พืชทำเงิน
หมดปัญหาขยะเปียกส่งกลิ่นเหม็นเน่าอีกต่อไป ทุกๆ ครั้งที่รับประทานอาหารมักจะมีเศษอาหารที่กินไม่หมด แล้วต้องถูกนำมาเททิ้ง ยิ่งถ้ามีปริมาณมากทิ้งไว้นานก็ส่งกลิ่นเหม็นเน่า วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีเทคนิคในการช่วยลดปริมาณขยะเปียกด้วยการทำ “ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร” ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แถมไม่ต้องลงทุนเลยสักบาท การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร อาศัยการย่อยสลายจากจุลินทรีย์ เริ่มต้นต้องมีถังเก็บขยะเพื่อใช้ในการหมัก โดยระยะเวลาการหมักปุ๋ยจากเศษอาหารจะใช้เวลาในการหมักประมาณ 1 เดือน ภาชนะที่ควรใช้หมัก แนะนำว่าควรใช้ถังหมักที่มีลักษณะดินเผาเพราะระบายอากาศได้ดีกว่าถังพลาสติกและไม่แฉะจนเกินไปด้วย วิธีการจัดการกับเศษขยะเพื่อนำไปทำปุ๋ยหมัก ขั้นตอนที่ 1 นำเศษอาหารที่เราสามารถใช้ในการหมักได้คือ เศษผัก เศษผลไม้ เปลือกไข่ กากกาแฟ เปลือกผลไม้ ข้าวบูด และอาหารเหลือ เป็นต้น ซึ่งวิธีการจัดการกับขยะเหล่านี้คือ หากเป็นอาหารเหลือกินให้กรองน้ำออกก่อนจะใส่ลงถังหมัก ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นทับด้วยปุ๋ยคอก เศษใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง หรือดินถุงก็ได้ เอาปุ๋ยคอกกับเศษใบไม้แห้งผสมกัน แล้วเทลงไปสลับกับชั้นเศษอาหาร ลงไปประมาณ 2-3 รอบ ขั้นตอนที่ 3 ร
นายเกษม กังก๋ง หรือ ลุงเกษม วัย 69 ปี เดิมเป็นคนจังหวัดราชบุรี แต่ได้ย้ายมาอาศัยและทำการเกษตรอยู่ในพื้นที่บ้านทับคริสต์ หมู่ที่ 3 ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2513 โดยตนเองได้ปลูกเงาะโรงเรียนซึ่งเป็นไม้ผลชื่อดังของจังหวัดสุราษฎร์ธานี บนพื้นที่ 6 ไร่ รวมทั้งปลูกพืชล้มลุกอื่นๆ ตามฤดูกาล ต่อมาประมาณ ปี พ.ศ. 2555 ได้ตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกลำไยพันธุ์พวงทองบ้านแพ้ว เนื่องจากเห็นเพื่อนบ้านทดลองนำลำไยพันธุ์ดังกล่าวมาปลูกแล้วได้ผลผลิตดี จึงมีความคิดที่จะปลูกอย่างจริงจัง โดยเดินทางไปศึกษาวิธีการปลูกและดูแลสวนลำไย พร้อมทั้งซื้อกิ่งพันธุ์จากอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร มาปลูกประมาณ 70 ต้น บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ด้วยระยะปลูก 6×6 เมตร ผ่านไปประมาณ 3 ปี ลุงเกษมก็ได้รับผลผลิตลำไยตามที่ตนเองตั้งใจไว้ ลุงเกษม เล่าต่อว่า ตนเองได้ศึกษาวิธีการปลูกลำไย รวมทั้งลองผิดลองถูกด้วยตนเอง จนได้ผลผลิตที่มีปริมาณและมีคุณภาพที่น่าพอใจ โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกพื้นที่ปลูกที่เป็นพื้นที่ลาดเอียง ระบายน้ำได้ดี ดินมีลักษณะร่วนปนทราย มีการจัดทำระบบน้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ ให้น้ำวันละประ
เพิ่มความมั่นคงผ่านงานที่ตนเองรัก Young Smart Farmer ชาวชุมพร ทิ้งเมืองกรุงหันมาปลูกและทำตลาดฝรั่งกิมจู เกรดพรีเมี่ยม ภายใต้มาตรฐานคุณภาพ “หวาน กรอบ พร้อมส่งจากสวน” จนได้รับเสียงการันตีถึงรสชาติความอร่อยจากลูกค้าทั้งภายในท้องถิ่นและระดับจังหวัดเป็นอย่างดี คุณธีรยุทธ์ นิจวัฒน์ (คุณแน็ค) เกษตรกรปลูกฝรั่งกิมจู อาศัยอยู่ที่บ้านทุ่งคา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นสร้างอนาคตของตนเองด้วยแนวทางเกษตร ผ่านการสั่งสมความรู้ที่ได้บ่มเพาะมาแต่ครั้งอดีต ด้วยครอบครัวมีการทำสวนผลไม้และปาล์มน้ำมัน จึงถือเป็นภาพจำและแรงผลักดันให้ผันตัวจากอาชีพพนักงานเงินเดือนในกรุงเทพฯ กลับคืนสู่ถิ่นเกิด สร้างสวนผลไม้ในรูปแบบสวนผสมผสาน (สวนสมรม) ตามภาษาถิ่นในภาคใต้ เพื่อให้มีผลไม้ออกจำหน่ายสู่ตลาดอยู่ตลอดปี อีกทั้งยังชูจุดเด่นด้วยแปลงปลูกฝรั่งกิมจูผลสวยที่เผยโฉมอวดสู่สายตาผู้มาเยือนให้ได้ลิ้มลองรสชาติหวาน กรอบ และแวะเวียนกลับมาอุดหนุนกันอีกครั้ง คุณธีรยุทธ์ เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะเริ่มต้นอาชีพเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัวนั้น ตนเองได้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากคณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการจัด
ภายในสวนยางอ่อนก่อนเปิดกรีด สามารถปลูกพืชอื่นได้หลากหลายชนิดที่เรียกว่าพืชแซมยางและพืชร่วมยาง ซึ่งชาวสวนยางขนาดเล็กจะคุ้นเคยกับการปลูกข้าวไร่ พืชไร่ หรือพืชผักในสวนยางเพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือจำหน่ายเพื่อเสริมรายได้ในครอบครัว พืชแซมยางและพืชร่วมยางควรจะเป็นพืชที่ไม่รบกวนต่อการเจริญเติบโตของต้นยางหรือทำให้ผลผลิตของต้นยางลดลง โดยปลูกระหว่างแถวยางในขณะที่ต้นยางมีอายุไม่เกิน 3 ปี ส่วนพืชร่วมยางคือ พืชที่ปลูกระหว่างแถวยางโดยอาศัยร่มเงาของต้นยางเพื่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต สามารถปลูกได้ตั้งแต่ต้นยางมีอายุ 3 ปีขึ้นไป ดังในพื้นที่ภาคตะวันออกภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง นำแนวทางดังกล่าวมาปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรทฤษฎีใหม่ที่จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกยางพารา นำกล้วยป่ามาปลูกเป็นพืชแซม เช่น กรณีของแปลงส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ของ คุณละมัย สนวัตร์ เกษตรกร หมู่ที่ 6 ตำบลหนองไร่ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น้อมนำหลักการการทำเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยให้การส่งเสริมตามหลักเศรษฐกิจพ
“กล้วยน้ำว้า” เลี้ยงปลา ตัวโต เนื้อหวาน ขายได้ราคา คุณพะเยาว์ และ คุณประมวล รุ่งทอง สองสามีภรรยา อยู่ที่จังหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองเป็นเกษตรกรหัวไวใจสู้พร้อมที่จะเปิดรับความรู้ใหม่ๆ กล้าที่จะทดลองและรับแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร ปัจจุบันทั้งสองมีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าของสูตรใช้กล้วยน้ำว้าเลี้ยงปลา “สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงปลานั้นจะเป็นอาหารเม็ดทั่วๆ ไป โดยจะให้วันละ 3 เวลา (เช้า กลางวัน เย็น) บวกกับรำข้าวผสมกับกล้วยน้ำว้าสุกบด (เสริมเฉพาะปลานิล ส่วนปลากดหลวงจะหั่นเป็นชิ้นๆ ลักษณะกล้วยบวชชี) วันละ 1 เวลา ซึ่งเลือกในช่วงกลางวันเพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สะดวกที่สุดของผู้เพาะเลี้ยงที่จะมีเวลาเตรียมบดกล้วยในช่วงเช้า เช้า, กลางวัน, เย็น ตามความสะดวกของผู้เลี้ยง” คุณประมวล เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการนำกล้วยน้ำว้ามาเลี้ยงปลานั้น มาจากการเพาะเลี้ยงปลาในช่วงนั้น มีต้นทุนในการผลิตสูงในเรื่องของอาหาร ทำให้ไม่คุ้มต่อผลตอบแทนที่ได้มาในแต่ละครั้ง ทุกฟาร์มเกิดปัญหาเดียวกันหมด ทำให้ตนเองต้องหาหนทาง
อดีตพยาบาล ทดลอง ‘ปลูกลำไย’ ในป่าปูน พื้นที่บ้านภาคใต้ที่ล้อมไปด้วยบ้านจัดสรร แต่กลับให้ผลผลิตดี คนพื้นที่ชมอร่อย ยอดจองอื้อ ที่ สวนฝรั่งคุณย่าทองใบ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี มีพยาบาลวัยเกษียณ ทดลองปลูกลำไยในพื้นที่บ้าน ที่ล้อมรอบไปด้วยบ้านจัดสรร คล้ายลำไยในป่าปูน และให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ ขายได้กิโลกรัมละ 80 บาท มีลูกค้ามาซื้อถึงบ้าน สร้างรายได้วันไม่น้อยกว่า 2-3 พันบาท จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบ น.ส.จันทนา หงภัทรคีรี อายุ 63 ปี เจ้าของบ้าน เล่าว่า หลังจากเกษียณอาชีพพยาบาล ได้หันหน้าเข้าสู่เกษตรกรอย่างเต็มตัว ที่ผ่านมาครอบครัวปลูกพืชมาหลายชนิดแล้ว ตั้งแต่แก้วมังกร ชมพู่ ฝรั่ง จึงลองมาปลูกพืชใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยทดลองปลูก จากเดิมที่ครอบครัวปลูกฝรั่งไว้ในที่ 4 ไร่ แต่ด้วยประสบปัญหาแมลง จึงนำที่ดินส่วนหนึ่งมาทดลองปลูกลำไยสายพันธุ์พวงทอง ดูว่าจะให้ผลผลิตอย่างไร เนื่องจากไม่เคยปลูกมาก่อน อีกทั้ง จากที่ศึกษามาในภาคใต้ หรือ สุราษฎร์ธานี มีน้อยคนปลูกลำไยแล้วประสบความสำเร็จ รวมถึงพื้นที่บ้านตนล้อมรอบไปด้วยบ้านจัดสรร กลัวว่าจะไม่มีเนื้อลำไยและไม่ได้รับผลผลิต จึงทดลองปลูกดูก่อน 30 ต้น ปรากฏว่า ลำไย กล
ต้นเนยถั่ว หรือพีนัทบัตเตอร์ ที่หลายคนรู้จักกันเป็นผลไม้ที่เรียกว่ากำลังมาแรง ต้นเนยถั่วชื่อที่ได้มานี้ เพราะมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่คล้ายกับการกินเนยถั่ว เป็นต้นไม้ขนาดกลางที่คนไทยพึ่งนำเข้ามาปลูกไม่นานมานี้ สามารถปลูกเพื่อนกินผล หรือปลูกเพื่อเป็นไม้ล้อม ไม้ตกแต่งสวนก็ได้ เพราะต้นเนยถั่วเมื่อออกดอกจะมีดอกสีเหลืองที่สวยงามมาก ด้วยสภาพภูมิประเทศ และสภาพอากาศของบ้านเรา ทำให้การปลูกและการเจริญเติบโตของต้นเนยถั่วเป็นไปได้ด้วยดี ออกผลให้ได้เก็บเกี่ยวตลอดปี และตลาดของผลไม้ชนิดนี้ยังน้อย ทำให้โอกาสในการขายมีมากขึ้น ได้ราคาดีอีกด้วย ต้นเนยถั่ว ถือเป็นผลไม้แปลกน่าปลูก ที่มีรสชาติดี และเมล็ดยังสามารถกินได้อีกด้วย เนื่องจากต้นเนยถั่วเป็นไม้ขนาดกลาง ความสูง 2-4 เมตร ลักษณะแผ่กิ่งก้าน ใบเป็นรูปหอกสั้น และมีหนาม ขอบใบเป็นคลื่น ดอกจะออกเป็นช่อที่ซอกใบ และดอกกะเทยจะออกที่ก้านใบ ผลมีผิวบาง สีออกส้มแดง ความยาวผล 1 นิ้ว มีเมล็ดด้านใน 2 เมล็ด คุณณิชาภัส ทองพะวา เจ้าของสวนคุณเหมียว หมู่ที่ 4 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรเพาะพันธุ์ไม้แปลกหายาก จบการศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มห
นครราชสีมา ชาวสวนสีคิ้ว ตระเวนเช่าพื้นที่ว่างเปล่า ลงทุนปลูกดอกดาวเรืองตลาดต้องการสูง ออเดอร์เพียบ เตรียมจัดส่งเข้าเมืองกรุง ราคาดี-รายได้งาม ที่บ้านชุมชนคลองนอก หมู่ที่ 5 ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ชาวบ้านกำลังนั่งคัดแยกขนาดของดอกดาวเรืองที่เก็บมาจากสวน โดยดอกดาวเรืองที่เก็บมานั้นต้องนำมาผึ่งพร้อมกับนำพัดลมมาเป่าให้แห้ง เพื่อป้องกันเชื้อรา ก่อนที่จะนำมาคัดแยกตามขนาดและบรรจุถุงๆละ 5 กิโลกรัม เตรียมส่งให้กับลูกค้าที่มารับซื้อทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและกรุงเทพฯ ซึ่งดอกดาวเรืองนั้นกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทำให้ตอนนี้มียอดสั่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย นางเจนจิรา นิลวงศ์ อายุ 51 เกษตรกรที่ปลูกดาวเรือง บอกว่า ตนนั้นปลูกดาวเรืองทั้งหมด 3 ไร่ โดยที่ตนนั้นต้องตระเวนเช่าพื้นที่ปลูกดาวเรืองไปตามพื้นที่ต่างๆ ที่ชาวบ้านไม่ได้ใช้ เพื่อปลูกดาวเรืองเนื่องจากดาวเรืองนั้นไม่สามารถปลูกในพื้นที่เดียวกันซ้ำได้ตลอดเวลา เนื่องจากจะมีเชื้อโรค แต่ถ้าจะปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมนั้นต้องมีการจัดการดินที่ดีแต่ก็จะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ตนจึงเลือกที่จะตระเวนเช่าพื้นที่ของชาวบ้านเพื่อปลูกดาวเรือง สำหรับดอกดาวเรืองนั้นสา
“Yooang Farm (โยอังฟาร์ม)” ฟาร์มที่เกิดจากความสนใจในด้านการเกษตรของสองคู่รักนำมาสู่การทำสวนน้อยหน่าอิสราเอล ผลไม้ที่คุณโยได้เจอขณะทำงานที่ประเทศอิสราเอล และส่งต่อความรู้ที่มีจากการทดลองให้กับคนที่สนใจผ่านช่องทางออนไลน์อย่างไม่มีกั๊ก คุณโยชูวา อินมา หรือ คุณโย เจ้าของโยอังฟาร์ม มีจุดเด่นในการใช้สื่อออนไลน์ สำหรับแชร์ความรู้และประสบการณ์ ตั้งแต่การตัดแต่งกิ่งจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่หรือผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน รวมถึงลูกค้าของทางโยอังฟาร์มสามารถดูกระบวนการตั้งแต่เริ่มจนถึงได้ผลผลิต คุณโย เล่าว่า ก่อนหน้านี้เมื่อ 7-8 ปีที่แล้วได้มีโอกาสไปทำงานที่อิสราเอล และได้ไปทำสวนผลไม้ มีทั้งน้อยหน่า ส้ม และฝรั่ง ทำไปทำมาเริ่มรู้สึกสนใจ รวมถึงเริ่มชอบในการทำสวนผลไม้ หลังจากนั้นจึงวางแผนให้ทางบ้านที่ไทยทำสวนน้อยหน่า เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็หาข้อมูล รวมถึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อที่จะเอามาแบ่งปันให้กับผู้ที่สนใจ เหตุผลที่คุณโยเลือกน้อยหน่าอิสราเอลเพราะแปลก อีกอย่างคือบ้านเรายังไม่มีสายพันธุ์นี้ปลูกมากนัก คุณโยจึงเน้นการปลูกน้อยหน่าเพื่อนำมาขยายพันธุ์ในประเทศไทย จุดเด่นของน้อยหน่าอิส
เมื่อถึงหน้าร้อน ผลไม้มาแรงไม่แพ้แสงแดดเลยคือ มะยงชิด ทุเรียน แตงโม มะม่วง มังคุด รวมไปถึง “สละ” แต่ถ้าจะให้ดีต้องพันธุ์ “สุมาลี” เพราะด้วยรสชาติที่หวานกลมกล่อม กลิ่นหอมละมุน กินแล้วสดชื่น ดับกระหาย คลายร้อนได้อย่างแน่นอน คอนเฟิร์ม! ลุงเอี้ยง หรือ คุณเสนี พานทองชัย เกษตรกรวัย 66 ปี ผู้เป็นเจ้าของสวนพิศมัย ตั้งอยู่ที่ 44/36 หมู่ที่ 3 ตำบลชากไทย อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ที่เห็นช่องทางการหารายได้จากการปลูกสละ เพราะสวนทุเรียนกำลังโทรม จึงเริ่มที่จะนำสละไปปลูกแซม ลุงเอี้ยงเป็นเกษตรกรปลูกทุเรียนมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2536 พึ่งจะเริ่มปลูกสละพันธุ์สุมาลีได้เพียงแค่ 10 ปี โดยเริ่มจากปลูกแค่ 4 ต้นเท่านั้น ลงทุนต้นละ 5,000 บาท ภายหลังได้เพาะพันธุ์เอาเอง จนมีหลายร้อยกอ สร้างรายได้มากถึงปีละ 200,000 กว่าบาท สละพันธุ์สุมาลี ของลุงเอี้ยง จะมีรสชาติที่หวาน หอม อร่อย แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในช่วงนั้น หากเป็นช่วงฤดูร้อนก็จะมีรสชาติที่ดี หวานได้ใจ แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน รสชาติที่ได้จะมีความเปรี้ยว ไม่ดีเทียบเท่าช่วงฤดูร้อน ทำให้ช่วงเมษายน-พฤษภาคม ลูกค้าที่ติดใจในรสชาติจมาจองหรือมาเด็ดชิมถึงที่สวนเลยทีเด
