พืชทำเงิน
ปัจจุบันการทำเกษตรอินทรีย์ (ออร์แกนิก) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาคของประเทศไทย เพราะด้วยกระแสรักษ์สุขภาพที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ จึงทำให้สินค้าอย่างเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาด และมีแนวโน้มว่าตลาดค่อนข้างที่จะเติบโตไปได้เรื่อยๆ ในอนาคต ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์นั้น ไม่ได้มีแต่ในเรื่องผลผลิตที่ได้จากพืชเพียงอย่างเดียว ในภาคของการเลี้ยงสัตว์เองก็สามารถผลิตเป็นสินค้าอินทรีย์ได้เช่นกัน อย่างเช่น ไก่ไข่อินทรีย์ นมออร์แกนิก กุ้งและปลาออร์แกนิก และการเลี้ยงสัตว์แบบออร์แกนิก โดยการทำเกษตรอินทรีย์นั้น สารชีวภัณฑ์ที่เป็นปัจจัยการผลิต ที่มาช่วยควบคุมดูแลถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องมาจากสารชีวภัณฑ์ที่มีพื้นฐานงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ สามารถนำมาใช้ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะนอกจากจะช่วยให้การทำเกษตรอินทรีย์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว ยังให้ผลผลิตต่อไร่ที่ดีขึ้นอีกด้วย รศ.ดร.เกษม สร้อยทอง อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสมาคมเทคโนโลยีการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (As
มะละกอเป็นพืชที่ได้รับความนิยมในการปลูกในครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ เพราะเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตดี และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่การเพาะต้นกล้ามะละกอให้มีอัตรางอกสูงนั้นอาจเป็นความท้าทายสำหรับผู้ปลูกมือใหม่ ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำ 3 เทคนิคที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้งอกและได้ต้นกล้าที่แข็งแรง การเริ่มต้นการปลูก “มะละกอ” นั้น ก็จะต้องเริ่มจากการเพาะกล้ามะละกอเสียก่อน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำประสบการณ์ ที่นักวิชาการแนะนำหรือจากที่นำไปปฏิบัติเองในการเพาะเมล็ดมะละกอมานำเสนอให้ผู้ที่สนใจนำไปใช้เป็นแนวทางในเรื่องของการเพาะกล้า เนื่องจากมะละกอทุกสายพันธุ์ใช้วิธีการเพาะกล้าเหมือนกัน สำหรับเคล็ดลับการเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีและสม่ำเสมอ รศ.ดร. กวิศร์ วานิชกุล ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “การเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีสม่ำเสมอนั้น ให้นำเมล็ดมะละกอแช่น้ำ 1-2 วัน โดยในช่วงวันแรกให้เปลี่ยนน้ำอย่างน้อย วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นให้เปลี่ยนน้ำถี่ขึ้น เนื่องจากเมล็ดมะละกอมีการหายใจมากขึ้น ทำให้ออกซิเจนในน้ำเหลือน้อยลง หากแช่น้ำแล้วไม่เปลี่ยนน้ำเลย ก็จะเหลือออกซิเจนในน้ำน้อย เมล็ดมะละกอนั้นก็จะเกิดการหมักจนเน่าได้ และวันที่ 3 อาจนำเมล
“มะม่วงพันธุ์เขียวเสวย”หนึ่งในไม้ผลรอบบ้าน ที่คนไทยนิยมปลูกเพื่อรับประทานผลสด เพราะเป็นมะม่วงที่มีรสอร่อย เนื้อกรอบ รสชาติหวาน กลมกล่อม แต่บางรายปลูกมะม่วงเขียวเสวยมา 5-6 ปีแล้ว ดูแลให้ปุ๋ยให้น้ำก็แล้ว แต่กลับติดผลน้อยมากหรือแทบไม่ติดผลเลย เนื่องจากการพัฒนาของดอกเพศเมียไม่มากพอ หากต้องการให้มะม่วงติดผลดี จำเป็นต้องช่วยผสมเกสรให้ด้วย ก่อนอื่น ต้องเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของ “มะม่วงพันธุ์เขียวเสวย” กันสักหน่อย ต้นมะม่วงเขียวเสวยที่ให้ผลแล้วจะมีทรงพุ่มโปร่ง ใบเรียวยาวปลายแหลม ผิวใบเรียบ สีเขียวเข้ม ชอบที่โล่งแจ้ง มักติดผลปีเว้นปี ผลกลม ยาวเรียว ปลายก้นงอน มีน้ำหนักผล เฉลี่ย 335 กรัม ความหวาน ประมาณ 19 องศาบริกซ์ มะม่วงเขียวเสวยมีการเจริญเติบโตทางกิ่งก้านช้ากว่ามะม่วงพันธุ์อื่นๆ และเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคยางไหล เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีอายุ 105 วัน หลังจากดอกบาน หากต้องการให้มะม่วงพันธุ์เขียวเสวยติดผลดก ต้องเริ่มจากบำรุงรักษาต้นให้เติบโตสมบูรณ์เสียก่อน ตัดแต่งกิ่งด้วยวิธีตัดแต่งรอบทรงพุ่ม จากปลายยอดลึกเข้าไปในทรงพุ่ม 50-100 เซนติเมตร ตัดกิ่งกระโดง และกิ่งแก่หรือมีโรคแมลงทำลายทิ้งไป ให้
ในกระบวนการเจริญเติบโตของพืช ไม่ว่าจะเป็นกิ่ง ก้าน ใบ ตลอดจนส่วนอื่น ล้วนมีธาตุอาหารหลายธาตุเข้าไปมีบทบาทร่วมกันเกื้อกูลกัน อีกทั้งพืชแต่ละชนิดมีความต้องการธาตุอาหารแตกต่างกัน ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้ปลูกพืชทุกคนต้องยึดมั่นในหลักที่ว่า “พืชต้องได้รับอาหารครบทุกธาตุอย่างเพียงพอและในปริมาณที่สมดุลเท่านั้น” พืชจึงจะเจริญเติบโตได้ตามปกติ สามารถออกดอก ผล ตามที่ต้องการ ในกรณีของ “มะนาว” ไม้ผลใกล้ตัวที่ใช้ประโยชน์จาก “น้ำมะนาว” เป็นหลัก แล้วการปลูกมะนาวให้มีน้ำมากนั้นมีเทคนิคการบำรุงอย่างไร? รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน สิ่งสําคัญคือน้ำและปุ๋ย ปุ๋ยที่ไม่แนะนําให้ใช้คือ ปุ๋ยสูตรเสมอ 8-24-24 เนื่องจากฟอสฟอรัสราคาแพงที่สุดในค่า NPK ของปุ๋ย และปุ๋ยสูตรเสมอ 8-24-24 มีค่าฟอสฟอรัสสูง ไม้ยืนต้นไม่ต้องการฟอสฟอรัสมากอย่างที่เกษตรกรเข้าใจ เมื่อฟอสฟอรัสเกินความต้องการของต้นไม้ ส่วนที่เหลือจะทําปฏิกิริยากับสังกะสี ทําให้ตกตะกอน จากนั้นส่วนที่ตกตะกอนจะทําปฏิกิริยากับแคลเซียม กลายเป็นแคลเซียมฟอสเฟตตกตะกอนอยู่ในดิน แต่ต
กว่า 10 ปีแล้ว ที่ คุณธงชัย ความเพียร และ คุณอรัญญา ความเพียร สองสามีภรรยา ปลูกต้นไม้บริเวณบ้าน และทำรายได้เสริมจากต้นไม้ที่เขารัก คุณธงชัย เรียนจบมาทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนคุณอรัญญา เรียนจบมาทางด้านนิเทศศาสตร์ ทั้งคู่รักธรรมชาติ ชอบการปลูกต้นไม้ เมื่อพื้นที่บ้านพอมีที่ว่าง ราว 20 ตารางวา ก็ไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า โดยคุณธงชัย ได้ไอเดียจากการเดินห้างสรรพสินค้า แล้วพบ “มะเดื่อฝรั่ง” ผลแห้ง จึงลองซื้อมารับประทาน เห็นว่ารสชาติดี แต่ราคาค่อนข้างแพง จึงคิดที่จะซื้อพันธุ์มาปลูกเอง เพื่อรับประทานในครอบครัว และเริ่มปลูกมะเดื่อฝรั่งเพียง 5 ต้นก่อน “5 ต้นนั่นก็ยังไม่ได้ทำเงินอะไรนะครับ ก็คือคิดจะปลูกเอาผลไว้กิน ไม่อยากเสียเงินซื้อในราคาที่สูง แต่โชคดีในช่วงนั้นกระแสมะเดื่อฝรั่งมาแรง คนเริ่มพูดถึง เริ่มรู้จัก จึงคิดจะลองตอนกิ่งขาย ก็ลองทำดู ยุคนั้นมีแค่เว็บไซต์ที่เปิดพื้นที่ให้ขายของฟรี ลองลงไป ก็ขายได้” จริงๆ คุณธงชัย มีงานประจำอยู่แล้ว เป็นงานจำหน่ายอุปกรณ์สแตนเลสที่ใช้ในอุตสาหกรรมโรงงานและภายในบ้าน นอกจากนี้ ยังจำหน่ายแผ่นปูพื้นอเนกประสงค์กันลื่น กันไฟดูด สำหรับฟาร์มสัตว์ และโรงงาน
คุณทองคำ พิลากรณ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอบรบือ ผู้เพาะปลูกผักหวานป่า ในพื้นที่ บ้านเลขที่ 79 หมู่ที่ 5 บ้านเปลือย ตำบลหนองโก อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เล่าว่า ส่วนตัวแล้วทำอาชีพรับราชการในสำนักงานเกษตร อีกทั้งเป็นเกษตรกรทำไร่มันสำปะหลังและทำนามาจนถึงปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของการปลูกผักหวานป่า เนื่องจากเป็นเกษตรกรที่ทำไร่ทำสวนแบบผสมผสาน ประกอบกับมีความสนใจในตัวของผักหวานป่า เนื่องจากเป็นพืชที่คุ้นเคยมีอยู่แล้วในแถบภาคอีสาน และเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง เติบโตต่อเนื่อง จึงได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเองจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งจากการค้นคว้าและวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ทำให้ทราบว่า ผักหวานป่า นั้นมีข้อดีหลักๆ อยู่ 2 อย่าง คือ 1. เป็นพืชที่ดูแลง่าย อายุยืน สามารถปลูกแล้วปล่อยไว้โดยไม่ต้องดูแลมาก ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บผลผลิตได้นาน 2. เป็นพืชเกษตรอินทรีย์ หมายความว่า การปลูกพืชชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมี ใช้เพียงปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือน้ำหมักชีวภาพเท่านั้น คุณทองคำเริ่มต้นปลูกผักหวานป่า ในพื้นที่ 1 ไร่ จำนวน 200 หลุม ปัจจุบันขยายพื้นที่เป็น 2 ไร่แล้ว และยั
มะเขือเทศเชอรี่ เป็นมะเขือเทศสำหรับกินสด ผลมีขนาดเล็กพอดีคำ การปลูกมะเขือเทศเชอรี่ในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน จะให้ผลผลิตและคุณภาพที่แตกต่างกัน มะเขือเทศเชอรี่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอุณหภูมิระหว่าง 15-25 องศาเซลเซียสในช่วงแสงไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน ช่อดอกจะเจริญเติบโตและติดผลเร็ว ทั้งนี้ อุณหภูมิมีอิทธิพลต่อการติดและการพัฒนาของผล หากมีอุณหภูมิสูงขึ้น ผลผลิตจะลดลง กรณีอุณหภูมิต่ำกว่า 12.8 องศาเซลเซียส และสูงกว่า 32.2 องศาเซลเซียส ละอองเกสรจะเป็นหมันไม่สามารถติดดอกออกผลได้ “โรคใบหงิกเหลือง” เป็นโรคพืชที่เกิดจากไวรัส สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของมะเขือเทศ ส่งผลให้ใบยอดและใบอ่อนหดย่นหงิกสีเหลือง ขอบใบม้วนงอ ยอดเป็นพุ่ม ใบแตกใหม่เล็ก ส่งผลให้ลำต้นแคระแกร็น ไม่ติดผล หรือติดผลน้อยมาก ปัจจุบัน ตัวเชื้อไวรัสสาเหตุโรคยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่สามารถป้องกันได้โดยฉีดพ่นสารกำจัดแมลงหวี่ขาว เพลี้ยอ่อน ซึ่งเป็นแมลงพาหะนำโรค เกษตรกรควรใช้กล้าพันธุ์มะเขือเทศที่แข็งแรง ปลอดโรคมาปลูก และหมั่นกำจัดวัชพืชรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ หากพบมะเขือเทศเป็นโรคใบหงิกเหลื
การทำเกษตรสมัยใหม่ มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชเป็นส่วนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินเสื่อมสภาพและขาดความอุดมสมบูรณ์เกิดการตกค้างในดินและชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ การทำเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นไม่ยาก เพียงแค่ลงมือทำและมั่นศึกษาเรียนรู้ไปด้วยกัน ก่อนอื่นต้องรู้ที่มาของ “เกษตรอินทรีย์” ที่ตอนนี้เกษตรกรหลายคน หันมาให้ความสนใจไม่น้อย และต่างประสบความสำเร็จ ดีต่อผู้ปลูก และดีต่อผู้บริโภคอีกด้วย “เกษตรอินทรีย์” ถือได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการเกษตรแบบยั่งยืน และมีการผสมผสานเทคนิค การเกษตรจากหลากหลายระบบ แต่สิ่งที่ทำให้เกษตรอินทรีย์แตกต่างไปจากระบบการเกษตรอื่นๆ คือ การมีมาตรฐานควบคุม และการตรวจสอบรับรอง โดยเกือบทั้งหมดของปัจจัยที่เป็นสารสังเคราะห์ถูกห้ามใช้ ในขณะที่ต้องมีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยการปลูกพืชหมุนเวียน การทำเกษตรอินทรีย์ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ “การเลือกพื้นที่” ให้เหมาะสม โดยอยู่ห่างโรงงาน ห่างแปลงปลูกที่ใช้สารเคมี มีแหล่งน้ำสะอาด ไม่มีสารพิษเจือปน ศึกษาประวัติพื้นที่ เช่น เคยปลูกพืชอะไร การใช้ปุ๋ยและสารเคมี ย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปี และทำการเลือกป
หมอเกษตรทองกวาว ได้ทดลองปลูกมะนาวหลายพันธุ์ในกระถางเคลือบลายมังกร ผลปรากฏว่า พันธุ์พิจิตร 1 หรือแป้นพิจิตร ให้ผลดีที่สุด เพราะให้ผลดก ผลมีขนาดใหญ่ ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลากเป็นที่หนึ่ง มีระบบรากที่แข็งแรง ที่สำคัญบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นๆ เคล็ดลับสำคัญ ต้องควบคุมแมลงศัตรูให้ได้ ตั้งแต่เริ่มผลิใบอ่อนตั้งแต่วันแรก แต่อย่างไรก็ตาม พันธุ์พิจิตร 1 ก็ยังมีข้อด้อยบางอย่าง คือ เป็นมะนาวพันธุ์หนัก ต้องเก็บเกี่ยวผลหลังออกดอกแล้ว 6 เดือน แต่ถ้าหากเก็บผลเมื่อออกดอกเพียง 4 เดือนเช่นเดียวกับพันธุ์อื่นๆ จะได้มะนาวเปลือกหนา เมล็ดโต และมีน้ำน้อย เมื่อเก็บเกี่ยวตามกำหนดเวลา ปัญหาดังกล่าวจะหมดไป ทั้งนี้ ด้วยลักษณะประจำพันธุ์ของพิจิตร 1 จะเติบโตเร็ว อายุ 2 ปี จะสูงถึง 2 เมตร หากไม่ตัดแต่งกิ่ง จะทำให้เก้งก้าง ต้องผูกโยงกิ่งเมื่อออกผล เป็นการเพิ่มงานขึ้นไปอีก การปลูกในกระถางต้องตัดแต่งกิ่งให้สวยงาม แต่หากเสียดาย แนะนำให้ตอนกิ่ง นำไปจำหน่ายหรือขยายพันธุ์ต่อไป เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2565
อีกไม่กี่วันจะเริ่มเข้าสู่ศักราชใหม่ปี 2568 ก่อนที่จะสิ้นสุดของปี 2567 นี้ เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวมข่าวเหตุการณ์เกี่ยวกับเกษตรที่ผ่านมาของปีนี้ ถือเป็นข่าวเด่นๆ หลายเรื่องราวที่เป็นกระแสอยู่ไม่น้อยทีเดียวให้ได้มาทบทวนกันก่อนที่จะเข้าสู่ปีใหม่ เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวมข่าวเด่นเกษตรที่น่าสนใจในรอบปี 2567 ไว้ดังนี้ 1.“ปลาหมอคางดำ” ความท้าทายใหม่ การปรับตัว พร้อมใส่ใจระบบนิเวศ อย่างที่ทราบกันดีว่าในปี 2567 เรื่องราวของปลาหมอคางดำถือว่าติดกระแสหน้าสื่อออนไลน์อยู่หลายเดือนทีเดียว ผศ.ดุสิต เอื้ออำนวย หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์และประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการคุณภาพน้ำ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเลี้ยงกุ้งในระบบ co-culture เปิดเผยว่า ปลาชนิดนี้ถือเป็นเอเลี่ยนสปีซี่ร์ที่เข้ามาทำลายระบุนิเวศของบ้านเราเป็นอย่างมาก เพราะด้วยความที่ปลาหมอคางคำสามารถอาศัยอยู่ในน้ำกร่อย ทนความเค็มได้ 0-45 ppt และยังชอบอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมตั้งแต่ 18-33 องศาเซลเซียส และทนสภาพน้ำที่เป็นกรดได้ดี นอกจากนี้ปลาหมอคางดำสามารถกินอ
