พืชทำเงิน
ไม้มงคลของไทยที่แนะนำให้ปลูกในรั้วบ้านทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือเบื้องทิศอาคเนย์ ตามตำราพรหมชาติ ชี้แนะการปลูกต้นไม้รอบบ้าน โดยเชื่อว่าปลูกต้นไม้แล้วจะเกิดผลเป็นมงคลแก่บ้าน ชี้ว่าปลูกต้นกระถิน จะช่วยคุ้มครองป้องกันสิ่งเลวร้าย เสนียดจัญไรไม่ให้แผ้วพานกล้ำกรายเข้าสู่ครอบครัว กระถินไม้พื้นบ้านไทย แต่เป็นไม้พื้นเมืองของเขตอเมริกาใต้ เป็นไม้ขนาดกลางที่ปลูกง่าย โตเร็ว ที่สำคัญเป็นพืชตระกูลถั่วที่ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น ชาวบ้านนิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน ที่เรียกว่า “รั้วกินได้” ไม้กระถินใช้ประโยชน์ได้ดี เป็นฟืน เผาถ่าน ทำด้ามเครื่องมือเกษตร แต่เป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่แข็งแกร่งนัก ใบกระถินเป็นอาหารสัตว์ มีหลายแห่งที่เปิดบริษัทรับซื้อใบกระถินไปป่นทำอาหารสัตว์ มีหลายชุมชนที่เอาใบกระถินไปเป็นส่วนผสมดินปลูกขายดินถุง ใบอ่อน ยอดอ่อน ฝักอ่อน เมล็ดอ่อนเป็นอาหารคน เมล็ดแก่มีบางที่ใช้ถักร้อยเป็นเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ตุ้มหู แหวน ฯลฯ กระถินเป็นไม้ไม่ผลัดใบ จะแตกยอดอ่อนตลอดปี บำรุงต้นดีๆ เด็ดยอดกินหรือขายได้ตลอดปี หลายคนรู้จักการกินหอยนางรมกันดี เป็นที่แปลกใจเหมือนกันว่า จะเป็นปฏิกิริยาอย่างไร เมื
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยังคงเป็นที่นิยมตลอดกาล ด้วยรสชาติที่ดี มีความอร่อย และมีราคาสูง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ประโยชน์และรสชาติความมันของเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้น คุ้มค่า คุ้มราคาจริงๆ มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นมีความสูง 10-12 เมตร ต้นเตี้ย กิ่งก้านสยายไม่สม่ำเสมอ ใบเรียงเป็นแบบเกลียว ผิวมันลื่น รูปโค้งจนถึงรูปไข่ มีความยาว 4-22 เซนติเมตร และกว้าง 2-15 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ดอกมีสีเขียวซีด จากนั้นเปลี่ยนเป็นแดงจัด มี 5 กลีบ ปลายแหลม เรียว ยาว 7-15 มิลลิเมตร ผลมีรูปไข่หรือรูปลูกแพร์ เมื่อสุกจะมีสีเหลืองหรือส้มแดง มีความยาวประมาณ 5-11 เซนติเมตร เม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถนำมาแปรรูปได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาอบ ทอดเป็นของขบเคี้ยว หรือนำมาประกอบอาหารก็ทานได้อย่างเพลิดเพลิน ด้วยความมันที่ได้ลิ้มรส ทำให้พากันคิดว่า เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับถั่ว ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ มะม่วงหิมพานต์ หรือ Cashew nut เป็นไม้ดอกยืนต้น กลุ่มเดียวกับมะม่วง และถั่วพิสตาชิโอ มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชพื้นเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล นำเข้ามาปลูกครั้งแรกที่ภาคใต้ของปร
ต้นอินทผลัม มีความสูงประมาณ 30 เมตร ลำต้นมีขนาดประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีใบติดอยู่บนต้น ประมาณ 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3-4 เมตร ใบเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกจะออกจากโคนใบ ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ให้ผลครั้งแรกเมื่ออายุ 5-7 ปี และมีอายุยืนยาวถึงกว่า 100 ปี โดยจะให้ผลผลิตต่อปีเฉลี่ยประมาณ 7,000-8,000 ลูก ต่อปี หรือประมาณ 100-150 กิโลกรัม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของต้น ผลอินทผลัมสามารถรับประทานได้แบบผลสด หรือเมื่อผลสุกจัดมักนิยมนำไปตากแห้ง ทำให้เก็บไว้ได้เป็นเวลาหลายปี มีลักษณะเหมือนการอบแห้งแบบหวาน จึงมักเข้าใจผิดว่ารสหวานจัดของอินทผลัมนั้นเกิดจากการแปรรูปด้วยการนำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล จนไม่กล้ารับประทาน เพราะเกรงว่าจะอ้วนหรือไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลและมีไขมันต่ำ นอกจากนั้น ยังอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นในด้านการนำไปบริโภคต่างกัน อีกทั้งเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย สำหรับสายพันธุ์ต่างประเทศที่นิยมนำมาปลูกในไทย
ปัจจุบัน เทรนด์การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพกำลังมาแรง โดยเฉพาะ “ ไข่ผำ หรือ ไข่น้ำ ” พืชน้ำตัวจิ๋วสุดยอดอาหารแห่งอนาคต super foods ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ทั้งธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ บี ซี กรด อะมิโน เบต้าแคโรทีนและคลอโรฟิลล์ แถมมีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระสูง ดีต่อสุขภาพอย่างมาก ทำให้ไข่ผำเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของกลุ่มคนรักสุขภาพทั้งในประเทศและตลาดส่งออก บ้านไข่ผำ ThaiWolffia พี่เขื่อน (ปฐวี ทรรวรีก์) และน้องเจน (สิรยา คุ้มรักษา) อดีตมนุษย์เงินเดือนเล็งเห็นคุณค่าและโอกาสทางการตลาดของไข่ผำ จึงลงทุนก่อตั้งบริษัท ไทย วูล์ฟเฟีย จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเพาะเลี้ยงและแปรรูปไข่ผำอย่างครบวงจร ภายใต้ชื่อ “บ้านไข่ผำ” บนที่ดิน 1 ไร่ ในซอยเอกชัย 119 อำเภอบางบอน กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2567 “ พวกเราได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงไข่ผำมาจากระบบอินเตอร์เนท ที่มีข้อมูลเรื่องการเลี้ยงไข่ผำมากมาย ทั้งของไทยและต่างประเทศ ตอนแรกคุณแม่ของผม ( คุณเปรี้ยว ) เริ่มจากเลี้ยงไข่ผำในบ่อข้างบ้านแต่เจอปัญหามดแมลงรบกวนทำให้น้ำเสียและมีพยาธิอยู่ในบ่อน้ำ จึงตัดสินใจลงทุนเพาะเลี้ยงไข่ผำในโรงเรือ
. “ใบโหระพา” หรือ ฮุ้ง-เก๊ว เป็นหนึ่งในพืชผักสมุนไพรยอดนิยมของประเทศเวียดนาม สามารถพบได้ในเมนูอาหารหลายชนิดตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะใช้เป็นส่วนผสมหรือใช้ทานแบบสด ด้วยกลิ่นที่หอมและรสชาติของใบโหระพา ยังช่วยเสริมรสชาติอาหารให้เผ็ดร้อน กลมกล่อม มีกลิ่นหอม น่าทานมากยิ่งขึ้น .โหระพา เป็นพืชที่ปลูกง่าย เติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี ดูแลง่าย ทนโรค ทนสภาพแวดล้อม มีผลผลิตทั้งปี นอกจากนี้ โหระพายังเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถือว่าเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน มีส่วนสำคัญในการป้องกันโรค เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและมะเร็ง .ใบสดของโหระพามีสรรพคุณแก้ท้องอืด เฟ้อ ขับลมจากลำไส้ ต้มดื่มแก้ลมวิงเวียน ช่วยย่อยอาหาร ใช้ตำพอกหรือประคบแก้ไขข้ออักเสบ แผลอักเสบ ในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน หันมาสนใจพืชสมุนไพรชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากโหระพา มีสารเบต้าแคโรทีนในปริมาณที่สูงมาก ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ นอกจากนี้หากนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย จะช่วยสร้างความกระปรี้กระเปร่า ผ่อนคลายอาการเหนื่อยล้า บรรเทาอาการทางจิตใจ สามารถ บรรเทาอาการปวดหัว อาการปวดประจำเดือน ปวดกล้ามเนื้อ ไขข้อต่างๆ ช่วยบร
ลูกชิด ชื่อที่ใครๆ หลายคนต่างรู้จักกัน หรือ มะต๋าว (ภาคเหนือ), ลูกชก (ภาคใต้) ชื่อเรียกอาจแตกต่างกัน แต่มันคือพืชตระกูลเดียวกัน ปลูกโดยทั่วไปกระจัดกระจายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในมาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยสามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้อีกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ ต้นชก ซึ่งพันธุ์นี้จะใช้ทำน้ำตาลชก พบกระจัดกระจายอยู่ในภาคใต้เท่านั้น ส่วนต้นต๋าวหรือต้นชิด ปลูกอยู่ทั่วประเทศไทย แต่จะเติบโตได้ดีในพื้นที่ภาคเหนือ อย่าง เชียงใหม่ เชียงราย และน่าน ต้นต๋าวเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีลำต้นเดี่ยว ไม่มีกิ่งก้านแขนงออกมาด้านข้าง ความสูงต้น 6-15 เมตร หลังจากปลูกได้ 6-10 ปี จะเริ่มติดดอก ระยะเวลาตั้งแต่ออกจนเป็นผลประมาณ 1-2 ปี 1 ต้นจะมีผลประมาณ 5-6 ทะลาย โดยเริ่มติดผลทะลายแรกจากกาบใบบนสุดลงมาข้างล่าง ระยะเวลาตั้งแต่ติดผลทะลายแรกจนถึงทะลายสุดท้ายตามจำนวนทะลาย (โดยเฉลี่ยปีละ 1 ทะลาย) ต๋าว 1 ทะลายจะมีประมาณ 50 เส้นขึ้นไป แต่ละเส้นจะมีผลประมาณ 80-110 ผล ต้นต๋าวมีความแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ มักจะขึ้นในป่า การเพาะปลูกเป็นไปได้ยาก ทำให้ชาวบ้านที่หาลูกชิดมาขายให้โรงงานแปรรูปหรือพ่อค้
คุณณกรณ์ พงศ์เครือไชย หรือ คุณเพชร เจ้าของ KAS Farmstay ตั้งอยู่ที่ 117 หมู่ที่ 1 ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ ผันตัวเป็นเกษตรกร ปลูกพืชผสมผสานอย่างพอเพียง เลี้ยงไก่ไข่สีพาสเทล ควบคู่กับการปลูกดอกไม้กินได้เป็นรายได้หลัก และปลูกพืชผักสวนครัวสร้างรายได้รอง “ชีวิตมีความสุข มีสุขภาพที่แข็งแรง” พร้อมกับมีรายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัวอย่างไม่ขัดสน คุณเพชร เล่าให้ฟังว่า การปลูกดอกไม้กินได้ของตนเองนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากนิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบปลูกดอกไม้เป็นทุนเดิม และก็มาประจวบเหมาะกับการที่ได้เข้าไปศึกษาเรื่องอาหารกับเพื่อนที่เป็นเชฟเพิ่มเติม ซึ่งเพื่อนเห็นว่าตนเองเป็นคนชอบปลูกดอกไม้อยู่แล้วจึงได้แนะนำให้ทดลองปลูกดอกไม้กินได้ เนื่องจากกำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ ที่ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรู ร้านเบเกอรี่ ร้านเครื่องดื่ม ต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีความต้องการดอกไม้กินได้ไปประดับตกแต่งมื้ออาหารให้ดูสวยงามและดึงดูดมากขึ้น ตนเองเห็นว่าน่าสนใจ จึงได้เริ่มลงมือปลูกโดยเริ่มจากดอกไม้ที่มีอยู่แล้วในสวนมาศึกษาว่าดอกไม้ชนิดไหนกินได้ก็ทำการขยายพันธุ์เพิ่ม และอีกส่วนคือการสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์
สายปลูกผักต้องไม่ควรพลาด วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะมาแนะนำ “การปลูกพืชกลับหัว” ไอเดียนี้ช่วยลดปัญหาวัชพืช แมลง โรคต่างๆ และประหยัดพื้นที่ ลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย แถมยังสามารถนำมาตกแต่งจัดสวนภายในบ้านให้ดูสวย อุปกรณ์ก็หาได้ง่ายภายในบ้าน ลองไปทำตามกันได้ อุปกรณ์ที่ใช้ – ขุยมะพร้าว หรือดิน – กระถาง – กระเบื้อง – ลวด – ต้นกล้า วิธีการปลูกผักกลับหัว 1. นำขุยมะพร้าว หรือดินใส่ลงในกระถางให้เต็ม 2. นำแผ่นกระเบื้องสี่เหลี่ยมมาปิดด้านบนของกระถางเพื่อป้องกันวัสดุปลูกร่วงหล่น 3. คว่ำกระถางเพื่อให้ก้นกระถางหันขึ้นด้านบน 4. นำต้นกล้าพืชลงปลูกในรูก้นกระถาง รดน้ำให้ปุ๋ยตามปกติ 5. เจาะรูที่ขอบกระถางสำหรับร้อยลวดแล้วจึงนำไปแขวน เคล็ดลับ – ด้านบนควรปลูกพืชผักกินใบ เช่น ผักชีฝรั่ง คะน้า กวางตุ้ง – ด้านล่างควรปลูกพืชผักกินผล เช่น พริก มะเขือ มะเขือเทศ ข้อดีการปลูกพืชกลับหัว 1. ช่วยทำให้น้ำและธาตุอาหารไหลไปเลี้ยงส่วนยอดได้มีประสิทธิภาพมากกว่าปกติ 2. สามารถบรรเทาปัญหาการหยุดชะงักของการลำเลียงน้ำและธาตุอาหาร 3. ในสภาพที่ต้นพืชกลับหัวแรงโน้มถ่วงจะสามารถช่วยผลักน้ำให้ไหลลง
ครูละออ ดอกเรียง อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ได้หันมาทำเกษตรก่อนเกษียณ โดยปลูก “มะขามป้อม” เป็นพืชพื้นบ้านที่หลายคนมองข้ามนั้น นับเป็นพืชทำเงินที่โกยรายได้หลักแสนต่อปีทีเดียว ปลูกมะขามป้อมหลายสายพันธุ์ ครูลออได้รวบรวมกิ่งพันธุ์มะขามป้อมยักษ์หลากหลายสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น และตอบโจทย์ตลาด ในเรื่อง ลูกดก ต้นเตี้ย ทนแล้ง ออกลูกทั้งปี มาปลูกบนเนื้อที่ 4 ไร่ ได้แก่ 1. พันธุ์ท้อพวงองุ่น (พันธุ์ท้อยักษ์จัมโบ้, ท้อมหากาฬ) ลำต้นสูงปานกลาง ลักษณะผลเหมือนลูกท้อ ผิวสวยใส ลูกมีขนาดใหญ่ เนื้อฉ่ำ ให้ผลดกคล้ายพวงองุ่น 2. พันธุ์แม่ลูกดก เป็นไม้กึ่งเตี้ยกึ่งสูง ที่ให้ผลดกมาก ขนาดผลใหญ่ประมาณเหรียญ 10 บาท 3. พันธุ์แป้นพัชชา (พันธุ์แป้นเตี้ย) เป็นมะขามป้อมสายพันธุ์ไทย กิ่งใหญ่แข็งแรง ต้นเตี้ย ลำต้นสูงไม่เกิน 1.5-2 เมตร แผ่ขยายไปในแนวกว้าง หากปลูกในระยะห่าง 5×5 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 64 ต้น พันธุ์แป้นพัชชาจะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2-3 โดยปีที่ 3 จะให้ผลผลิต ประมาณ 50-100 กิโลกรัม หากดูแลจัดการแปลงที่ดีจะได้ผลใหญ่ขนาดเท่าฝาแบรนด์เลยทีเดียว 4. พันธุ์ท้อยักษ์ไทรโยค ลักษณะผลก้นมีจะงอย คล้ายผลลูกท้อ
จากอดีตพนักงานประจำที่ผันตัวเป็นนักธุรกิจ แต่ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจจนธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ คุณโอซังจึงกลับมาพัฒนาพื้นที่เกษตรของครอบครัว โดยนำความรู้จากประสบการณ์แลกเปลี่ยนในญี่ปุ่นมาปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการบริหารจัดการ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาสวนของตัวเองให้มีประสิทธิภาพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน คุณโอซัง – นิทัศน์ ศรีอุราม เกษตรกรรุ่นใหม่ เคยใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรในญี่ปุ่น และนำความรู้กลับมาพัฒนาที่ดินเกษตรของคุณพ่อ โดยใช้เทคโนโลยีช่วยควบคุมการผลิตและจัดการระบบน้ำ ปัจจุบันพื้นที่นี้ได้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรที่จังหวัดฉะเชิงเทรา หลายคนอาจสงสัยว่าโครงการแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นคืออะไร และมาจากหน่วยงานใด คุณโอซังอธิบายว่า โครงการนี้คือ “โครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น (JAEC)” ซึ่งเปิดโอกาสให้เกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer ที่สนใจด้านการเกษตร ได้ไปเรียนรู้จากเกษตรกรญี่ปุ่นโดยตรง โครงการนี้รับผู้เข้าร่วมเพียง 15 คนต่อปี และต้องมีคุณสมบัติตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนด คุณโอซังเลือกขอไปเรียนรู้ในพื้นที่โตเกียว โดยเฉพาะฟาร์มที่เน้นการป
