พืชทำเงิน
ผักไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) กับประโยชน์ทางโภชนาการ Hydroponics เป็นการผสมคำภาษากรีก 2 คำ คือ Hydro แปลว่า “น้ำ” Ponos แปลว่า “งาน” เมื่อนำความหมายรวมกันมาใช้กับการปลูกพืช จึงหมายถึง การปลูกพืชลงบนธาตุอาหารพืช โดยให้รากพืชสัมผัสกับสารละลายโดยตรง นั้นหมายความว่า เป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน นอกจากนี้ การผลิตพืชผักบนดินก็ยังได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง พายุ และความเสื่อมของดินที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีมากจนเกินไป ทำให้การปลูกพืชผัก แบบ Hydroponics เป็นเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว จุดเด่นของการปลูกผักในระบบ Hydroponics มีดังนี้ คือผักมีความอุดมสมบูรณ์สูง โตเร็ว เพราะได้รับสารอาหารอย่างสมดุล ผักสะอาดปราศจากยาฆ่าแมลงและเชื้อโรค สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ กำหนดหรือวางแผนการผลิตได้ต่อเนื่อง ปัจจุบัน ผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์ได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะผักปลอดสารพิษ ซึ่งทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอตลอดทั้งปี ผักเหล่านี้มีคุณค่าทางอาหารสูงและมีความปลอดภัยสูง เนื่องด้วยผักอุดมไปด้วยวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ซึ่งให้ไข
“น้ำ” เป็นปัญหาปวดหัวตลอดกาลของชาวนา ราคาข้าวที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ใครๆ ก็อยากทำนาปรังในฤดูแล้งนี้ แต่น้ำชลประทานที่มีจำกัดไม่พอแบ่งปันให้ทั่วถึง พอถึงนาปีชาวนาส่วนใหญ่ที่ทำนาน้ำฝน (พื้นที่ 3 ใน 4 ของพื้นที่นาทั้งประเทศ) ก็มักจะประสบปัญหาขาดน้ำเมื่อฝนทิ้งช่วง การปลูกข้าวโดยไม่ขังน้ำ (ฝรั่งเรียกว่า ข้าวแอโรบิก ไทยขอเรียกว่า ข้าวไร่ทันสมัย หรือข้าวไร่ไฮเทค) น่าจะเป็นทางออกได้ทางหนึ่ง สำหรับชาวนาที่มีปัญหาเรื่องน้ำ และจะช่วยให้ประเทศไทยผลิตข้าวได้มากขึ้นจากน้ำที่มีอยู่จำกัด โดยการใช้น้ำน้อยลง สำหรับการผลิตข้าวแต่ละไร่และแต่ละกิโลกรัม ข้าวไร่ไม่ใช่ของใหม่สำหรับคนไทย การทำไร่โดยการถางและเผา ปลูกข้าวไร่ ปลูกถั่ว และปลูกงา พริก มะเขือ ฟัก แฟง ไปด้วย ฯลฯ เป็นระบบการเพาะปลูกเพื่อยังชีพที่สำคัญระบบหนึ่งในอดีต แต่ได้ลดความสำคัญลงเมื่อมีการปลูกพืชไร่เชิงการค้า เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อย เพิ่มมากขึ้น มาถึงในปัจจุบันการปลูกข้าวไร่ด้วยระบบดั้งเดิมนี้ ยังพอมีเหลืออยู่ในที่สูง และที่ยังให้ผลผลิตดีต้องการระยะเวลาหมุนเวียนอย่างน้อยถึง 7 ปี แต่การปลูกข้าวไร่ทันสมัยที่กล่าวถึงนี้ มีความแต
ต้นทองหลาง เป็นไม้ยืนต้นตระกูลถั่วที่ชาวสวนนนทบุรีนิยมปลูกไว้ในสวนทุเรียน โดยจะปลูกไว้ริมคันสวน เพื่อยึดดินและใช้เป็นปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยอย่างดี เพราะอุดมไปด้วยธาตุอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ดิน ต้นทองหลางจึงเหมาะเป็นพืชที่บำรุงดินเพราะสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาเป็นปุ๋ย และรักษาระบบนิเวศสวนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งรากของต้นทองหลางยังมีความพิเศษที่สามารถดูดเก็บเอาน้ำในดินเลี้ยงลำต้นได้มากกว่าไม้ทุกชนิด ถ้าหากปลูกต้นทองหลาง ทองหลางเป็นพืชตระกูลถั่ว ถือว่าเป็นถั่วขนาดยักษ์ พบไม่น้อยกว่า 2 ลักษณะ ขอแนะนำทองหลางลักษณะแรกก่อน คือ “ทองหลางด่าง” ชื่ออื่นๆ ที่เรียกกันคือ ทองบ้าน, ทองเผือก, ทองหลางลาย เป็นไม้ขนาดกลางถึงใหญ่ มีความสูงประมาณ 18 เมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมโค้ง คม ปลายหนามเป็นสีม่วงคล้ำ ผิวเปลือกลำต้นบาง สีเทาหรือสีเหลืองอ่อนๆ ใบ ออกเป็นช่อ มีประมาณ 3 ใบ ใบรูปมน ปลายใบแหลมยาวคล้ายใบโพธิ์ ใบที่อยู่ยอดมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยคู่ล่าง ขนาดของใบกว้าง 2-4 นิ้ว ยาว 2-5 นิ้ว หลังใบเป็นสีด่างเหลืองๆ เขียวๆ ดอก ออกเป็นช่อติดกันเป็นกลุ่ม สีแดงสด ออกตามบริเวณข้อต้นหรือโคนก้านใบ ช่อหนึ่งยาว
ย้อนไปในยุคเก่าก่อน ช่วงที่ตระเวนสอบเรียนต่อ และหางานทำ เดือนมีนาคม-เมษายน การเดินทางส่วนใหญ่มักได้นั่งรถแดง หมายถึงรถบัสสีแดง สีส้ม ไม่มีแอร์ อากาศร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลไคลย้อย ดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่มจักเต็ม แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผ่านอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม นอกจากข้าวเหนียวและไก่ย่าง ที่แม่ค้ามานำเสนอให้ซื้อริมหน้าต่างรถแล้ว ยังมีมันแกว ลองซื้อชิม ปรากฏว่า อิ่มท้อง แถมความหิวกระหายเบาบางลง เวลาผ่านไป พบว่า มันแกวบรบือยังมีขายอยู่ แต่เขานำมาขายตามแผง ริมถนนบ้านไผ่-บรบือ มีบางส่วนที่นำมาขายริมถนนขอนแก่น-นครราชสีมา ไม่ได้มีการบันทึกไว้ว่าใครคือคนแรกที่นำมันแกวเข้าไปปลูกในเขตบรบือ แต่คนเฒ่าคนแก่ ตำบลหนองสิม อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม บอกว่า มีการปลูกมันแกวมานานกว่า 40 ปีแล้ว เดิมทีเขาปลูกอยู่รอยต่อระหว่างอำเภอกุดรังกับอำเภอบรบือ แต่ทุกวันนี้ บรบือปลูกมากที่สุด รวมแล้วราว 2,500 ไร่ วิธีการปลูกมันแกวของชาวบ้านที่นี่ คล้ายกับการปลูกผัก คือยกร่อง แล้วนำเมล็ดมันแกว ปักหรือเหน็บลงไปที่ดิน ระหว่างแถว 15 เซนติเมตร ระหว่างต้น 5 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 14 กิโลกรัม ราคากิโลกรัม
ปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่มีพื้นที่การเกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน ไม่มีไฟฟ้าที่จะเอื้ออำนวยต่อการสูบน้ำในการเพาะปลูกพืช จึงมักทำการเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน และบ่อยครั้งต้องประสบปัญหาพืชขาดน้ำ และบางรายเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า เพราะไม่สามารถจัดหาน้ำมาใช้เพาะปลูกพืชได้ แต่มีเกษตรกรรายหนึ่งที่ใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายให้เป็นเครื่องสูบน้ำปลูกพืชผัก ทำรายได้ในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น คุณวิไล นาลา อยู่บ้านเลขที่ 356 หมู่ที่ 9 บ้านนาดี ตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น คุณวิไล-คุณพรรณี นาลา สองสามีภรรยา ให้ข้อมูลว่า มีอาชีพทำนา ในฤดูฝนทำนาปี ส่วนฤดูแล้งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็ปลูกพืชผักอายุสั้นหลายชนิด เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว แตงร้าน แตงกวา แตงไทย แตงโม ถั่วฝักยาว เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็ย้ายไปปลูกแปลงใหม่ต่อไปเรื่อย เป็นการนำปุ๋ยไปใส่นาอีกทางหนึ่งด้วย สามารถทำรายได้ให้แก่ครอบครัว วันละ 200-300 บาท โดยสูบน้ำจากสระน้ำที่ขุดไว้ จำนวน 2 บ่อ แต่เนื่องจากที่นาของตนเองไม่มีระบบชลประทาน ไม่มีไฟฟ้า แต่จำเป็นต้องใช้น้ำ จึงคิดหาวิธีทุ่นแรงในการรดน้ำแทนการ
ชื่อภาษาอังกฤษ : Sapodilla ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acharas zapota วงศ์ : SAPOTACEAE “อารมณ์เสีย อย่าปล่อยให้เสีย ต้องเคี้ยวชิกเคล็ท” ยังพอจำสโลแกนนี้ได้ไหมครับ ใครจำได้บ้างเอ่ย จำได้แสดงว่าต้องเป็นวัยรุ่นตอนปลายยุค ’70 แน่ๆ ทราบไหมครับว่า หมากฝรั่ง นั้นทำมาจากอะไร นี่เลย ยางละมุดนี่แหละเป็นส่วนประกอบสำคัญของหมากฝรั่งที่พวกเราชอบเคี้ยวเล่นกันนั่นเอง ละมุด เดิมเป็นไม้แถบอเมริกากลาง เม็กซิโก และหมู่เกาะอินเดียตะวันตก และคงจะมีการนำเข้ามาปลูกในบ้านเรานานกว่าร้อยปีแล้ว แต่ในไทยเราก็ยังมีละมุดพันธุ์พื้นเมืองอยู่แล้ว เป็นพันธุ์ชนิดผลเล็ก เรียกว่า ละมุดสีดา ส่วนละมุดฝรั่งนั้นผลใหญ่กว่ามาก ผลกลมรี แล้วแต่ชนิดของพันธุ์ เท่าที่ทราบ มีไม่น้อยกว่า 6 พันธุ์ สาลี่ มะฝ่อ กระสวย ไข่ห่าน ฝาชี และพันธุ์มะกอก แต่ที่นิยมปลูกกัน มีเพียง 2 พันธุ์ คือ มะกอก กับไข่ห่าน พันธุ์มะกอก ชื่อก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า ผลเล็ก รูปร่างรีๆ คล้ายผลมะกอก ใบแคบ ยาว สีเขียวเข้ม เวลาสุก เนื้อสีน้ำตาลแดง เนื้อละเอียด กรอบ หวาน มีความแข็งมากกว่าพันธุ์ไข่ห่าน ชาวสวนรุ่นเก่ามีเทคนิคง่ายๆ ที่ทำให้รสชาติของละมุดหวาน หอม นุ่มนวล ละมุนละไมขึ้น
กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการคัดเลือกสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติแต่ละประเภทเป็นประจำทุกปี เพื่อประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานให้ปรากฏต่อสาธารณะเพื่อเป็นแบบอย่างและเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของสหกรณ์อื่นต่อไป สำหรับปีนี้ สหกรณ์กองทุนสวนยางเอราวัณพัฒนา จำกัด จังหวัดเลย คว้ารางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2567 สาขาสหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา โดยจะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี พ.ศ. 2567 ในวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง สหกรณ์กองทุนสวนยางเอราวัณพัฒนา จำกัด ภายใต้การนำของ นายสงกรานต์ สมนึก ประธานกรรมการ มีผลงานโดดเด่นตรงตามหลักเกณฑ์มาตรฐานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เช่น ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทางสหกรณ์กำหนดนโยบายในการจัดการสวนยางพาราให้เกิดความยั่งยืนและสมดุล 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสมาชิกพัฒนาสวนยางเข้าสู่มาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (FSC) ตั้งแต่กระบวนการปลูกสร้างสวนยาง เก็บเกี่ยว แปรรูป จำนวน 109 ราย แปลงยางพารา จำนวน 181 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 2,000 ไร่ ส่ง
สองสามีภรรยาไอเดียสุดเจ๋ง! ทำการเกษตรปลูกกล้วย-แซมด้วยใบเตยหอม พื้นที่ใช้ประโยชน์สุดคุ้มค่า ขายสร้างรายได้ดี เดือนละหมื่นห้า หลายคนบอกทึ่งในความคิด!!! แทบไม่พอขาย แม่ค้ามารับซื้อถึงที่ รับเงินเต็มสบายๆ หลายคนคิดจะเอาอย่าง เพราะเห็นเม็ดเงินแล้วน่าอิจฉา ดีกว่าอยู่โรงงาน อาทิตย์ละ 4,000 เห็นตัวเลขแล้วหายเหนื่อย! นายแก้ว และ นางวิไล ภูเดช สองสามี-ภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 2 ตำบลกรอกสมบูรณ์ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ขยันทำมาหากินรายได้พอเลี้ยงชีพ ตอนแรกทั้งสองคิดจะปลูกใบเตยหอม เพื่อตัดใบขายให้กับแม่ค้าพ่อค้าที่ตลาด โดยครั้งแรกปลูกใบเตยแบบกลางแจ้ง ผลปรากฏใบจะไม่สวยสีไม่เขียว จึงมีความคิดว่าน่าจะปลูกใบเตยในร่ม น่าจะได้ผล จึงตัดสินใจปลูกใบเตย นำมาปลูกในที่ดิน 2 แปลง 5 ไร่ การปลูกเตย ต้องใกล้น้ำ ค่อนข้างแฉะ มีน้ำหมุนเวียนตลอดปี จัดให้มีร่มเงารำไร โดยนำซาแรนมากางให้ต้นเตยหอมที่ปลูก ไม่โดนแสงแดดโดยตรง หลังจากนำต้นใบเตยหอมมาปลูก ในระยะห่าง 3×3 เมตร เพื่อให้ที่ว่างสามารถปลูกกล้วยได้ด้วยพร้อมๆ กัน โดยการเตรียมต้นพันธุ์เตยที่แข็งแรงที่มีรากปักลงในแปลง โดยทำเหมือนการดำนา จากนั้นดูแลระบบถ่
กระแสนิยมคนชอบรับประทานต้นอ่อนทานตะวัน กำลังมาแรง หลายคนมองหาวิธีการปลูก การเพาะ หรือบางคนเพาะขายเป็นอาชีพเสริมก็มี เนื่องจากตลาดยังนิยมและสามารถขายได้ เพราะเป็นผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ดูแลไม่ยาก อีกทั้งยังไร้สารเคมีอีกด้วย ซึ่งหลายคนที่หันมาปลูกต้นอ่อนทานตะวันขาย ไม่เพียงแต่ทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น แต่ยังสามารถทำเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีอีกด้วย ลาออกจากงานออฟฟิศ มาปลูกผักขาย ยึดเป็นงานหลัก คุณสวรินทร์ ขุนโยธา หรือ คุณกัล วัย 41 ปี เจ้าของกิจการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ซึ่งมีโรงเรือนเพาะปลูก โรงเล็กๆ ข้างบ้าน เล่าเรื่องราวของเธอให้ฟังว่า “เติบโตมาจากครอบครัวที่ปลูกผัก จึงทำให้เข้าใจการปลูกผักหรือวิธีการต่างๆ ได้ง่าย แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ทำอาชีพเพาะปลูกอะไร เป็นเพียงพนักงานของรัฐคนหนึ่งเท่านั้น ช่วงระหว่างที่ทำงาน เกิดป่วยมีเนื้องอกที่มดลูก 4 ก้อน ต้องลางานเพื่อไปรักษาตัวอยู่บ่อยๆ จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมารักษาตัวและผ่าตัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ระยะเวลาผ่านมาเกือบ 6 ปี ที่ลาออกจากงานออฟฟิศมายึดอาชีพเกษตร ปลูกต้นอ่อนทานตะวันเพื่อส่งขายให้
พลูเป็นไม้เลื้อยที่มีข้อและปล้องชัดเจน โดยแต่ละข้อจะมีรากสั้นๆ ออกรอบๆ จัดเป็นพืชใบเดี่ยวติดกับลำต้นแบบสลับ ซึ่งลักษณะของใบจะแหลมคล้ายใบโพธิ์ ผิวใบมัน มีรสเผ็ดร้อน นิยมนำมาทากับปูนแดงเคี้ยวร่วมกับหมาก นอกจากนี้ ยังใช้ในพิธีมงคลเป็นเครื่องเซ่นไหว้ การทำเครื่องบายศรีสู่ขวัญ ชมคลิป สวนพลูกว่า 20 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยมี คุณสิตา หิมารัตน์ หรือ คุณเจี๊ยบ เจ้าของสวนพลูแห่งนี้ คุณเจี๊ยบ เล่าว่า การปลูกพลูการเกษตรที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ และเธอเองก็มาสืบสานอาชีพนี้ต่อ พลูเป็นพืชที่ปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ แต่จะให้ผลผลิตดีต้องปลูกในพื้นที่ที่สภาพอากาศร้อนชื้นและมีแสงแดดส่องถึงอย่างน้อย 50-60 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถปลูกได้ทุกฤดู 30 วันเก็บ 1 ครั้ง ไม่งั้นใบจะแก่เกินไป เริ่มต้นการปลูก ดินต้องเป็นดินร่วน ขุดหลุมลึก 15 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร โดยกิ่งพันธุ์ต้องเป็นยอดที่ขยายพันธุ์โดยการชำ ระยะปลูกระหว่างต้น ระหว่างแถว อยู่ที่ 1.2 เมตร คูณ 1.5 เมตร และต้องให้น้ำวันเว้นวัน และปุ๋ยเดือนละ 2 ครั้ง หลังจากปลูกแล้ว 3 เดือนเก็บใบขายได้ ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 300 ต้น
