พืชทำเงิน
เห็ดแครง หรือ เห็ดตีนตุ๊กแก มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ภาคเหนือ เรียก เห็ดแก้น เห็ดตามด ภาคใต้ เรียก เห็ดยาง เพราะพื้นที่ทางภาคใต้นั้นสามารถพบเห็ดชนิดนี้ได้บนไม้ยางพารา ส่วนภาคกลางนั้นเรียกว่า เห็ดมะม่วง เนื่องจากขึ้นอยู่บนไม้มะม่วง เห็ดแครงเป็นเห็ดที่ขึ้นอยู่ได้ทั่วไปสามารถงอกได้ตลอดทั้งปีขึ้นอยู่กับวัสดุหลายชนิด เช่น ท่อนไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ใบหญ้า สามารถเก็บรวบรวมเห็ดชนิดนี้มาทานได้ ปัจจุบัน ผลผลิตจากเห็ดแครงสามารถเก็บรักษาผลผลิตได้นานขึ้น หากยังไม่ได้นำไปประกอบอาหาร อย่างเช่น นำมาทำการบรรจุผลิตภัณฑ์ให้เป็นแบบสุญญากาศ ทำให้เห็ดแครงสามารถมีอายุการเก็บรักษาได้ถึง 1 เดือน ซึ่งเห็ดแครงสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างชัดเจนในการกำหนดปริมาณสินค้าที่จะออกสู่ท้องตลาดแต่ละครั้ง จึงทำให้ไม่มีเรื่องของการล้นตลาดอย่างแน่นอน อาจารย์บรรลุ บุญรอด ผู้เชี่ยวชาญการเพาะเห็ดแครง ให้ข้อมูลว่า เห็ดแครงมีวิธีการเพาะเหมือนเห็ดทั่วไป เพียงแต่มีการปรับสูตรในการเพาะที่แตกต่างออกไป เมื่อทำก้อนเชื้อเห็ดเสร็จแล้วเห็นเชื้อเดินเต็มถุง ในระยะเวลาไม่กี่วันก็จะมีดอกเห็ดออกมาให้เห็น จนสามารถเก็บจำหน่ายได้ ซึ่งอายุการเก็บเกี่ย
คนไทยมักนิยมชมชอบการล้อมวงกินข้าว สำรับกับข้าวที่ผสมผสานปนเป ทั้งอาหารไทย อาหารจีน ลาว ฝรั่ง เป็นค่านิยมของคนบ้านเรา กินข้าวร่วมกันไป พูดคุย สรวลเสเฮฮาบ้าง ตลกขบขันบ้าง นินทาบุคคลที่สามบ้าง เพิ่มรสชาติให้อาหารมื้อนั้น ให้ถ่ายเทความอร่อยจากปลายลิ้นสู่ท้อง เข้าถึงก้นบึ้งกลางใจทุกคน และมีค่านิยมหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รับกันได้ทั่วไป คือกินข้าวต้องมีของเคียงกับข้าว หรือมีของแกล้ม ที่ชัดที่สุดคือ “ผัก” ซึ่งมีนับกว่าร้อยอย่าง และหนึ่งในนั้น ต้องรู้จักกันทั่วไป คือ “หอมแบ่ง” เรารู้จัก “หอมแบ่ง” กันมานาน ปลูกกิน ปลูกขาย ทั่วทุกภาคของไทยเรา แต่เราไม่ค่อยเรียกหอมแบ่ง ซึ่งเป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ เรานักบริโภคส่วนใหญ่เรียกกันว่า “ต้นหอม” เวลาไปตลาดเรามักจะถามแม่ค้าว่า ต้นหอมขายอย่างไร กำละกี่บาท ต้นหอมที่แม่ค้ามัดกำขาย เพราะเขาต้องเอาไปรวมกับ “ผักชี” เรียกกันรวมว่า “ต้นหอมผักชี” ก็ขอให้ทุกท่านได้เข้าใจตามนี้ก็แล้วกันว่า คือ “หอมแบ่ง” ที่กำลังจะพูดถึง อาจจะมีการเรียกสับสลับกัน เป็นหอมแบ่งบ้าง ต้นหอมบ้าง หรือบางทีว่า “ต้นหอมแบ่ง” เลยก็มี คงเข้าใจและอภัยกันได้ เพราะเขาจะเป็นแค่ผักแกล้ม ผักเคียง หรือผัก
“คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม” เป็นผู้จุดประกายความคิดให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกกฎกระทรวงเพื่อเพิ่มทรัพย์สินอื่นมาเป็นหลักประกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงเปิดเวทีประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม สหกรณ์สวนป่าภาคเอกชน กรมป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ สมาคมธนาคารไทยและธนาคารรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน SME Bank ปรากฏว่า ทุกหน่วยงานต่างสนับสนุนแนวคิดเรื่องการใช้ไม้มีค่าเป็นสินทรัพย์หลักประกันทางธุรกิจ เพราะนโยบายนี้สร้างผลดีต่อประเทศชาติ รวมทั้งภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้นำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูงมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ โดยการออกเป็นกฎกระทรวง ตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 เพื่อเปิดทางให้ใช้ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่าสามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ได้รับความสะดวกและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้นแล้ว นโยบายดังก
ในปัจจุบันการเพาะเห็ดสำหรับการค้าขายนั้นเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย โดยเห็ดสายพันธุ์ที่มักเพาะเลี้ยงในประเทศไทยคือ เห็ดนางฟ้า เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดนางรม เห็ดขอนขาว-ขอนดำ เห็ดบด เห็ดโคนญี่ปุ่น หรือเห็ดหูหนู เป็นต้น ซึ่งจะนิยมเพาะเลี้ยงเห็ดในถุงพลาสติก เนื่องจากสามารถใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จำพวกขี้เลื่อยและฟางข้าวมาประกอบการเพาะเลี้ยงเพื่อลดต้นทุนการบำรุงพันธุ์ และมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากและซับซ้อน แต่ก่อนที่จะเริ่มทำการเพาะเห็ดชนิดใดๆ เทคโนโลยีชาวบ้านชวนมาศึกษาโรคในเห็ด เพื่อให้การ เพาะเลี้ยงนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด และป้องกันการสูญเสียจากการบุกรุกของโรคต่างๆ โดยปัญหาที่พบนั้นมี ที่มาจากหลายสาเหตุ อาทิ ถุงพลาสติกในการเพาะเลี้ยง ศัตรูพืช และสาเหตุอื่นๆ เช่น การแปรปรวนของสภาพอากาศ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือสภาพภายในโรงเรือนมีความไม่เหมาะสม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นต้นตอในการเกิดโรคต่างๆ ในเห็ดได้ ซึ่งปัญหาที่อาจพบได้ในการกระบวนการเพาะเห็ดคือ การติดเชื้อรา โรคราสนิม โรคดอกหงิก และโรคเกิดที่จากเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อรา คือ การที่เชื้อราเข้ามาทำให้การเจริญเติบโตของ
คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง บ้านเลขที่ 42/2 หมู่ที่ 9 บ้านรักไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ 081-037-2734 อธิบายว่า หลังจากแตกใบอ่อนได้ราวๆ 10 วัน คือเมื่อใบลำไยเริ่มคลี่แผ่ออก ก็จะต้องเริ่มฉีดสะสมอาหารด้วยปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบ ปุ๋ยที่ใช้ก็จะใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 0-52-34 อัตรา 5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำตาลทางด่วน 1 ลิตร ผสมกับแมกนีเซียมเดี่ยว (Mg) อัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 1,000 ลิตร (บวกสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามสถานการณ์ไปได้พร้อมกันเลย) การฉีดสะสมอาหารจะฉีดพ่นด้วยสูตรนี้ทั้ง 3 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 10 วัน การสะสมอาหารให้ลำไย เมื่ออายุใบลำไยได้ 45 วัน ใบลำไยจะอยู่ในระยะเพสลาด เราจะต้องราดสาร “โพแทสเซียมคลอเรต” การราดสารจะใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 50 กิโลกรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร ซึ่งจะไม่ได้ใช้วิธีคำนวณว่าลำไยต้นนี้ทรงพุ่มกี่เมตร จะต้องใช้สารกี่กรัม เนื่องจากจำนวนต้นลำไยมีมาก จะทำให้การทำงานช้า ยุ่งยาก และอาจเกิดความผิดพลาดได้หากแรงงานไม่มีประสบการณ์ จึงใช้สารอัตราเดียว แต่การราดสารจะใช้วิธีการฉีดลงดินด้วยเครื่องฉีดพ่นยา วิธีการ จะฉีดพ่นในบริเวณรอบทรงพุ่มลำไย (ชายทรงพุ่ม) เดินฉีดเป็นวงกลม
ชื่อสามัญ : mulberry ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morus alba วงศ์ : Moraceae หม่อน เป็นพืชอาหารชนิดเดียวของตัวไหม คุณภาพและปริมาณของเส้นใยที่ได้จากไหม ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพอาหาร คือ ใบหม่อน เท่านั้นจึงนับได้ว่า ใบหม่อนคือหัวใจหลักของการผลิตเส้นใยไหมนั่นเอง ใบหม่อน จึงกล่าวได้อีกว่าเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่งของเส้นทางวัฒนธรรมสายไหมของเอเชีย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : หม่อน เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ลำต้นมีเปลือกสีเทาจุดน้ำตาล แตกกิ่งกระโดงง่ายมาก เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท ใบออกเรียงสลับกันบริเวณข้อ ผิวใบสากคายมือ ดอกเป็นกระจุกเล็กๆ สีขาวอมเหลือง ผลเป็นผลรวมประกอบด้วยรังไข่เล็กๆ หลายอัน รวมกันเป็น 1 ผล รสชาติอร่อยมาก อมหวาน อมเปรี้ยว เป็นผลไม้ประจำอีกชนิดหนึ่งสมัยที่ผู้เขียนยังเด็ก วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ อยู่ในแปลงหม่อนของวิทยาลัยเกษตรกรรมสุรินทร์ เล่นไปกินไป จนปากคอกลายเป็นสีม่วงกันถ้วนหน้าทุกคน พอเหนื่อยก็ไปนั่งพักดู ป้าบล คนงานของพ่อ สาวไหม ประจบขอดักแด้มาโรยเกลือป่นหม่ำกันอีก เป็นความทรงจำที่ติดตาไม่ลืมเลือน สรรพคุณ และการใช้ประโยชน์ : ในสมัยก่อนเรานิยมปลูกต้นหม่อนเพื่อนำใบมาใช้เลี้ยงไหมเท่า
เห็ดตับเต่า ได้พึ่งพาต้นโสนเป็นพืชอาศัยเพื่อทำให้เชื้อเห็ดเดินและเจริญเติบโตได้ดี เห็ดตับเต่าเป็นอาหารโปรตีนชั้นยอดที่มีผู้นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายในทุกภูมิภาคของไทย ปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านการศึกษาวิจัยเห็ดและผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงมีผู้สนใจได้นำผลงานมาต่อยอดด้วยการเพาะเห็ดตับเต่าขายในเชิงการค้า เห็ดตับเต่าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่จะผลิตสร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในแบบวิถีพอเพียง มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง เห็ดตับเต่า…พืชเศรษฐกิจในดงโสน ผลิตเพื่อการค้าด้วยวิถีพอเพียง มาบอกเล่าสู่กัน คุณวิภาดา สุภานันท์ เกษตรอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เล่าให้ฟังว่า ในช่วงฤดูฝนมักจะมีเห็ดตับเต่าและเห็ดอีกหลายชนิดเจริญเติบโตในป่าธรรมชาติ และเห็ดตับเต่าเป็นชนิดหนึ่งที่มีผู้นิยมบริโภคกันแพร่หลายในทั่วทุกภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะหมู่คนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เห็ดตับเต่ามีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงตับ บำรุงปอด บำรุงกำลัง หรือดับพิษร้อนภายในร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยบำบัดอาการปวดข้อ ปวดเส้นเอ็น หรือปวดหลัง เห็ดตับเต่า มีชื่อเรียกต่างกัน ภาคเหนือ เรียกว่า เห็ดห้า
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณสงวน มงคลศรีพันเลิศ อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 7 บ้านเขากลม ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ 81000 เดิมประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเคมีภัณฑ์แห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี มีรายได้เดือนละ 28,000 บาท แต่ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บ ทำให้คิดถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสอนให้คิดเรื่องกินก่อนคิดเรื่องเงิน เนื่องจากเป็นพนักงานบริษัทเคมีภัณฑ์ ทำให้เห็นข้อดีและข้อเสียของเคมีภัณฑ์ จึงหันมาทดลองทำการเกษตรโดยไม่พึ่งพาสารเคมี จากนั้นจึงตัดสินใจกลับมาเริ่มต้นชีวิตการทำการเกษตรที่บ้านเกิดของภรรยาในจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีพื้นที่ 8 ไร่ และศึกษาเรียนรู้เอง โดยได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักในการใช้ชีวิต จนในที่สุดประสบผลสำเร็จ หลังจากที่ตัดสินใจกลับมาทำการเกษตรแบบไม่พึ่งพาสารเคมี ก็ได้สร้างโรงปุ๋ยประกอบกับพื้นที่เป็นสวนปาล์ม ทางปาล์มมีเยอะจึงสามารถใช้เป็นอาหารของโค โดยใช้ทางปาล์มซึ่งชาวสวนต้องตัดทิ้งอยู่แล้ว นำมาเข้าเครื่องบดเป็นอาหารให้โค เมื่อโคถ่ายออกมา นำมูลโคมาหมักในบ่อก๊าซชีวภาพ ลดค่าใช
ในปีนี้ ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยในวงกว้าง สร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรหลายจังหวัด ขณะนี้หลายพื้นที่น้ำท่วมลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ สามารถเริ่มต้นเพาะปลูกพืชได้อีกครั้ง กรมส่งเสริมการเกษตรมีคำแนะนำสำหรับการปลูกผักหลังจากน้ำลด รวมทั้งวิธีปรับปรุงดินอย่างไรให้ผักที่ปลูกปลอดโรค นอกจากนี้ ชนิดของผักที่จะปลูกหลังจากน้ำลด ควรเป็นผักที่มีอายุสั้น เก็บผลผลิตได้เร็ว และตลาดนิยมบริโภค และพันธุ์พืชที่ใช้ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ควรเป็นพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี การเตรียมดิน ระยะแรกที่ดินยังเปียกอยู่ ไม่ควรให้คน สัตว์เลี้ยง และเครื่องจักร เข้าไปในพื้นที่ จะทำให้โครงสร้างของดินจับตัวกันแน่น ทำให้ยากต่อการปรับปรุงดิน กรณีที่มีน้ำขังควรหาทางระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ให้ขุดดินและตากดินไว้ 2-3 วัน และควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่าคลุกเคล้าดินเพื่อให้ดินมีคุณสมบัติทางกายภาพในการปลูกพืชดีขึ้น หรือใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์ช่วยปรับปรุงดินด้วย เพื่อป้องกันปัญหาโรครากเน่า วิธีการปลูกผัก หากสภาพพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่หรือสภาพดินยังแฉะมาก ควรใช้วิธีการปลูกด้วยต้นกล้า จะทำให้ผักเจริญเติบ
คุณธนน อินต๊ะป้อ เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้ามีประสบการณ์ประกอบธุรกิจทำน้ำหมักชีวภาพจำหน่ายที่กรุงเทพฯ หลังจากน้าสาวหุ้นส่วนใหญ่ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง เขาเดินทางกลับพะเยา ลงหลักปักฐานทำเกษตรอินทรีย์ สร้างธุรกิจด้วยความแตกต่าง สร้างแบรนด์สินค้าให้หน่อไม้ กระทั่งหน่อไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง ภายใต้แบรนด์ “ธนน” ต่อยอดเป็นธุรกิจร้านอาหาร “กระทรวงการย่าง” มีเมนูหน่อไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งเป็นเมนูดึงดูดลูกค้า (Signature) มีพืชผักอินทรีย์อันมีตรารับรองมาตรฐาน เป็นเมนูประกอบสร้างความรื่นรมย์ให้กับการรับประทาน ปักหลักธุรกิจ ด้วยพันธุ์ไผ่บง สมัยก่อนนั้น ธนน ทำงานอยู่กับน้าสาว ชื่อ ปรัชญาณีย์ โลหะสวัสดิ์ ที่กรุงเทพฯ พวกเขาทำน้ำหมักชีวภาพแบรนด์ “นวกุล” หลังจากนั้นเธอล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งตับ ธนน จึงหันเหชีวิตกลับคืนสู่บ้านเกิดที่อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา มีน้ำหมักชีวภาพเป็นต้นทุนทำการเกษตรจำนวนหนึ่ง คุณธนน เล่าว่า มีที่ดินจำนวน 5 ไร่ ให้คนเช่าทำไร่ข้าวโพด ธนนเริ่มวางแผนทำการเกษตรโดยศึกษาจาก Youtube เริ่มปลูกต้นมะพร้าวจำนวนกว่า 100 ต้น แต่ก็ประสบภัยแล้งจนต้นมะพร้าวที่ปลูกไว้ทั้งหมดตายเรียบ จึงหันมาศึกษาเรื่องเกษตรอินท
