พืชทำเงิน
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการผลิตข้าวมากที่สุดในโลก และมีมูลค่าการส่งออกหลักแสนล้านบาทต่อปี โดยเบื้องหลังความสำเร็จนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจาก “เมล็ดพันธุ์ข้าว” ที่มีคุณภาพ ให้ผลผลิตต่อไร่สูงตอบสนองความต้องการของเกษตรกร และเป็นที่ต้องการของท้องตลาด ถูกใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดย “กรมการข้าว” มีบทบาทสำคัญในการอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ภารกิจของกรมนั้นครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าว การสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตข้าว การให้ความรู้และฝึกอบรมเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภารกิจด้านการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ท้าทายและต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ คุณมาริสา แย้มสาหร่าย นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนงานวิจัยปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวเผยว่า เส้นทางการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวแต่ละสายพันธุ์ถือเป็นภารกิจที่ยาวนาน ศูนย์วิจัยข้าวแต่ละแห่งนั้นไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ต้องมีการร่วมมือกัน เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวให้รองรับการทำนาของเกษตรกร ซึ่งข้าวสายพันธุ์ใหม่นั้นจะต้องเป็นข้าวที่สายพั
อะโวคาโด เป็นไม้ผลที่ทำเงินในประเทศไทยเราเพิ่มมาอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่ามาแรงแซงโค้ง ปัจจุบันมีหลากหลายพันธุ์มาก จะแตกต่างกันที่รสชาติ ความหนา และความละเอียดของเนื้อใน อะโวกาโดได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และเป็นไม้ผลยืนต้นที่มีใบเขียวตลอดปี ผู้ที่มีใจรักไม้ผลอะโวกาโดอีกคนหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำอยู่ในตอนนี้คือ คุณเฉลิมชัย โหบาง วัย 41 ปี แห่งซีเคร็ท ฟาร์ม (Secret Farm) จากเดิมเคยทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่หลายปี ปัจจุบันหันมาปลูกอะโวคาโดเต็มตัว อยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านมุง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก หรือชื่อเล่นว่า คุณเอ๋ ผู้หนึ่งที่สนใจปลูกอะโวคาโดจนประสบความสำเร็จ คุณเอ๋ กล่าวว่า อะโวคาโดยังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคสายสุขภาพและจะคงนิยมบริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงอยากจะแนะนำให้เกษตรกรที่สนใจที่จะปลูกทำเงินสร้างรายได้ ปลูกพืชชนิดนี้น่าจะไปได้ดีในตลาด และอีกอย่างถ้าศึกษาและทำความเข้าใจธรรมชาติของเขาก็จะทำให้ได้ผลผลิตที่ดกและคุณภาพดีด้วยครับ สร้างรายได้เรือนแสนอย่างไร “ที่สวนผมชื่อว่า ซีเคร็ท ฟาร์ม อยู่ที่พิษณุโลก การเลือกสายพันธุ์ท
เริ่มจาก 1 ไร่ก่อนตอนนั้นผลผลิตเป็นที่น่าพอใจได้เงินประมาณใกล้ ๆ แสน ไร่เดียว ลงทุนหมื่นกว่าบาท 6 เดือนจากนั้นก็ทำต่อเนื่องมาปีนึง 2 รุ่นถ้าในพื้นที่เดียวกัน ช่วงแพง “ตรุษจีน” เกือบทุกปีช่วงถูกก็เมษา-พฤษภาแต่ว่าโดยเฉลี่ยก็ 25-30บ. ตลอดเส้นทางที่เรามุ่งหน้าไปยัง อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี ตามนัดหมายกันไว้ว่าจะไปดู “เผือกหอมเงินแสน” ของเกษตรกรคนเก่งแถมหัวไวใจสู้อย่าง พี่มานะ รอดมาดี สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นคือว่าเต็มไปด้วยป่าอ้อยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของเขตนี้และอีกนัยหนึ่ง “เลาขวัญ” นั้นยังได้ชื่อว่าเป็นดินแดนอีสานของเมืองกาญจน์ เพราะว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งน้ำกว่าใครอื่นเขาหากเทียบกับหลายอำเภอแล้วจึงไม่แปลกหากพืชหลักของที่นี่จะเป็นอ้อยโรงงานตามที่ได้เห็นสองข้างทาง แต่มันก็แปลกที่อยู่ ๆ มีการปลูกเผือกหอมในเขตนี้และยังได้ผลดีมาก ๆ อีกด้วยนะ! “อำเภอเลาขวัญเป็นอำเภอที่เรียกว่า “แล้ง” ที่สุดของจังหวัดกาญจน์ ซึ่งไม่มีใครปลูกเผือกไม่มีใครอยากปลูกเผือกพอดีผมกลับจากทำงานมาอยู่บ้านได้สักระยะหนึ่ง ก็ลองจับพืชไร่ทำดูซึ่งปรากฏว่าแต่ละตัวมันไม่ตอบโจทย์พอดีมารู้จักกับเผือกมีพี่คนหนึ่งเขาแนะนำให้ทำ ผมเปิดใจลองทำ
ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำเสนอ “ถั่วลิสงพันธุ์ดี” ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรและตลาด รวมทั้ง แก้วิถีโลกรวนได้อย่างดีเยี่ยม ได้แก่ “ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก.1” มีจุดเด่นสำคัญคือ ให้ผลผลิตสูง 375 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคยอดไหม้ ปรับตัวได้ดีเมื่อปลูกในฤดูฝนและฤดูแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณภาพเมล็ดเป็นที่ยอมรับของอุตสาหกรรมแปรรูป “ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์โก๋แก่ 40” มีจุดเด่นสำคัญคือ ให้ผลผลิตสูง 370 กิโลกรัมต่อไร่ ทรงต้นเป็นพุ่มเตี้ย เก็บเกี่ยวง่าย เปลือกฝักมีลาย เปอร์เซ็นต์กะเทาะสูง ต้านทานโรคยอดไหม้ ผลผลิตเหมาะกับการแปรรูปเป็นขนมอบกรอบตามมาตรฐานโรงงาน “ถั่วลิสงพันธุ์เคยู อาร์ด้า 20” มีจุดเด่นสำคัญคือ ให้ผลผลิตสูง 393 กิโลกรัมต่อไร่ มีอายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมและมีการปรับตัวได้ดีในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง เหมาะสำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถั่วลิสงอบกรอบ ขนาดเมล็ดได้มาตรฐานการแปรรูปถั่วเคลือบ จัดทำแปลงสาธิตปลูกถั่วลิสงพันธุ์ดี เนื่องจากทุกวันนี้ ประเทศไทยผลิตถั่วลิสงไม่เพียงพอกับการบริโภคในประเทศ ต้องพึ่งการนำเข้
มะม่วงมันขายตึก หรือมะม่วงแขกขายตึก อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE เป็นมะม่วงสายพันธุ์โบราณ จัดอยู่ในกลุ่มมะม่วงมัน หรือมะม่วงกินดิบชนิดหนึ่ง ที่มาของชื่อเกิดจากรสชาติที่อร่อย จึงเปรียบเปรยว่า ให้ขายตึกขายบ้านมากินก็ยอมเลยทีเดียว จัดเป็นมะม่วงพันธุ์ไทยโบราณ ผลรูปกลมรีคล้ายผลมะม่วงมัน หรือมะม่วงแรด แต่จะมีขนาดใหญ่กว่า เมื่อโตเต็มที่น้ำหนัก ประมาณ 2 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ลักษณะเด่น ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย ถ้าต้นที่เกิดจากการทาบกิ่งมันปนเปรี้ยวนิดๆ กรอบเหมือนมะม่วงมัน นิยมปลูกเพื่อกินผลดิบ คุณพรเพ็ญ เจริญสุวรรณ หรือ คุณนก เจ้าของสวนมะม่วงขายตึกที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา และเป็นเกษตรกรรายแรกๆ ที่เริ่มปลูกมะม่วงขายตึก บนพื้นที่ 120 ไร่ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 64/3 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านช่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 081-409-2996 คุณพรเพ็ญ เริ่มต้นปลูกมะม่วงขายตึกมาตั้งแต่ปี 2522 นอกจากมะม่วงขายตึก ที่สวนยังปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีดอก เขียวเสวย อ้ายเหวิน โดยคุณพรเพ็ญเริ่มบุกเบิกทำสวนมะม่วงกับสามี และคุณพรเพ็ญยังได้บอกถึงสาเหตุอีกว่า ทำไมมะม่วงขายตึกถึงมีราคาดีมาโดยตลอด “เนื่องจากเมื่อสมัยก่
“กะปิ” ตัวช่วยกระตุ้นให้เกิดการออกรากได้ไวขึ้น ในกะปิมีสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ไคโตซาน ซึ่งนํามาใช้แทนฮอร์โมนเร่งราก นับเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีการใช้กันมาอย่างยาวนาน กะปิสามารถเร่งการเจริญเติบโตของรากพืชได้ โดยวัตถุดิบที่ใช้ผลิตกะปิ คือ กุ้งหรือเคย ทำให้มีแคลเซียม วิตามินบี 12 โอเมก้า 3 จุลินทรีย์พวกโปรไบโอติกส์ นอกจากนี้ ยังมีสารไคโตซานซึ่งได้จากเปลือกกุ้ง ส่วนเคยมีคุณสมบัติเป็นตัวเร่งการเจริญเติบโตของพืชเช่นเดียวกัน วิธีทำ เพียงแค่ละลายกะปิกับน้ำสะอาด อัตราส่วนน้ำ 1 ลิตรต่อกะปิ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำกิ่งตอนแช่ทิ้งไว้ ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำไปปักดิน รอ 20 วัน รับรองว่าเร่งรากดีกว่าน้ำยาเคมี เพราะแคลเซียมจากเคยจากกุ้งในกะปิช่วยเร่งรากได้แถมประหยัดมากๆ วิธีการใช้กะปิกับการตอนกิ่ง 1. เลือกกิ่งพันธุ์ที่มีลักษณะกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่มีความสมบูรณ์โดยปราศจากโรคและแมลง 2. จากนั้นทำการควั่นกิ่ง ลอกเอาเปลือกออกแล้วขูดเยื่อเจริญที่เป็นเมือกลื่นๆ ออก จากนั้นนำกะปิเท่าหัวนิ้วมือผสมกับน้ำ 1 แก้ว (150 ซีซี) คนให้เข้ากัน แล้วนำไปทาส่วนที่เราต้องควั่นกิ่ง 3. เมื่อทำการควั่นกิ่งและทากะปิเสร็จแล้ว น
ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร มีข้อแนะนำ 5 ประการในการบำรุงดูแลสวนมะพร้าวที่ออกผลแล้วให้ติดผลดกสม่ำเสมอ โดยมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 1. การไถพรวน เกษตรกรควรไถพรวนระหว่างแถวมะพร้าวไม่ให้ลึกเกินกว่า 20 เซนติเมตร ไถแถวเว้นแถวให้ห่างจากต้นข้างละ 2 เมตร ไถสลับกันทุก 2 ปี ตอนปลายฤดูแล้งรากที่อยู่ผิวดินจะแห้งไม่ดูดอาหาร เมื่อถูกตัดก็จะแตกใหม่เมื่อฝนตก 2. การขุดคูระบายน้ำและการรดน้ำในฤดูแล้ง หากมีฝนตกมากและหากปลูกมะพร้าวในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงแปลงปลูก เกษตรกรควรขุดคูระบายน้ำออก อย่าให้มีน้ำขังในแปลง ถ้าฝนแล้งนานก็จะกระทบต่อการผลิดอกออกผล ดังนั้น เมื่อถึงฤดูแล้ง หากพื้นที่ใดพอจะหาน้ำรดให้ต้นมะพร้าวได้ก็จะช่วยให้ต้นมะพร้าวงามดี ออกผลดกไม่เหี่ยวเฉา น้ำที่รดต้นควรใช้น้ำจืด แต่น้ำทะเลก็สามารถใช้รดต้นมะพร้าวได้ 3. การควบคุมวัชพืชในสวนมะพร้าว หากใครปลูกมะพร้าวในพื้นที่แล้งนาน ควรคอยถางหญ้าให้เตียน หรือใช้จอบขุดหมุนตีดินบนหน้าดิน อย่าให้ลึกกว่า 10 เซนติเมตร หรือใช้จานพรวนระหว่างแถวมะพร้าวส่วนบริเวณที่ฝนตกต้องเก็บหญ้าหรือพืชคลุมไว้แต่ไม่ให้ขึ้นรกมาก ควรตัดหญ้าหรือใช้จานพรวนลาก แต่ไม่กดให้ลึกมากเพื
ดอกกันจอง หรือ ตาลปัตรฤๅษี เป็นพืชผักพื้นบ้านที่เจริญงอกงามได้ดีในท้องนา จึงมักเก็บมาเป็นอาหารในครัวเรือน หรือขายเป็นรายได้ เป็นอีกหนึ่งพืชผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในการบริโภคอย่างแพร่หลาย เป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตไว ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ ให้ผลตอบแทนคุ้มทุน เกษตรกรที่บ้านบางชัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนามาปลูกดอกกันจองในเชิงการค้า ทำให้มีรายได้เดือนละหมื่นกว่าบาท ดอกกันจองนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของท้องถิ่น การปลูกจึงเป็นหนึ่งอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจในการเสริมสร้างรายได้สู่วิถีชีวิตที่มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง ดอกกันจอง…พืชผักพื้นบ้าน ผักปลอดภัย ปลูกขายรายได้ดี มาบอกเล่าสู่กัน ป้าประภารัตน์ บุญเลิศ เกษตรกรปลูกดอกกันจอง พืชผักพื้นบ้าน เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพหลักในการทำนา 29 ไร่ ทำนาปีละ 2 ครั้ง ปลูกข้าว พันธุ์ กข 31 ได้ผลผลิตข้าว 80 ถัง ต่อไร่ ขาย 7,000 บาท ต่อเกวียน และปลูกข้าว พันธุ์ กข 47 ได้ผลผลิต 70-80 ถัง ต่อไร่ ขาย 7,000 บาท ต่อเกวียน เมื่อครั้งมีการรับจำนำข้าว เคยมีรายได้ 2-3 แสนบาท ต่อฤดู เมื่อเวลาเปลี่ยนไป สภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน การทำ
ฉบับก่อนพูดเรื่องเกษตรกรในอเมริกา มีคนถามมาว่า เกษตรกรของอเมริกาทำงานหนักเหมือนเกษตรกรไทยไหม ประเภทหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเหมือนกันไหม ฉันว่าเขาก็ทำงานหนักนะ แต่มันหนักคนละอย่าง เกษตรกรของอเมริกามีเครื่องไม้เครื่องมือช่วยในการทำงานมาก เขาใช้เครื่องจักรในการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว นั่นเพราะวิทยาการเขาก้าวหน้าไป ค่าแรงเขาแพง และภาครัฐช่วยเหลือเขาในเรื่องเงินทุนสนับสนุนและสารพัดวิธี มองอย่างเป็นธรรม รัฐบาลไทยเองก็ไม่ได้ละทิ้งเกษตรกร เพียงแต่ความช่วยเหลือของรัฐไทยมักไม่ใช่วิธีการถาวร ต่อเนื่องและยั่งยืน แต่เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า เช่น รับซื้อผลผลิตราคาสูงกว่าท้องตลาด แต่กระบวนการผลิตไม่ได้รับความช่วยเหลือ เราเอาความช่วยเหลือไปผูกกับวัตถุประสงค์ทางการเมืองระยะสั้น (อเมริกาก็ผูกกับการเมือง แต่เขามองยาวกว่าการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่งเท่านั้น) ชาวนาไทยจึงยังคงอยู่กับวิธีการดั้งเดิม ผลผลิตต่อไร่แบบเดิมๆ ขณะที่ประเทศอื่นเขาก้าวข้ามไปหมดแล้ว กระทั่งเวียดนามที่ไม่กี่ปีก่อนยังไล่หลังไทยอยู่ห่าง กลับมาเรื่องเกษตรกรของอเมริกาลำบากไหม ฉันยืนยันว่า ลำบากมาก ยกตัวอย่างอีกทีคือ รัฐวิสค
“ถั่วแระญี่ปุ่น” หรือ “ถั่วเหลืองฝักสด” (Vegetable Soybean) เป็นพืชที่รู้จักกันแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน และเริ่มมีความสำคัญทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ในแต่ละปีสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่นำเข้าจากประเทศไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งเห็นได้จากที่บริษัทส่งออกต้องเข้ามาส่งเสริมหาลูกไร่ หรือเกษตรกรเพื่อปลูกถั่วแระญี่ปุ่นแล้วรับซื้อผลผลิตคืนทั้งหมด โดยบริษัทจะออกค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงให้ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้เกษตรกรก่อน หลังการเก็บเกี่ยวเสร็จก็ค่อยมาหักค่าใช้จ่ายส่วนที่เกษตรกรจะต้องได้ ซึ่งจากที่สอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเกษตรกร พบว่า ในการปลูกถั่วแระญี่ปุ่นนั้น เกษตรกรจะเหลือผลกำไรไร่ละ ประมาณ 10,000-15,000 บาท ซึ่งเกษตรกรก็ค่อนข้างพอใจในรายได้ เนื่องจากถั่วแระญี่ปุ่นนั้นใช้ระยะปลูกจนเก็บเกี่ยวเพียง 65-70 วันเท่านั้น “ถั่วแระญี่ปุ่น” เป็นถั่วเหลืองที่มีฝักขนาดใหญ่ บริโภคเมล็ดในระยะเมล็ดเต่งเต็มที่ แต่ฝักยังมีสีเขียวอยู่ อายุเก็บเกี่ยวฝักสด ประมาณ 65 วัน หลังจากหยอดเมล็ดฝักที่ได้มาตรฐานส่งตลาดญี่ปุ่น จะต้องมีเมล็ดตั้งแต่ 2 เมล็ด ขึ้นไป ควา
