พืชทำเงิน
การปลูกผักในภาชนะกำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรักการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนเมืองหรือผู้ที่มีพื้นที่จำกัด เพราะนอกจากจะได้ผักสดปลอดสารพิษแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสดชื่นและสวยงามให้กับพื้นที่ได้อีกด้วย ยกตัวอย่าง การปลูกพืชผักในกระถางดินเผา ทำมาจากดินเหนียวปั้นให้มีรูปทรงต่างๆ เป็นกระถางที่ได้รับความนิยมมาก ระบายน้ำและระบายอากาศได้เป็นอย่างดี และยังช่วยกักเก็บความชื้นได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับการปลูกพืชในทุกๆ ชนิด เช่น ผักที่ไม่ชอบน้ำขัง อย่างโหระพา ต้นหอม เป็นต้น ✅ ข้อดี 1.ช่วยระบายอากาศและความชื้นในดิน กระถางดินเผามีคุณสมบัติพรุน ช่วยให้อากาศถ่ายเทเข้าสู่รากต้นไม้ได้ดี ลดปัญหาน้ำขังในดิน ป้องกันรากเน่า 2.รักษาอุณหภูมิของดิน กระถางดินเผาสามารถดูดซับความร้อนในตอนกลางวันและคายความร้อนในตอนกลางคืน ทำให้ดินมีอุณหภูมิคงที่ 3.เพิ่มความสวยงามให้สวน กระถางดินเผามีลวดลายและสีสันที่เป็นธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความอบอุ่นและสบายตาให้พื้นที่ปลูก 4.เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วัสดุดินเผาเป็นธรรมชาติ ย่อยสลายได้ง่ายเมื่อเสื่อมสภาพ ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ 5.เหมาะสำหรับการปลูกพืชหลายประเภท กระถางดินเผ
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน จะมาแนะนำ “10 พืชทนแล้ง ใช้น้ำน้อย” ภาวะที่ปริมาณน้ำไม่มีเพียงพอต่อการเพาะปลูก ส่วนใหญ่มักจะเป็นพืชไร่ พืชที่มีอายุช่วงเก็บเกี่ยวสั้น ใช้เวลาไม่นานก็ให้ผลผลิต เป็นพืชที่ทนต่อความร้อนได้ดี และเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ อีกทั้งไม่ต้องดูแลมาก ก็สามารถเติบโตได้เองในทุกสภาพดิน “น้ำ” เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการเกษตร เมื่อการใช้น้ำปริมาณที่จำกัด ทางออกสำหรับเกษตรกรคือ ปลูกพืชน้ำน้อย แทนการทำนาหรือพืชไร่ที่ต้องใช้น้ำมาก พืชทนแล้งมีหลายชนิด ทั้งพืชสวนและพืชไร่ บางชนิดทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี มาดูกันว่าพืชทนแล้งชนิดไหน ที่จะทำให้ได้ผลผลิตดี และไม่ต้องดูแลมากนัก 🥬คะน้า คะน้า จัดเป็นพืชใบเขียวที่ใบมีสีเขียวจัด และเป็นผักที่กินได้ทั้งใบไปจนถึงก้าน โดยผักคะน้าจะมีอายุ 2 ปี แต่ปลูกเป็นผักฤดูเดียว ผักคะน้าเป็นผักสวนครัวที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ปลูกได้ผลดี ที่สุดอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน อายุการเก็บเกี่ยวของคะน้าอยู่ที่ประมาณ 45-55 วันหลังปลูก คะน้าที่ตลาดต้องการมากที่สุดคือ คะน้าที่มีอายุ 45 วัน แต่คะน้าที่มีอายุ 50-55 วัน เป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้น
วัฒนธรรมชาวเขาเผ่าม้ง ถือว่า “กัญชง” พืชพื้นบ้านเป็นของมงคล และมีวิถีชีวิตผูกพันกับ “กัญชง” ตั้งแต่เกิดจนตาย ชาวม้งลอกเส้นใยจากเปลือกกัญชง ใช้เป็นสายสิญจน์ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ผูกมือให้กับเด็กที่เกิดใหม่ ใช้ในพิธีเข้าทรงเพื่อสื่อสารกับวิญญาณบรรพชน ใช้เปลือกกัญชงมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม สวมใส่ในงานมงคล วันปีใหม่ และในช่วงสุดท้ายของชีวิต เพื่อเดินทางไปสู่สวรรค์ ชาวม้งยังนิยมใช้ “กัญชง” เป็นเครื่องดื่มแทนใบชา เป็นอาหาร และเป็นยารักษาโรค โดยเคี้ยวเมล็ดสดๆ เพื่อเป็นยาสลายนิ่วและบํารุงเลือด ชาวม้งใช้ประโยชน์จากกัญชงมายาวนานตั้งแต่บรรพบุรุษ เปลือกกัญชงมีความเหนียว เมื่อนำมาทอเป็นผืนผ้า จึงมีความเหนียวนุ่มทนทาน ยิ่งใช้ไปนานวัน ผ้าจะยิ่งนุ่มมากขึ้น ต่อมาทางการมีนโยบายห้ามปลูกต้นกัญชงเพราะจัดอยู่ในกลุ่มพืชที่ให้สารเสพติด ชาวม้งจึงไม่มีวัตถุดิบในการผลิต จึงต้องสั่งซื้อผ้าใยกัญชงจาก สปป.ลาว พม่า และจีนยูนนาน เข้ามาใช้แทน ต่อมาปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือ ทรงผลักดันให้มีการศึกษาและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไท
เมื่อพูดถึง “ภัยแล้ง” ถือว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่สำคัญของเศรษฐกิจ ปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง รายได้ของเกษตรกรลดลง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ สถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2568 ที่คาดการณ์ว่าจะเผชิญกับภาวะเอลนีโญที่รุนแรง ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนลดลงและอุณหภูมิสูงขึ้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการจัดการดิน น้ำ และโรคพืชอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสียหายและรักษาผลผลิตให้ได้มากที่สุด ในปี 2567 ที่ผ่านมา GDP ภาคการเกษตรหดตัว 1.1% เนื่องจากภัยแล้งและน้ำท่วม แต่ในปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 2.8% หากมีการพัฒนาสินค้าเกษตรและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้ง รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการ เช่น ควบคุมการใช้น้ำ จัดสรรน้ำสำรอง และทำฝนหลวง ขณะที่เกษตรกรควรปรับตัวด้วยการเลือกปลูกพืชที่ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย และปรับปรุงระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเท
การทำเกษตรกรรมให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้น นอกจากการใส่ใจในเรื่องของการดูแลผลผลิตแล้ว การดูแลดินให้มีความสมบูรณ์ ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันที่จะช่วยให้ได้ผลผลิตที่ดีตามมาด้วย ซึ่งดินหากผ่านการทำเกษตรกรรมหากถูกใช้งานมาอย่างยาวนาน นอกจากทำให้ขาดความอุดมสมบูรณ์แล้ว หากปล่อยไประยะเวลานานก็จะยิ่งทำให้สภาพดินเสื่อมโทรมลงไป ซึ่งสภาพดินที่มักพบปัญหาหลักๆ ก็จะประกอบไปด้วย ดินเค็มและดินเป็นกรด สำหรับวันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ จะพามารู้จักกับสภาพดินกรด หมายถึง ดินที่มีค่าเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของดินต่ำกว่า 7.0 แต่ดินกรดที่เป็นปัญหาทางด้านการเกษตรคือ ดินกรดที่มีค่า pH ของดินต่ำกว่า 5.5 ซึ่งความเป็นกรดของดินแต่ละช่วงจะมีผลต่อการปลดปล่อยธาตุอาหารพืชในดินให้เป็นประโยชน์ ลักษณะของดินกรด เป็นอย่างไร? ดินกรดที่มีค่า pH ต่ำกว่า 5.5 ถือเป็นข้อจำกัดประเภทหนึ่งในด้านความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหาร ซึ่งการเกิดดินเป็นกรดนั้นมีสาเหตุหลายประการ อันได้แก่ เกิดตามธรรมชาติจากวัตถุต้นกำเนิดดินที่เป็นกรด เกิดการชะละลายธาตุที่เป็นด่างออกไปจากดินโดยน้ำฝนหรือน้ำชลประทาน พืชดูดเอาธาตุที่เป็นด่างออกไปแล้วปลดปล่อยกรดลงไปแทนที่
แหนเป็ดเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมีองค์ประกอบ ของโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นในระดับสูง มีปริมาณโปรตีนประมาณ 20-40 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย ประมาณ 4-6 เปอร์เซ็นต์ กำลังจะกลายเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” แหล่งอาหารที่ให้โปรตีนสูงมากกว่าถั่วเหลือง 7 เท่า Whole Foods ได้ระบุว่า “แหนเป็ด” เป็นแนวโน้มอาหารที่น่าจับตามอง เนื่องจากสตาร์ทอัพต่างๆ กำลังพัฒนาการปลูกพืชชนิดนี้ ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ Whole Foods Market Inc. เครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ยกย่องพืชชนิดนี้เป็นหนึ่งในเทรนด์อาหารยอดนิยมประจำปี 2025 ขณะเดียวกัน บริษัทสตาร์ทอัพ Plantible ประกาศระดมทุน Series B มูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาพืชชนิดนี้ให้กลายเป็นแหล่งอาหารสำคัญ และตั้งเป้าหมายที่จะทำให้มันกลายเป็นอาหารกระแสหลักในอนาคต จากการวิจัยพบว่า “แหนเป็ด” อุดมไปด้วยโปรตีนสูงถึง 45% ซึ่งมากกว่าผักชนิดอื่นอย่างเห็นได้ชัด บริษัทสตาร์ทอัพ GreenOnyx ซึ่งระดมทุนได้ถึง 47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจำหน่ายแหนภายใต้แบรนด์ Wanna Greens เปิดเผยว่าแหนเป็ดมี ธาตุเหล็ก มากกว่าผักโขม, สังกะสี มากกว่าผักเคลหรือบ
คำว่า “พอเพียง” ยังใช้ได้ดีเสมอกับทุกยุคทุกสมัย เพราะถ้าทุกคนมีความพอเพียง ไม่อยากมี อยากได้ จนเกินความจำเป็น ชีวิตก็จะมีความสุขขึ้นเป็นกอง ดังเช่น ลุงจ่อย-สุริยา บุญทะสอน อดีตหัวฝ่ายผลิตที่โรงงานแห่งหนึ่ง ย่านสมุทรปราการ ยอมทิ้งเงินเดือนครึ่งแสน กลับบ้านมาทำเกษตร ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ได้อยู่ร่วมกับครอบครัว มีกิน มีใช้ ไม่ขัดสน ลุงจ่อยบอกว่านี่คือความสุขที่สุดแล้ว คุณสุริยา บุญทะสอน หรือ ลุงจ่อย อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 277 หมู่ที่ 3 บ้านโนนรังน้อย ตำบลยางโยภาพ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี อดีตหัวหน้าฝ่ายผลิต ประจำโรงงานแห่งหนึ่ง ย่านสมุทรปราการ ตัดสินใจทิ้งเงินเดือนครึ่งแสน กลับบ้านเกิดที่อุบลราชธานี มาทำเกษตรผสมผสาน ยึดหลักเกษตรพอเพียงในการดำเนินชีวิต “พออยู่ พอกิน พอใช้” เน้นใช้ชีวิตให้มีความสุขทุกวัน ลุงจ่อย เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทำเกษตร ตนเองทำงานเป็นพนักงานโรงงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิต ทำมานานกว่า 33 ปี รับเงินเดือนกว่าครึ่งแสน จนมาถึงวันที่ต้องคิดถึงวัยเกษียณออกจากงานแล้วจะกลับไปทำอะไร และก็โชคดีที่ตนเองมีลูกชายเรียนจบปริญญาตรี ด้านการจัดการการตลาด ซึ่งลูกชายก็ได้มาทำงานโรงงา
คีเปล หรือ Kepel เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 10-15 เมตร มีใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับ รูปวงรี ปลายแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและกิ่งก้าน มีดอกย่อยหลายดอก มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอกมีสีเหลือง ส่งกลิ่นหอมที่แรง ผลคีเปลจะออกตามลำต้นห้อยระย้าจำนวนมาก เปลือกผลสีน้ำตาลแก่ผิวหยาบ เมื่อผลแก่เปลือกจะมีผิวเรียบสีขาวอมเหลือง และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อผลแก่จัด จะส่งกลิ่นหอมมาก รสชาติหวานกลมกล่อม มีเมล็ดที่ใหญ่ ทำให้เนื้อน้อย ใน 1 ผล จะมีเมล็ด 3-6 เมล็ด คีเปลถือเป็นไม้แปลกและหายากของโลก มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย คีเปล แปลว่า กำมือ ซึ่งชาวชวาเรียกตามลักษณะของผลที่มีขนาดเท่ากำมือ คีเปลมีความต่างจากผลไม้ทั่วไป เพราะผลออกตามลำต้น คีเปลเป็นผลไม้ที่น่าสนใจ นอกจากดอกที่ส่งกลิ่นหอมแล้ว ผลสุกเมื่อทานเข้าไปก็ทำให้ร่างกายมีกลิ่นหอม นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพร คือช่วยให้ถ่ายปัสสาวะได้คล่องและมีกลิ่นหอม คีเปลเป็นพันธุ์ไม้โบราณหายาก มีบางตำนานกล่าวไว้ว่า คีเปลเป็นผลไม้ต้องห้าม ที่อนุญาตให้ปลูกได้ในเขตวังเท่านั้น เพื่อให้บุคคลในวังทาน เพราะคีเปลผลไม้ที่ทำให้กลิ่นกายหอม แต่อาจด้วยระยะเวลาที่ผ่านไป ทำใ
จากข้อมูลพบว่า “ขนุนทองสิน” เกิดจากการกลายพันธุ์ด้วยการเอาเมล็ดของขนุนสายพันธุ์ดีนำไปเพาะเมล็ด แล้วนำเอาต้นกล้าที่ได้ไปปลูกจนมีดอกและติดผล ปรากฏว่า เนื้อสุก หรือเรียกว่า ยวง มีความหนามาก รสชาติหวาน กรอบ มีกลิ่นหอม (คล้ายกลิ่นดอกนมแมว) ทานอร่อยมาก ทราบว่าเจ้าของได้คัดพันธุ์เอาเฉพาะต้นที่ดีที่สุดไปปลูก ทดสอบอยู่หลายวิธีและหลายครั้ง จนมั่นใจว่ากลายพันธุ์ถาวรแน่นอนแล้ว จึงตั้งชื่อว่า “ขนุนทองสิน” “ขนุนทองสิน” นั้นมีลักษณะเหมือนกับขนุนทั่วไป คือ เป็นไม้ยืนต้น ดอกแยกเพศ ดอกตัวเมียและดอกตัวผู้อยู่บนต้นเดียวกัน โดยช่อดอกตัวผู้จะออกที่โคนกิ่ง ลำต้น และง่ามใบ ดอกเป็นแท่งยาว 2.5 เซนติเมตร ส่วนดอกตัวเมียเป็นแท่งกลม ออกตามลำต้น ก้านช่อดอกใหญ่กว่าก้านช่อดอกตัวผู้ชัดเจน และที่สำคัญเป็นจุดต่างคือ ดอกตัวผู้จะมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นส่าเหล้า ดอกตัวเมียไม่มีกลิ่น ลักษณะเด่นของขนุนทองสิน “ผลขนุนทองสิน” ทรงผลกลมรียาว โตเต็มที่น้ำหนักเฉลี่ย 8-15 กิโลกรัม ต่อผล (ขึ้นอยู่กับการไว้ผลบนต้นให้เหมาะสม) ผลสุกไม่แตกอ้า เนื้อไม่เป็นสนิม ซังมีน้อย ขนาดของซังใหญ่และหนารับประทานได้ เนื้อสุกหนาสีเหลืองเข้ม รสชาติหวาน กรอบ อ
ในยุคที่ปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำทวีความรุนแรงขึ้น น้ำบาดาลกลายเป็นแหล่งน้ำที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาน้ำอย่างต่อเนื่องในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ น้ำบาดาล คือ น้ำใต้ดินที่ถูกกักเก็บและสะสมอยู่ภายในช่องว่างและรอยแตกของชั้นหินและชั้นดินตะกอนลึกลงไปใต้พื้นดิน จากการหมุนเวียนของ “วัฏจักรน้ำ” (Hydrologic Cycle) ในธรรมชาติ ซึ่งมีจุดกำเนิดจากหยาดน้ำฟ้า (Precipitations) หรือน้ำในบรรยากาศ (Atmospheric Water) ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของน้ำฝน หิมะ เมฆหมอก หรือไอน้ำ ที่ตกลงสู่ผืนดินจนกลายเป็นน้ำผิวดิน (Surface Water) ให้กำเนิดแม่น้ำ ลำคลอง และมหาสมุทร น้ำผิวดินบางส่วนไหลลงสู่ใต้ดิน ซึมอยู่ภายในช่องว่างของเม็ดดินกลายเป็นน้ำในดินที่สามารถระเหยกลับไปเป็นน้ำฟ้าอีกครั้ง เมื่อถูกแสงแดดแผดเผา แต่ยังน้ำบางส่วนที่ไหลลึกลงไปสู่ชั้นหินและชั้นดินตะกอนด้านล่าง เติมเต็มช่องว่างและรอยแตกของชั้นหินเหล่านั้น จนกลายเป็นจุดกำเนิดของแหล่งน้ำใต้ดิน (Subsurface Water) หรือน้ำบาดาลนั่นเอง มักอยู่ลึกลงไปหลายเมตรขึ้นอยู่กับบริเวณที่พบน้ำบาดาล บางสถานที่อาจจะอยู่ลึกลงไปหลายกิโลเม
