ภูพานเฮ” หรือ พีชปาล์ม มีถิ่นกำเนิดจากป่าแอมะซอน และยังเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจ เรียกได้ว่าสรรพคุณล้นหลาม สามารถนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่าได้ทุกส่วน ดร.กฤษดา จักรเสน ประธานบริษัทภูพานเฮ 2021 (ไทยแลนด์) จำกัด ถือเป็นผู้บุกเบิกทดลองศึกษาใช้เวลาปลูกพืชชนิดนี้มากกว่า 10 ปี โดยเริ่มปลูกที่จังหวัดสกลนคร ก่อนอื่นจะพามาทำความรู้จัก “ภูพานเฮ” กันก่อน พืชชนิดนี้ในต่างประเทศเรียกว่า Pupunha (ภูพุ้นเย) เป็นชื่อสากลลาตินอเมริกา หลังจากนั้นพอมาปลูกที่เมืองไทยจะเรียกกันว่า Peach palm (พีช ปาล์ม) แต่พอชาวบ้านได้ยินเข้าใจกันผิดคิดว่า “พิษปาล์ม” คิดว่าพืชชนิดนี้มีพิษ สอดคล้องกับบริบทพื้นที่เทือกเขาภูพาน จึงเป็นที่มาของชื่อ “ภูพานเฮ” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถใช้ประโยชน์ทางอาหารได้ทุกส่วนของต้น มีศักยภาพสูงสำหรับแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม ในอนาคตที่เข้าสู่แผนแพลนต์เบส (Plant Based) ของโลก ขณะนี้ทางบริษัทฯ ได้ขยายเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดผู้บริโภค กินได้ทั้งผลสดและปรุงสุก ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม ตู
กะหล่ำปลี เป็นหนึ่งในผักสวนครัวที่สามารถหารับประทานได้ตลอดทั้งปี และสายพันธุ์ของกะหล่ำปลีนั้นก็มีอย่างหลากหลาย กะหล่ำปลี เป็นผักที่มีใยอาหารสูง (ไฟเบอร์) และมีวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง และทำได้เกือบทุกเมนู ทั้งอาหารไทย อาหารเทศ หรือรับประทานสดๆ ก็อร่อย ได้คุณค่าทางสารอาหารไม่น้อยเลยทีเดียว กะหล่ำปลี อุดมไปด้วยมีวิตามินซีสูงเมื่อเทียบกับผลไม้ และยังมีหลายสี เป็นการเพิ่มสีสันให้กับอาหารจานโปรดน่ารับประทานยิ่งขึ้น ผู้บริโภคบางกลุ่มไม่นิยมรับประทานกะหล่ำปลีดิบ เพราะกลัวในเรื่องของยาฆ่าแมลงตกค้าง และมีความเชื่อว่าการรับประทานกะหล่ำปลีดิบอาจจะส่งผลให้เกิดโทษต่อร่างกาย เพราะในกะหล่ำปลีดิบมีสารที่เรียกว่า กอยโตรเจน (Goitrogen) ซึ่งเป็นสารที่ไปขัดขวางไม่ให้ต่อมไทรอยด์จับไอโอดีน และหากรับประทานกะหล่ำปลีดิบในปริมาณมากอาจทำให้เกิดโรคคอหอยพอกได้ แต่ในความจริงแล้วหากไม่รับประทานวันละเป็นกิโลกรัม สารพิษดังกล่าวก็ไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย การทำเกษตรในปัจจุบัน เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ปลอดสารกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ตลาดพืชผักผลไม้ปลอดสารมีตลาดที่ใหญ่ขึ้น ผู้บริโภคเข้าถ
“อำเภอทองผาภูมิ” จังหวัดกาญจนบุรี ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งขุนเขาและสายน้ำ ดินดี น้ำดี ปลูกอะไรก็งดงาม รสชาติอร่อย โดยเฉพาะผลไม้คุณภาพดี รสชาติอร่อย ได้แก่ เงาะทองผาภูมิ หวานล่อน กรอบ อร่อย ทุเรียนทองผาภูมิดีกรีแชมป์โลก เป็นเครื่องการันตีคุณภาพ กล้วยไข่ลิ่นถิ่น เนื้อแน่น หอม หวาน รสชาติอร่อยแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งปลูกส้มโอส่งออกขนาดใหญ่อีกด้วย “จีนแส การ์เด้น” เป็นหนึ่งในผู้ผลิตส้มโอส่งออกรายใหญ่ของอำเภอทองผาภูมิ สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ เลขที่ 123/9 หมู่ที่ 5 ตำบลหินดาด อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โทร. 084-104-3210 และ 092-462-9292 ศูนย์รวมสายพันธุ์ส้มโอ คุณสานุ จีนแส เกษตรกรรุ่นใหม่ (Smart Farmer) อำเภอทองผาภูมิ ซึ่งเป็นทายาทของสวนจีนแส การ์เด้น เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อได้บุกเบิกทำสวนจีนแส การ์เด้น ตั้งแต่เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ช่วงแรกปลูกส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งและส้มโอพันธุ์ทองดีเป็นหลัก จนถึงปัจจุบันคุณพ่อได้ปลูกและสะสมส้มโอสายพันธุ์ดีไว้มากมาย ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็มีข้อดีแตกต่างกันไป เช่น ส้มโอขาวแตงกวา ผลไม้เด่นขึ้นชื่อของจังหวัดชัยนาท มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยว ไม่มีเมล็ด
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ปัญหาเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้หลายๆ คน รายรับไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เห็นได้จากสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่มีคนทำงานประจำใช้เวลาว่างหลังเลิกงาน มาประกอบอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ให้หลากหลาย ทำให้มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ไม่เกิดหนี้สิน นอกจากนี้ บางครัวเรือนมีการหาวิธีลดเรื่องค่าใช้จ่าย โดยปลูกพืชผักบริเวณบ้านหรือใช้พื้นที่เล็กน้อยที่มีอยู่ทำการเกษตร เพื่อให้มีผลผลิตที่นำมาประกอบอาหาร สามารถช่วยลดในเรื่องของค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งผลผลิตที่มีมากเกินไป นำมาขายเกิดเป็นรายได้เสริมอีกหนึ่งช่องทางด้วย คุณนุจรีย์ ทิพย์ประภาวงศ์ อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 1 ตำบลบางระกำ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีแนวความคิดใช้พื้นที่บริเวณบ้านมาปลูกผักแบบอินทรีย์ โดยออกแบบให้แปลงผักมีความสวยงามประดับเหมือนเป็นไม้ประดับ จากที่ทำเพื่อไว้กินเองในครัวเรือน ต่อมาเมื่อผลผลิตมีมากขึ้นสามารถขายเกิดเป็นรายได้ให้กับเธอเป็นอย่างดี จากปัญหาสุขภาพ ทำให้ใส่ใจในเรื่องอาหาร คุณนุจรีย์ เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักทำเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว โดยเน้นปลูกพืชผักสวนครัวที่มีการใช้ยาฆ่าแม
จากสาวออฟฟิศที่เคยใช้ชีวิตท่ามกลางตึกสูงในเมืองใหญ่ วันนี้ คุณแจง-คุณปรมพร สีเหนี่ยง ได้พลิกวิถีชีวิต หันมาจับจอบจับเสียม แปลงพื้นที่ว่างเล็ก ๆ ในกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นสวนผักอินทรีย์กลางเมือง ด้วยหัวใจรักสุขภาพและความตั้งใจจริง แม้เริ่มต้นแบบสมัครเล่น ไม่มีพื้นฐานเกษตร แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเรียนรู้ไม่หยุด ก็ทำให้เธอก้าวสู่การเป็น “เกษตรกรอินทรีย์มือทอง” ที่ลูกค้าต่อคิวสั่งผักไม่เคยขาด จนผลิตแทบไม่ทัน ทำให้ในทุกวันหลังเลิกงานและวันหยุด ใช้เวลาให้มีความสุขในสวนเกษตรอินทรีย์อันเป็นที่รัก ชอบกินผัก จึงคิดทำแปลงผักอินทรีย์ คุณแจง เล่าให้ฟังว่า สนใจในเรื่องของสุขภาพมาก โดยแต่ละวันในมื้ออาหารของคุณแจงจะต้องมีผักร่วมอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังปั่นน้ำผักน้ำผลไม้ดื่มเองอยู่เป็นประจำ ซึ่งการนำพืชผักเหล่านี้มาบริโภคนั้น ต้องเลือกผักที่ไร้สารพิษจริงๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจปลอดภัยในทุกมื้อ คุณแจงจึงได้ปรึกษากับแฟน และเริ่มต้นมาปลูกผักอินทรีย์ เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนและต่อมาสามารถสร้างรายได้ด้วยเช่นกัน “ประมาณปี 2559 คุยกับแฟนเรื่องการทำเกษตร ว่าน่าจะปลูกผักอินทรีย์ไว้กินเอง เพราะเรายังมีพื้
ผักกวางตุ้ง…หรือผักกาดเขียวกวางตุ้ง เมื่อนำมานึ่งหรือลวกกินกับน้ำพริก ผัดกับหมู ผัดใส่ปลากระป๋อง หรือแกงส้มผักกวางตุ้งกับเนื้อปลานิล จะได้รสแซบอร่อยและให้คุณค่าทางโภชนาการสูง การปลูกผักกวางตุ้งหมุนเวียนกับผักชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด แต่ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกแห้ง หรือสารสมุนไพร มีน้ำสะอาดใช้พอเพียง ควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี หรือแหล่งปลูกผักใกล้เคียงไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากปลูก 45 วัน ก็มีผักกวางตุ้งอินทรีย์คุณภาพให้เกษตรกรได้ตัดเก็บไปขาย ทำให้มีรายได้และมีความมั่นคงในการยังชีพ คุณกวิลยุทธ รากทอง เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน เล่าให้ฟังว่า ผักกวางตุ้ง หรือผักกาดเขียวกวางตุ้ง และผักอื่นๆ เป็นผักอินทรีย์ที่ตลาดมีความต้องการปริมาณมาก จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผักแบบเกษตรอินทรีย์ที่ทำให้ทั้งผู้ปลูก ผู้บริโภค หรือสภาพแวดล้อมปลอดภัย และทำให้เกษตรกรมีรายได้เพื่อก้าวสู่วิถีที่มั่นคง การเกษตรอินทรีย์เป็นกระบวนการปลูกพืชผักที่ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด ทั้งปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช แต่ได้ทดแทนด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกแห้ง ปุ๋ยอินทรีย์ หรือใช้สารสมุนไพร พื้นที่ปลูกไ
“พริก” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่หลายคนยกให้เป็น “พืชปราบเซียน” เพราะต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และการจัดการที่ถูกต้องในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ การดูแลรักษา ไปจนถึงการบำรุงดินและต้นพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า หนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า “พริกไม่ใช่พืชปราบเซียน หากเข้าใจธรรมชาติของมัน” คือ คุณวีรภัทร อย่างคุณธรรม เกษตรกรหนุ่มจากอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ผู้สืบทอดการทำสวนพริกจากครอบครัว และนำแนวคิดใหม่ๆ มาปรับใช้จนเกิดผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจ ด้วยการให้ความสำคัญต่อ “การเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่” และ “การบำรุงอย่างถูกวิธีในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต” ทำให้คุณวีรภัทรสามารถเพิ่มผลผลิตจากเดิม 2 ตันต่อไร่เป็น 2.3 ตันต่อไร่ อีกทั้งยังยืดระยะการเก็บเกี่ยวได้ยาวนานถึง 6 เดือนต่อรอบการปลูก โดยพริกที่ได้มีคุณภาพดี สีสวย และเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน คุณวีรภัทรอย่างคุณธรรม ดูแลแปลงปลูกพริกกว่า 20 ไร่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา “คุณภาพ” และ “ผลผลิต” ควบคู่กัน เพื่อให้พริกจากสวนกลายเป็นสินค้าที่ตรงตามความต้องการของตลาด ก่อนหน
หน้าฝนเป็นฤดูกาลที่เหมาะแก่การปลูกผักสวนครัว เพราะฝนตกชุก ทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อย และผักหลายชนิดก็เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศแบบนี้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะมาแนะนำผัก 8 ชนิดที่ปลูกง่าย โตไว เหมาะสำหรับมือใหม่หัดปลูกในช่วงหน้าฝน 1. ผักบุ้งจีน เป็นผักอายุสั้นที่ปลูกง่าย และเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูฝน สามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและแปลงปลูก • วิธีการปลูก : นำเมล็ดแช่น้ำอุ่นทิ้งไว้ 6-12 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดงอกได้ดี หลังจากนั้นหว่านให้กระจายทั่วแปลง หรือในกระถางที่เตรียมไว้ โดยพยายามหว่านให้เมล็ดพันธุ์ห่างกันเล็กน้อย กลบเมล็ดด้วยดินร่วนหรือแกลบดำหนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร คลุมด้วยฟาง รดน้ำเป็นฝอยละเอียดทั่วแปลง • การเตรียมดิน : ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ชอบพื้นที่ชื้นแฉะ ต้องการความชื้นในดินสูงมาก มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง 5.0-7.0 • การดูแล : ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ควรคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นของดินและลดการระเหยของน้ำ ไม่ควรใช้แกลบคลุมเพราะหลังการพรวนดินกลบโคนแกลบจะสลายตัวทำให้ผักบุ้งจีนชะงักการเจริญเติบโต • การเก็บเกี่ยว : ควรรดน้ำก่อนถอนต้นผักบุ้ง จะทำให้ถอนได้ง่าย เม
