พืชทำเงิน
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไข่ผำเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะซูเปอร์ฟู้ด จากเดิมที่เคยเป็นเพียงพืชพื้นบ้านที่นำมาประกอบอาหารตามท้องถิ่นเท่านั้น การกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่นไม่แพ้พืชซูเปอร์ฟู้ดจากต่างประเทศ ไข่ผำ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ไข่น้ำ” เป็นพืชน้ำชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่สูงมาก มีโปรตีนสูง โดยมีปริมาณใกล้เคียงกับถั่วเหลือง ทั้งยังมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ซึ่งพบได้น้อยในพืชชนิดอื่นๆ และอุดมไปด้วยแคลเซียม เบต้าแคโรทีน และไฟเบอร์ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มื้ออาหาร หรือนำมาประกอบอาหารอื่นๆ แทนเนื้อสัตว์ คุณสดุดี เล้าสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจ 5 ดาว และร้านอาหาร บริษัท ซีพีเอฟ เรสเตอรองแอนด์ฟู้ดเชน เล่าถึงที่มาของความสนใจในผำ (หรือไข่ผำ) ว่าจุดเริ่มต้นมาจากความชอบส่วนตัวในเรื่องของวัตถุดิบเพื่อสุขภาพและซุปเปอร์ฟู้ด ซึ่งที่ผ่านมามักจะเป็นวัตถุดิบนำเข้าที่มีราคาสูง จนกระ
จุลินทรีย์ (Microorganism) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเซลล์เดียว ที่มีขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ ช่วยขยายให้มองเห็นรูปร่างและลักษณะของเซลล์จุลินทรีย์สามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกตัว โดยแยกเซลล์ตัวเองจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 อย่างต่อเนื่องไปตลอดและจุลินทรีย์จะเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้ต้องมีอาหารนั่นก็คือ น้ำตาล (คาร์บอน) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและพลังงานให้จุลินทรีย์นำไปใช้ทำกิจกรรมของจุลินทรีย์โดยจุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ให้มีโมเลกุลเล็กลงจนอยู่ในรูปสารประกอบฮิวมิกหรือกรดอะมิโน เพื่อเปลี่ยนเป็นธาตุอาหารในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องใส่น้ำตาลหรือกากน้ำตาลเข้าไปในน้ำหมักจุลินทรีย์ทุกสูตร โดยเทคนิคสำคัญอยู่ที่การเลือกหน่อกล้วยที่มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร หรือหน่อกล้วยที่มีใบแตกออกมาไม่เกิน 2 ใบ ขุดเอาทั้งเหง้าที่มีดินติดมาด้วยได้ยิ่งดี ไม่ต้องล้างออก เพราะรอบๆ กอกล้วยจะมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ และหน่อกล้วยยังมีสารเทนนินหรือน้ำยางฝาดมากกว่าส่วนอื่นๆ เมื่อนำมาหมักแล้ว น้ำหมักที่ได้ยังสามารถควบคุมโรคพืชบางอย่างได้ วัสดุอุปกรณ
ไม้มงคลของไทยที่แนะนำให้ปลูกในรั้วบ้านทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือเบื้องทิศอาคเนย์ ตามตำราพรหมชาติ ชี้แนะการปลูกต้นไม้รอบบ้าน โดยเชื่อว่าปลูกต้นไม้แล้วจะเกิดผลเป็นมงคลแก่บ้าน ชี้ว่าปลูกต้นกระถิน จะช่วยคุ้มครองป้องกันสิ่งเลวร้าย เสนียดจัญไรไม่ให้แผ้วพานกล้ำกรายเข้าสู่ครอบครัว กระถินไม้พื้นบ้านไทย แต่เป็นไม้พื้นเมืองของเขตอเมริกาใต้ เป็นไม้ขนาดกลางที่ปลูกง่าย โตเร็ว ที่สำคัญเป็นพืชตระกูลถั่วที่ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น ชาวบ้านนิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน ที่เรียกว่า “รั้วกินได้” ไม้กระถินใช้ประโยชน์ได้ดี เป็นฟืน เผาถ่าน ทำด้ามเครื่องมือเกษตร แต่เป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่แข็งแกร่งนัก ใบกระถินเป็นอาหารสัตว์ มีหลายแห่งที่เปิดบริษัทรับซื้อใบกระถินไปป่นทำอาหารสัตว์ มีหลายชุมชนที่เอาใบกระถินไปเป็นส่วนผสมดินปลูกขายดินถุง ใบอ่อน ยอดอ่อน ฝักอ่อน เมล็ดอ่อนเป็นอาหารคน เมล็ดแก่มีบางที่ใช้ถักร้อยเป็นเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ตุ้มหู แหวน ฯลฯ กระถินเป็นไม้ไม่ผลัดใบ จะแตกยอดอ่อนตลอดปี บำรุงต้นดีๆ เด็ดยอดกินหรือขายได้ตลอดปี หลายคนรู้จักการกินหอยนางรมกันดี เป็นที่แปลกใจเหมือนกันว่า จะเป็นปฏิกิริยาอย่างไร เมื
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยังคงเป็นที่นิยมตลอดกาล ด้วยรสชาติที่ดี มีความอร่อย และมีราคาสูง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ประโยชน์และรสชาติความมันของเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้น คุ้มค่า คุ้มราคาจริงๆ มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นมีความสูง 10-12 เมตร ต้นเตี้ย กิ่งก้านสยายไม่สม่ำเสมอ ใบเรียงเป็นแบบเกลียว ผิวมันลื่น รูปโค้งจนถึงรูปไข่ มีความยาว 4-22 เซนติเมตร และกว้าง 2-15 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ดอกมีสีเขียวซีด จากนั้นเปลี่ยนเป็นแดงจัด มี 5 กลีบ ปลายแหลม เรียว ยาว 7-15 มิลลิเมตร ผลมีรูปไข่หรือรูปลูกแพร์ เมื่อสุกจะมีสีเหลืองหรือส้มแดง มีความยาวประมาณ 5-11 เซนติเมตร เม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถนำมาแปรรูปได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาอบ ทอดเป็นของขบเคี้ยว หรือนำมาประกอบอาหารก็ทานได้อย่างเพลิดเพลิน ด้วยความมันที่ได้ลิ้มรส ทำให้พากันคิดว่า เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับถั่ว ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ มะม่วงหิมพานต์ หรือ Cashew nut เป็นไม้ดอกยืนต้น กลุ่มเดียวกับมะม่วง และถั่วพิสตาชิโอ มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชพื้นเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล นำเข้ามาปลูกครั้งแรกที่ภาคใต้ของปร
ต้นอินทผลัม มีความสูงประมาณ 30 เมตร ลำต้นมีขนาดประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีใบติดอยู่บนต้น ประมาณ 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3-4 เมตร ใบเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกจะออกจากโคนใบ ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ให้ผลครั้งแรกเมื่ออายุ 5-7 ปี และมีอายุยืนยาวถึงกว่า 100 ปี โดยจะให้ผลผลิตต่อปีเฉลี่ยประมาณ 7,000-8,000 ลูก ต่อปี หรือประมาณ 100-150 กิโลกรัม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของต้น ผลอินทผลัมสามารถรับประทานได้แบบผลสด หรือเมื่อผลสุกจัดมักนิยมนำไปตากแห้ง ทำให้เก็บไว้ได้เป็นเวลาหลายปี มีลักษณะเหมือนการอบแห้งแบบหวาน จึงมักเข้าใจผิดว่ารสหวานจัดของอินทผลัมนั้นเกิดจากการแปรรูปด้วยการนำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล จนไม่กล้ารับประทาน เพราะเกรงว่าจะอ้วนหรือไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลและมีไขมันต่ำ นอกจากนั้น ยังอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นในด้านการนำไปบริโภคต่างกัน อีกทั้งเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย สำหรับสายพันธุ์ต่างประเทศที่นิยมนำมาปลูกในไทย
คุณพีระพล เศรษฐพลอย หรือ พี่โจ๊ก อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ประกอบอาชีพหลักเป็นพ่อค้าขายอุปกรณ์โทรศัพท์ ผันตัวเป็นเกษตรกรสร้างรายได้เสริมยุคโควิด ดัดแปลงพื้นที่รอบบ้าน ปลูกพืชผักสวนครัว และผักสลัดอินทรีย์ สร้างรายได้เสริมจุนเจอครอบครัว ในขณะที่อาชีพหลักต้องหยุดไป ก็ยังมีรายได้จากการขายผักเข้ามาทุกวัน จนตอนนี้ผลิตไม่ทันขาย พี่โจ๊ก เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตร ว่า เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตนได้ลาออกจากงานประจำแล้วกลับมาอยู่ที่บ้านกับภรรยา ซึ่งในตอนที่ย้ายมาอยู่ที่บ้านกับภรรยา ก็ยังไม่ได้มีอาชีพอื่นใดมารองรับ อาศัยเพียงความเป็นนักสู้ของตนเอง เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นพ่อค้า เปิดท้ายขายอุปกรณ์โทรศัพท์ตามตลาดนัดในตัวเมืองเพชรบุรี จนกระทั่งได้มีโรคระบาดไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้น ส่งผลกระทบถึงรายได้ที่หดหาย เพราะออกไปขายของไม่ได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตนได้มาสวมบทเป็นเกษตรกรเพื่อความอยู่รอด โดยอาศัยความรู้ที่เรียนจบมาทางด้านพืชศาสตร์ มาประยุกต์ดัดแปลงพื้นที่รอบบ้านที่มีอยู่มาใช้เพื่อทำงานเกษตร บนแนวคิดปลูกเพื่อกิน และลดรายจ่ายในครอบครัว เหลื
ปัจจุบัน เทรนด์การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพกำลังมาแรง โดยเฉพาะ “ ไข่ผำ หรือ ไข่น้ำ ” พืชน้ำตัวจิ๋วสุดยอดอาหารแห่งอนาคต super foods ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ทั้งธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ บี ซี กรด อะมิโน เบต้าแคโรทีนและคลอโรฟิลล์ แถมมีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระสูง ดีต่อสุขภาพอย่างมาก ทำให้ไข่ผำเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของกลุ่มคนรักสุขภาพทั้งในประเทศและตลาดส่งออก บ้านไข่ผำ ThaiWolffia พี่เขื่อน (ปฐวี ทรรวรีก์) และน้องเจน (สิรยา คุ้มรักษา) อดีตมนุษย์เงินเดือนเล็งเห็นคุณค่าและโอกาสทางการตลาดของไข่ผำ จึงลงทุนก่อตั้งบริษัท ไทย วูล์ฟเฟีย จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเพาะเลี้ยงและแปรรูปไข่ผำอย่างครบวงจร ภายใต้ชื่อ “บ้านไข่ผำ” บนที่ดิน 1 ไร่ ในซอยเอกชัย 119 อำเภอบางบอน กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2567 “ พวกเราได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงไข่ผำมาจากระบบอินเตอร์เนท ที่มีข้อมูลเรื่องการเลี้ยงไข่ผำมากมาย ทั้งของไทยและต่างประเทศ ตอนแรกคุณแม่ของผม ( คุณเปรี้ยว ) เริ่มจากเลี้ยงไข่ผำในบ่อข้างบ้านแต่เจอปัญหามดแมลงรบกวนทำให้น้ำเสียและมีพยาธิอยู่ในบ่อน้ำ จึงตัดสินใจลงทุนเพาะเลี้ยงไข่ผำในโรงเรือ
. “ใบโหระพา” หรือ ฮุ้ง-เก๊ว เป็นหนึ่งในพืชผักสมุนไพรยอดนิยมของประเทศเวียดนาม สามารถพบได้ในเมนูอาหารหลายชนิดตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะใช้เป็นส่วนผสมหรือใช้ทานแบบสด ด้วยกลิ่นที่หอมและรสชาติของใบโหระพา ยังช่วยเสริมรสชาติอาหารให้เผ็ดร้อน กลมกล่อม มีกลิ่นหอม น่าทานมากยิ่งขึ้น .โหระพา เป็นพืชที่ปลูกง่าย เติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี ดูแลง่าย ทนโรค ทนสภาพแวดล้อม มีผลผลิตทั้งปี นอกจากนี้ โหระพายังเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถือว่าเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน มีส่วนสำคัญในการป้องกันโรค เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและมะเร็ง .ใบสดของโหระพามีสรรพคุณแก้ท้องอืด เฟ้อ ขับลมจากลำไส้ ต้มดื่มแก้ลมวิงเวียน ช่วยย่อยอาหาร ใช้ตำพอกหรือประคบแก้ไขข้ออักเสบ แผลอักเสบ ในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน หันมาสนใจพืชสมุนไพรชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากโหระพา มีสารเบต้าแคโรทีนในปริมาณที่สูงมาก ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ นอกจากนี้หากนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย จะช่วยสร้างความกระปรี้กระเปร่า ผ่อนคลายอาการเหนื่อยล้า บรรเทาอาการทางจิตใจ สามารถ บรรเทาอาการปวดหัว อาการปวดประจำเดือน ปวดกล้ามเนื้อ ไขข้อต่างๆ ช่วยบร
ลูกชิด ชื่อที่ใครๆ หลายคนต่างรู้จักกัน หรือ มะต๋าว (ภาคเหนือ), ลูกชก (ภาคใต้) ชื่อเรียกอาจแตกต่างกัน แต่มันคือพืชตระกูลเดียวกัน ปลูกโดยทั่วไปกระจัดกระจายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในมาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยสามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้อีกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ ต้นชก ซึ่งพันธุ์นี้จะใช้ทำน้ำตาลชก พบกระจัดกระจายอยู่ในภาคใต้เท่านั้น ส่วนต้นต๋าวหรือต้นชิด ปลูกอยู่ทั่วประเทศไทย แต่จะเติบโตได้ดีในพื้นที่ภาคเหนือ อย่าง เชียงใหม่ เชียงราย และน่าน ต้นต๋าวเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีลำต้นเดี่ยว ไม่มีกิ่งก้านแขนงออกมาด้านข้าง ความสูงต้น 6-15 เมตร หลังจากปลูกได้ 6-10 ปี จะเริ่มติดดอก ระยะเวลาตั้งแต่ออกจนเป็นผลประมาณ 1-2 ปี 1 ต้นจะมีผลประมาณ 5-6 ทะลาย โดยเริ่มติดผลทะลายแรกจากกาบใบบนสุดลงมาข้างล่าง ระยะเวลาตั้งแต่ติดผลทะลายแรกจนถึงทะลายสุดท้ายตามจำนวนทะลาย (โดยเฉลี่ยปีละ 1 ทะลาย) ต๋าว 1 ทะลายจะมีประมาณ 50 เส้นขึ้นไป แต่ละเส้นจะมีผลประมาณ 80-110 ผล ต้นต๋าวมีความแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ มักจะขึ้นในป่า การเพาะปลูกเป็นไปได้ยาก ทำให้ชาวบ้านที่หาลูกชิดมาขายให้โรงงานแปรรูปหรือพ่อค้
การปลูกพืชผักอินทรีย์ เมื่อไม่ใช้สารเคมีแต่ใช้ปุ๋ยหรือสารกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตด้วยวัสดุธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นมิตรที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ได้พืชผักสะอาดปลอดภัยบริโภค จ่าเหน่งเป็นเกษตรกรนักสู้ที่ได้เปลี่ยนวิถีเกษตรเคมีมาปลูกพืชผักอินทรีย์กระทั่งประสบความสำเร็จ สามารถเพิ่มผลผลิตผักอินทรีย์ได้มากขึ้น ผักอินทรีย์ส่วนหนึ่งเป็นอาหารในครัวเรือน อีกส่วนหนึ่งนำออกขาย ทำให้มีรายได้และมีวิถีที่มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่องราวมาบอกเล่าสู่กัน จ่าเหน่ง หรือ เรืออากาศตรีบัญชา เพ็ชรรักษ์ ผู้ปลูกพืชผักอินทรีย์ เล่าให้ฟังว่า ปี 2553 เริ่มทำการเกษตรเคมี ได้ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ผลผลิตที่ได้นำมาเป็นอาหารในครัวเรือนและขาย ปี 2557 ได้ใช้สารเคมีน้อยลงเพื่อสุขภาพดีของทุกคน และปี 2560 เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์หรือปลูกพืชผักอินทรีย์หลายชนิด พื้นที่ 1 ไร่ โดยได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี นักวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยงานอื่น ทำให้ทุกวันนี้การทำเกษตรหรือปลูกพืชผักอินทรีย์ประสบความสำเร็จ ปลอดภัยทั้งผู้ผลิต/ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
