พืชทำเงิน
เอ่ยถึงผลไม้พื้นบ้านเมื่อไร มักจะอยู่ในความสนใจของเพื่อนพ้องพี่น้องคนบ้านเรา ทั้งบ้านฉันบ้านเอง มักคิดถึงสีสันและรสชาติที่บาดใจ แม้ว่าผลไม้บางอย่างได้หายไปจากบ้านเรา แต่ภาพจำยังลอยวนเวียนมิได้ลืมเลือน ผลไม้บางอย่างที่เย้ายวน ชวนให้เสาะหามาปลูกไว้ เพื่อให้ภาพเก่าก่อนย้อนกลับมาสู่อ้อมฝัน ดังเช่นผลไม้ชนิดนี้ ที่ยังพอจะเสาะหามาได้บ้าง เขาคือ “มะหลอด” ผลไม้พื้นบ้านดั้งเดิมของไทย มะหลอด มีหลายคนเห็นรูปแล้ว นึกว่าเป็นผลไม้ต่างถิ่น ผลไม้นำเข้า หรืออาจจะไม่คุ้นตา จะว่าเชอร์รี่ ก็ไม่ใช่ จะว่ามะเขือเทศราชินี ก็ไม่ใช่อีก ที่จริงแล้ว มะหลอดเป็นผลไม้ไทยเราเอง ผลไม้ป่าเขตร้อนแบบเอเชีย แพร่กระจายอยู่ทั่วทวีปเอเชีย ไทย ลาว เขมร เวียดนาม เมียนมา มาเลเซีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ แพร่ไปถึงยุโรป อเมริกา เป็นผลไม้ที่ปรับตัวกับท้องถิ่นต่างๆ ได้ดีมาก ทนร้อน ทนแล้ง ทนฝน ทนหนาว เชื่อได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีสมรรถนะ ในการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีมาก มะหลอดเป็นไม้ยืนต้นที่มีลำต้นเหนียวมาก ทอดเลื้อยไปตามรั้ว ตามนั่งร้าน ตามต้นไม้ใหญ่ ขึ้นซุ้มนั่งเล่น เรียกว่าเป็นไม้เถาก็ว่าได้ ดังที่บอกมาข้างต้นว่า มะห
หนังสือและแนวคิด “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว The One Straw Revolution” เป็นแนวคิดอันโด่งดังของชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ มาซาโนบุ ฟูกุโอกะ ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าว ได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่นเมื่อปี 2518 แปลเป็นภาษาอังกฤษปี 2519 และได้รับการแปลและเผยแพร่เป็นภาษาไทยเมื่อปี 2530 แนวคิดดังกล่าว มีหัวใจอยู่ 4 ข้อ คือ ไม่ไถพรวนดิน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยหมัก ไม่กำจัดวัชพืช ไม่ว่าโดยการถางหรือใช้ยาปราบ ไม่ใช้สารเคมี ช่วงปี 2530-2540 แนวคิดดังกล่าวส่งผลต่อแรงบันดาลใจของเกษตรกรชาวไทย ในเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างมาก รวมไปถึงหนุ่มพนักงานออฟฟิศ คนนี้ด้วย คุณวรวิทย์ ไชยทิพย์ หรือ คุณเม้ง ในวัย 44 ปี คุณเม้งจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรี จากภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2537 เริ่มต้นทำงานที่สำนักพิมพ์มติชน ในส่วนกองบรรณาธิการ หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นคนทำหนังสือนั่นเอง ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องใดๆ กับเกษตรกลวิธานที่ร่ำเรียนมา หากแต่การสัมภาษณ์ พูดคุย ทัศนคติ การมองโลก ถูกอกถูกใจบรรณาธิการในสมัยนั้น นั่นคือ คุณสรกล อดุลยานนท์ หรือ หนุ่มเมืองจันท์ จึงได้ร่วมงานกัน คุณเม้งทำงานใน
ทุกครั้งที่มีวิกฤตน้ำท่วม จังหวัดนนทบุรีจะเป็นพื้นที่รองรับน้ำและเกิดน้ำท่วมขังอยู่นานนับเป็นเดือน ๆ ทำให้ต้นไม้ในสวนยืนต้นตาย ขณะเดียวกันตะกอนที่พัดพามากับน้ำใช่ว่าจะมีแต่แร่ธาตุชั้นดีเท่านั้น ยังพัดพากลุ่มสารเคมีต่าง ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม มาสุมกองทำให้ดินเมืองนนท์ที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ดินดีกลับแปรสภาพไป คุณป้าศรียงค์ วิมลสรกิจ เจ้าของ “สวนส้มโอแม่ศรียงค์” เผยให้ฟังถึงการทำสวนในจังหวัดนนทบุรีว่า เริ่มมาซื้อสวนที่นี่เมื่อประมาณปี 2531 ซึ่งเป็นสวนทุเรียนเก่าที่ปลูกมาแล้วประมาณ 30 ปีขึ้นไป เป็นทุเรียนพันธุ์เดิม ๆ ที่เมืองนนท์มีอยู่ ต่อมาเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2538 ทำให้ต้นทุเรียนตายยกสวน พอปี 2539 ก็มากู้สวนใหม่ คราวนี้ก็มานั่งคิดว่าจะปลูกอะไรดี ตอนแรกก็คิดว่าจะลงทุเรียนเป็นพืชหลักเหมือนเดิม แต่เพื่อนบ้านหลายคนก็ให้คำแนะนำมาว่า ทุเรียนปลูกและดูแลยาก อีกทั้งใช้เวลานานถึง 6 ปีกว่าจะให้ผลผลิต หากเกิดน้ำท่วมอีกครั้งในช่วงที่ทุเรียนกำลังเริ่มให้ผลผลิตก็เท่ากับว่า 6 ปีที่ผ่านมานั้นศูนย์เปล่า ในตอนนั้นเองก็ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำสวนเลย เพราะทำงานออฟฟิศอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อคนที่มีประสบการ
เมล่อน เป็นไม้ผลที่มีจุดเด่นด้านรสหวาน มีกลิ่นหอม เหมาะกับการทานสดหรือแปรรูป นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญนิยมปลูกเชิงพาณิชย์ เนื่องจากมีราคาสูงและมีความต้องการต่อเนื่อง การปลูกเมล่อนอินทรีย์แม้จะมีความยุ่งยากในกระบวนการ รวมถึงใช้เวลานาน แต่ผู้ประกอบอาชีพที่เลือกแนวทางนี้ก็ไม่ท้อและอดทนเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ที่สำคัญคือมีราคาสูงคุ้มค่ากับการลงทุน “DRAGON LION FARM” ตั้งอยู่เลขที่ 123/1 หมู่ที่ 4 บ้านท่าผาปุ้ม ตำบลท่าผาปุ้ม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นฟาร์มเมล่อนที่ปลูกแบบอินทรีย์การันตีความปลอดภัยด้วยระบบโรงเรือนน้ำหยด มาตรฐาน GAP นำเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านมือถือมาใช้ควบคุมการปลูกเพื่อให้เมล่อนทุกผลมีคุณภาพมาตรฐาน และความปลอดภัยเมื่อส่งถึงมือลูกค้า โดยมี คุณวันวิสาข์ ฟูใจ หรือ คุณเหมียว เป็นเจ้าของและผู้ดูแลบริหารฟาร์ม คุณเหมียวเรียนจบด้านการโรงแรม ไม่มีความรู้หรือพื้นฐานการทำเกษตรกรรมแต่อย่างใด เนื่องจากลูกชอบทานผลไม้ โดยเฉพาะเมล่อน แต่หาอร่อยและถูกใจได้น้อย จึงลงมือและลงทุนเรียนรู้การปลูกด้วยตนเองด้วยการปลูกเมล่อนเป็นแบบโรงเรือน ขนาด 5 คูณ 20 เมตร จำนวน 3 โรง เมื่อ
สาหร่ายผักกาดทะเล อาหารแห่งอนาคต แหล่งโปรตีน คุณค่าทางอาหารสูง สามารถขยายพันธุ์สู่การเพาะเลี้ยง ลงทุนน้อย ให้ผลผลิตไว ดูแลง่าย นับเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าได้ สำหรับสาหร่ายผักกาดทะเล หรือ Sea Lettuce นั้นเป็นสาหร่ายที่มีศักยภาพด้านโภชนาการสูงเพราะมีโปรตีนถึง 25-30 กรัม และใยอาหาร 9.79 เปอร์เซ็นต์ มีไขมันและพลังงานที่ต่ำ อุดมด้วยเกลือแร่ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ มีกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และ โอเมก้า 9 โดยเฉพาะ EPA และ DHA ซึ่งสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ ทั้ง ต้ม ผัด แกง ทอด และยำ โดยเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ ที่ปัจจุบันมีผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเตรียมบ่อ บ่อที่ใช้เลี้ยงสาหร่ายมี 2 รูปแบบ ได้แก่ บ่อปูนและบ่อผ้าใบ ล้างขัดฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน แช่ทิ้งไว้ 1 คืน ล้างด้วยน้ำสะอาด ตากบ่อให้แห้ง การเตรียมน้ำ ใช้น้ำทะเลความเค็ม 25-30 ส่วนในพันส่วน ที่สูบจากทะเลหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ นำมาพักให้ตกตะกอน หลังจากนั้นสูบน้ำส่วนใสผ่านถุงกรองสักหลาดความละเอียด 10 ไมครอน นำน้ำเข้าบ่อเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลต่อไป ปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสมในการเลี้ยงสาหร่าย
ผลไม้ที่ชื่อว่าสับปะรด ที่ทุกคนร้องอ๋อ เป็นผลไม้พื้นบ้านของบ้านเราก็ว่าได้ ปลูกสับปะรดก็มักจะได้ยินว่าสับปะรดล้นตลาด ราคาถูก เกษตรกรส่วนใหญ่มักจะมองข้าม แต่ถ้าเรียกว่าสับปะรดแตงโมยักษ์ ต้องหยุดฟังสักหน่อยว่าคงเป็นของแปลก แต่ก็แปลกจริงๆ ไม่ใช่แปลกแค่ชื่อต่อท้าย ยังแปลกเรื่องรสชาติที่ความฉ่ำหวานคล้ายกัดกินแตงโม สับปะรดแตงโมมีสายพันธุ์นำเข้ามาจากไต้หวันราคาก็ลูกละร้อยกว่าบาท สับปะรดแตงโมยักษ์เป็นสับปะรดสายพันธุ์ใหม่ ลูกใหญ่ ที่ผสมผสานหลากหลายสายพันธุ์จากไต้หวันและข้อพิเศษอีกอย่างการที่นำมาปลูกกับดินในเขตร้อนเมืองไทย ทำให้สายพันธุ์นี้โดดเด่น ลูกใหญ่ 1.5-3 กิโลกรัม และมีจุดเด่นเรื่องรสชาติ ผลใหญ่ เปลือกบาง ไม่กัดลิ้น หวานฉ่ำ เนื้อละเอียดเหมือนกินแตงโม จึงเรียกว่าสับปะรดแตงโม หรือสับปะรดสวนโม ที่เป็นคำที่ติดตลาดว่าสับปะรดแตงโมยักษ์สวนโม ในวงการตลาดสับปะรดเป็นที่รู้จักกันว่าอย่างนี้ คำว่าสับปะรดแตงโมมาจาก คุณกาญจนา หงส์ ที่เป็นเจ้าของสวนเอง และเป็นผู้นำเข้าสายพันธุ์นี้ คุณกาญจนา บอกว่า ตนเองเป็นผู้ตั้งชื่อและนำเข้าสายพันธุ์มาจากไต้หวัน แต่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน เพราะเพิ่งปลูกได้เพียง 3 ปีเท่านั
คุณสุพจน์ โคมณี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ 60120 โทรศัพท์ 081-041-0911 เจ้าตัวสืบทอดการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวจากบิดา มารดา คือปลูกข้าวและทำไร่ข้าวโพดโดยใช้หลักพึ่งพาธรรมชาติ แต่ด้วยฤดูกาลที่ไม่แน่นอน บางปีน้ำหลาก บางปีน้ำแล้ง การเพาะปลูกจึงไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมการทำเกษตรผสมผสานของจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อเรียนรู้แล้วคุณสุพจน์ได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการทำการเกษตรกรรมจากที่เน้นเรื่องปริมาณผลผลิตเพื่อการค้าขายมาเป็นแบบพึ่งตนเองเพื่อบริโภคในครัวเรือน จากนั้นในปี พ.ศ. 2539 ได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก และริเริ่มทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ ซื้อที่ดินเพิ่มอีก 20 ไร่ แบ่งสัดสัดพื้นที่เป็น 30-30-30-10 หรือนาข้าว 6 ไร่ น้ำ 6 ไร่ ไม้ผล 6 ไร่ ที่อยู่อาศัย พืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ 2 ไร่ ตั้งแต่นั้นมาชีวิตครอบครัวเริ่มดีขึ้น มีผลผลิตเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน ส่วนที่เหลือสามารถนำไปจำหน่ายได้จนสามารถใช้หนี้สินที่กู้ยืมมาหมดภายใน 4 ปี เป็ดที่เลี้ยง
เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่อีกคนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล และถือว่าประสบความสำเร็จในอาชีพเพียงระยะเวลาไม่กี่ปี คุณกิตตินันท์ นุ้ยเด็น บัณฑิตจากคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งตั้งแต่เรียนจบมาเมื่อปี 2549 ยึดอาชีพเกษตรกรรมมาโดยตลอด เริ่มเมื่อปี 2549 จนถึงปัจจุบัน มีแปลงเกษตรทั้งหมด 60 ไร่ ปลูกพืชหลายชนิด แต่ที่ทำเป็นหลักคือ มะละกอฮอลแลนด์ มะละกอแขกดำ กล้วยไข่ และกล้วยหอมทอง หนุ่มรายนี้ เป็นเกษตรกรคนรุ่นใหม่ในโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเป็นเจ้าของไร่ “อ.การเกษตร.” อยู่ที่ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ซึ่งเริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากสวนยางพาราที่มีอายุกว่า 30 ปี มาปลูกปาล์มน้ำมัน และพืชผักผลไม้แทน เพราะมองว่าทำเงินได้ดีกว่า อีกส่วนหนึ่งมาจากสาเหตุราคายางตกต่ำ มีรายได้ทุกวัน วันนี้เขามีรายได้เฉลี่ย เดือนละ 30,000-50,000 บาท โดยไม่ต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือน มีความสุขอยู่กับเรือกสวน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ และใช้เวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ตและแหล่งต่างๆ พร้อมทั้งสอบถามผู้รู้ คุณกิตตินันท์ เล่าว่า ในพื้นที่ 60 ไร่ แบ่งเป็น 2 แปลง แปลงแรกอยู
“อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกและเก็บเกี่ยวได้ปีละครั้ง เพื่อให้การปลูกอ้อยในแต่ละรอบได้ผลผลิตสูงสุด และมีต้นทุนต่ำ ล้วนแต่ต้องการเอาใจใส่และดูแลอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน เพาะปลูกได้ทันช่วงฤดู มีการดูแลรักษาจนถึงการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสมตามหลักวิชาการ ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง “คุณปัญญา เรืองศรี” เป็นหนึ่งในชาวไร่อ้อยต้นแบบ ที่สืบสานอาชีพการทำไร่อ้อยจากรุ่นพ่อแม่จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 37 ปี ไร่อ้อยของคุณปัญญา เนื้อที่ 142 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยตอ สายพันธุ์ขอนแก่น 3 ได้ผลผลิตกว่า 10 ตันต่อไร่ ที่เหลืออีก 50 กว่าไร่เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยใหม่ เช่น อ้อยพันธุ์108 และ อ้อยพันธุ์ภูเขียว ได้ผลผลิตประมาณ 20 ตันต่อไร่ คุณปัญญาเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่ใช้ความรู้เดิม ผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เครื่องปลูกอ้อย การใช้โดรนการเกษตรฉีดพ่นปุ๋ยและยากำจัดวัชพืช รถตัดอ้อย และเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเผาอ้อย หันมาตัดอ้อยสดในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยว สามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานแล้ว ยังช่วยลดต้นทุน
GeoAg หรือ จีโอแอ็ค เป็นแอปพลิชันที่วิเคราะห์ข้อมูลระบบภูมิสารสนเทศ และจัดเก็บข้อมูลเชิงแผนที่ด้วยใช้เทคโนโลยี GIS ที่ถูกพัฒนาและให้บริการโดยบริษัท Esri Thailand ผู้เชี่ยวชาญด้าน Location Intelligence จุดเด่นของแอปพลิเคชัน GeoAg คือ การวิเคราะห์และคาดการณ์เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นผ่านการประมวลผลข้อมูลเชิงพื้นที่ ซึ่งสามารถแสดงผลได้ตั้งแต่ผลผลิตไปจนถึงการคาดเดาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางแผนการจัดการผลผลิตได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ GeoAg ยังเสริมการทำงานของซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่เปิดให้บริการโดย Esri Thailand อีกด้วย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านชวนมาดูความสามารถของ GeoAg ที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือให้ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรมีประสิทธิภาพและความแม่นยำมากยิ่งขึ้น GeoAg เป็นการบูรณาการระหว่างข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ออกมาเป็นข้อมูลที่สามารถคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวนี้เองที่จะเข้ามาทำให้ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรนั้นมีความแม่นยำในการคาดเดาการผลิตและการ
