พืชทำเงิน
“สุขภาพดี ไม่มีขาย…?” หากอยากมีสุขภาพดี ก็ควรหันมาสนใจบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ หรือรับประทานผลไม้เพื่อสุขภาพดี อย่างเช่น “เคพกูซเบอรี่” (cape gooseberry) ที่อุดมไปด้วย “วิตามินซี” มีคุณสมบัติป้องกันไข้หวัด ภูมิแพ้ “วิตามินเอ” ช่วยป้องกันอาการตาบอดในที่มืด บำรุงสายตา บำรุงผิว ผมสวยดกดำ เคพกูซเบอรี่ มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้แถบประเทศเปรู ชิลี มีชื่อวิทยาศาสตร์ตามภูมิศาสตร์กำเนิดว่า Physalis Peruviana L. ผลไม้ชนิดนี้จัดอยู่ในตระกูล (Family) Solanaceae เช่นเดียวกับ พริก มะเขือ มะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ พิทูเนีย ในบางครั้ง เคพกูซเบอรี่ ถูกเรียกว่า Strawberry tomato, Husk tomato และ Ground Cherry แต่คนไทยเรียกว่า “โทงเทงฝรั่ง” ส่งเสริมปลูก “เคพกูซเบอรี่” แทนฝิ่น เคพกูซเบอรี่ เป็นหนึ่งในผลไม้ขนาดเล็ก ที่มูลนิธิโครงการหลวงนำมาส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกสร้างรายได้ทดแทนฝิ่น เคพกูซเบอรี่ปลูกไม่ยาก เริ่มจากเพาะเมล็ดประมาณ 1 เดือนก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยย้ายกล้าปลูก มาปลูกในระยะ 1.5×1.5 เมตร หรือ 2×2 เมตร ลักษณะโดยทั่วไปของเคพกูซเบอรี่ เป็นพืชที่มีเนื้อไม้นิ่ม ข้ามปี แต่นิยมปลูกปีเดียว ลำต้
นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า พื้นที่ตำบลหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เดิมเกษตรมีการปลูกข้าวเป็นหลัก แต่เกิดสภาวะน้ำท่วมจึงปรับเปลี่ยนมาปลูกลำไย กระทั่งในปี 2561 จึงเริ่มรวมกลุ่มในรูปแบบของแปลงใหญ่ ปัจจุบันมีสมาชิก 154 ราย ผลผลิตเฉลี่ย 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุน 11 บาทต่อกิโลกรัม ผลผลิตรวม 1,000 ตันต่อปี มีรายได้มากกว่า 120 ล้านบาท นอกจากนี้ทางกลุ่มมีการจัดกิจกรรมผ่านหลักสูตรร่วมกันเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้กับสมาชิก เช่น การทำปุ๋ยหมัก การทำชีวภัณฑ์ การตัดแต่งกิ่ง/ตัดแต่งช่อผล การเลี้ยงผึ้งช่วยผสมเกสร ระบบการให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการทำการเกษตรให้ได้มาตรฐาน GAP การตลาดออนไลน์ การสร้างรายได้เสริมในสวนลำไย (เลี้ยงปลา) และการบริหารจัดการกลุ่ม เป็นต้น โดยสมาชิกในกลุ่มเน้นการผลิตและใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ผลิตเองร่วมกับปุ๋ยเคมี ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีให้น้อยที่สุด เพื่อลดต้นทุนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ แปลงใหญ่ลำไยหนองตอง จังหวัดเชียงใหม่ มีการปลูกลำไยพันธุ์อีดอเป็นหลัก ซึ่งส่วนมากทำลำไยในฤดู และช่วงเดือนพฤศจิกายน – มกราคม เกษตรกรจะราด
สาย ภาษาท้องถิ่นภาคใต้ฝั่งอันดามัน หมายถึง สาหร่าย มีคุณประโยชน์นานัปการ ชาวบ้านที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลเก็บบริโภคมาช้านาน โดยสามารถนำมาบริโภคสดจิ้มกับน้ำพริกกะปิ หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือจะนำมายำกับหมึกหรือกุ้งก็เข้ากันได้ดี ทุกคนที่ได้รับประทานต่างติดใจในรสชาติและเนื้อสัมผัสเมื่อเคี้ยวโดนเม็ดสาหร่ายจะกรุบกรอบทำให้รับประทานได้ไม่เบื่อ ในต่างประเทศ สาหร่ายทะเล ก็เป็นอาหารที่นิยมบริโภคมาเป็นเวลานาน ประเทศที่นิยมบริโภคสาหร่ายทะเล ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ เป็นต้น นอกจากนี้ สาหร่ายทะเลยังมีประโยชน์หลากหลาย ไม่ว่าจะใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง ปุ๋ย ยารักษาโรค อาหารสัตว์ เป็นต้น ในปัจจุบัน มีการนิยมบริโภคสาหร่ายทะเลมากขึ้น เนื่องจากสาหร่ายทะเลมีคุณประโยชน์มากมาย จัดเป็นอาหารสุขภาพ ประเทศที่มีการเลี้ยงและส่งออกสาหร่ายมีหลายประเทศ เช่น ประเทศจีน เวียดนาม แคนาดา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ในประเทศไทยนั้นมีการบริโภคสาหร่ายทะเลในจังหวัดทางภาคใต้และภาคตะวันออก โดยรับประทานแทนผัก ในปัจจุบันกรมประมงสามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลได้หลายชนิด โดยหนึ่งในนั้น ได้แก่ สาหร่ายพวงองุ่น
ในช่วงที่สถานการณ์โลกไม่แน่นอน ทั้งสงครามและโรคระบาด ทุกอาชีพที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ในครั้งนี้ขอพูดถึงอาชีพเกษตร ที่ได้รับผลกระทบทั้งในด้านปัจจัยค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าอาหารสัตว์ ที่ต่างพร้อมใจกันขึ้นราคา สวนทางกับรายได้ที่ต่ำลง เพราะราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ มองไม่เห็นทุน ไม่เห็นกำไร ทางออกเบื้องต้นที่พอจะทำให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ก็คงจะหนีไปพ้นการทำเกษตรสมัยใหม่ หันมาปลูกพืชผสมผสานให้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง รวมถึงการลด ละ เลิก การใช้สารเคมี แล้วมาพึ่งธรรมชาติให้มากขึ้น และที่ขาดไม่ได้เลยคือปรับปรุงต่อยอดการตลาด เพิ่มช่องทางการขายสินค้าจากที่เคยขายผ่านพ่อค้าคนกลางเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะต้องปรับมาขายในช่องทางออนไลน์และขายหน้าร้านเองมากขึ้น หรือการแปรรูปก็นับเป็นทางออกที่ช่วยให้เกษตรกรหลายรายเอาตัวรอดและได้ดิบได้ดีกับวิธีการนี้ กลายเป็นเกษตรกรที่ไม่มีหนี้ เป็นเกษตรกรที่มีความสุข เพราะไม่ต้องกังวลกับปัญหาสินค้าล้นตลาดหรือสินค้าราคาตกต่ำอีกต่อไป คุณจณิกาญจน์ รัชภูมิพิพัฒน์ หรือ พี่อ้อ เจ้าของไร่บ้านอ้อ ตั้งอยู่เลขที่ 39/2 หมู่ที่ 2 ซอยเขาระฆัง ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง อด
“พยาบาล” นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพในฝันของเด็กผู้หญิงหลายคนในวัยเยาว์ เพราะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี คนยกย่อง อยู่ในสถานที่สะอาดสะอ้าน ได้ช่วยเหลือคนอื่น แต่สำหรับ “ดุสิตา ธรรมสถิตพร” หรือ ไหม หญิงสาวในวัยเพียง 27 ปี เลือกที่จะปฏิเสธตำแหน่งพยาบาลดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งโรงพยาบาลกรุงเทพฯ เงินเดือนหลายหมื่นบาท มาสวมบทบาทเกษตรกรปลูกเมล่อนในพื้นที่ 8 ไร่ ที่ตำบลเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยเธอตั้งปณิธานไว้ว่า การเป็นเกษตรกรจะต้องไม่ “ยากจน” เสมอไป และเชื่อไหมว่าอดีตนางพยาบาลคนนี้ ภายหลังเป็นเกษตรกรเพียงปีเดียว ปัจจุบันเธอมีรายได้สัปดาห์ละ 60,000 บาท มากกว่าที่เป็นพยาบาลซะอีก คุณไหม เล่าว่า หลังจากเรียนจบพยาบาลเฉพาะทางจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี 54 ก็ทำงานตามที่เรียนมา ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แผนกผู้ป่วยมะเร็งนาน 4 ปี ทำงานวันละ 12-13 ชั่วโมงทุกวัน สุขภาพเริ่มแย่ ค่าเม็ดเลือดทุกตัวตกลงทุกปี ประกอบกับสามีเป็นหมอ แนะนำว่าให้ลาออกจากงาน เพื่อไปรักษาตัวเอง แต่เนื่องจากไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น ไปได้ลองทานเมล่อน รสชาติดีมาก หวาน กรอบ อร่อย เลยเกิดไอเดียกลับมาปลูกเมล่อนที่เมืองไทย
“ไร่หุบผึ้ง” เป็นสวนมะม่วงที่เน้นผลิตมะม่วงเพื่อทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ฟ้าลั่น และโชคอนันต์ ด้วยเหตุผลที่ต้องการเพิ่มมูลค่า พร้อมกับการบริหารจัดการในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้สวนแห่งนี้ผลิตมะม่วงได้อย่างมีคุณภาพ ชนิดเกรดส่งนอกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วยังสามารถผลิตขายได้ตลอดทั้งปี ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ลงพื้นที่เข้าไปดูการปลูกมะม่วงในไร่หุบผึ้ง ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สวนแห่งนี้มีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 4,000 ไร่ จำนวนต้นมะม่วงที่ปลูกทั้งหมด ประมาณ 300,000 ต้น จัดระบบการปลูกมะม่วงเป็นโซน แต่ละโซนกำหนดพันธุ์มะม่วงไว้อย่างชัดเจน มีการดูแลจัดการภายในสวนอย่างมีระเบียบ จึงถือได้ว่าไร่หุบผึ้งเป็นสวนมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้ ทีมงานได้รับเกียรติจากคณะเจ้าของไร่อย่าง คุณวิกรม สุขวณิช คุณนงนุช ชำนาญผล และ คุณอภิชาติ ชำนาญผล ให้การต้อนรับพูดคุย คุณวิกรม เจ้าของไร่หุบผึ้ง เป็นคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ร่ำเรียน หรือมีความรู้เกี่ยวกับการเกษตร แต่ด้วยความเป็นคนที่ชื่นชอบต้นไม้ โดยเฉพาะมะม่วงจึงทำให้สนใจปลูกมาตั้งแต
เชื่อว่า ความสุขของเด็กบ้านสวนหลายคนคงจะเหมือนๆ กัน ใช้เวลาช่วงวันหยุด เสาร์ –อาทิตย์ ออกกำลังกายปีนป่ายห้อยโหนต้นไม้เป็นลิงค่างแล้วกับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน ฝึกหัดว่ายน้ำในร่องสวน โดยใช้ลูกมะพร้าวผูกเป็นทุ่นพยุงตัว ยามหิว ก็ปีนต้นไม้เลือกเก็บผลไม้กินตามความพอใจ ทั้งฝรั่งขี้นก กล้วยหอม กล้วยไข่ มะพร้าว ฯลฯ พอเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนทุกปี เด็กบ้านสวนจะสนุกสนานกับการเก็บมะม่วงพันธุ์ไทยโบราณหลายชนิดที่มีรสชาติเอร็ดอร่อย เช่น มะม่วงแขนอ่อน(จำได้แม่น ..ผลยาวมาก ) แก้มแดง (ลูกสีสวยงาม เป็นเอกลักษณ์เด่น ) ลิ้นงูเห่า ( รสชาติหวานหอมเหมือนมะม่วงอกร่อง) ทองดำ (ผลดิบ มีรสมันปนเปรี้ยว ผลสุก หอมหวานอร่อยมาก ) อกร่อง (รสชาติหวานหอม อร่อยที่สุดในกลุ่มมะม่วงกินสุก ) ตลับนาค(กลิ่นหอม รสหวานอร่อย )กำปั้น หรือ กระล่อน ( ลูกเล็ก มีกลิ่นหอม รสหวาน ) พิมเสนมัน (ผลสุกงอมมีรสหวานปนเปรี้ยว ) และมันขุนศรี (อร่อยทั้งผลดิบและสุก ) ฯลฯ ในอดีต เมืองไทยมีสายพันธุ์มะม่วงไทยโบราณหลายร้อยสายพันธุ์ แต่วันนี้ มะม่วงเหล่านั้น นับวันแทบจะสูญหายไปหมด เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกปลูกมะม่วงที่ได้รับความนิยมเชิงการค้าเสียเป็นส่วนใหญ่ เช
นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้นทุนการทำนาโดยเฉลี่ยสูงราว 3,500-4,000 บาท หากชาวนาสามารถลดต้นทุนได้มากเท่าไร ก็หมายความว่าได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ขอแนะหลัก 3 ประการในการลดต้นทุนการทำนา คือ ประการที่ 1 ชาวนาต้องเปลี่ยนความคิดจากเดิมใฝ่หาความรู้ใหม่ เปลี่ยนวิธีการผลิตจากเดิมเป็นทำนาแบบประณีต เปลี่ยนพื้นที่นาไม่เหมาะสมไปปลูกพืชชนิดอื่น เปลี่ยนการพึ่งพาปัจจัยภายนอก มาเป็นพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ประการที่ 2 ชาวนาต้องปลูกข้าวไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี เพื่อเป็นการพักดิน พื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน หลีกเลี่ยงภาวะวิกฤตน้ำ ตัดวงจรชีวิตของโรคแมลงศัตรูข้าว ด้วยการปลูกพืชอื่นก่อนทำนา หรือหลังทำนา หรือพักนา ประการที่ 3 ชาวนาต้องเข้าถึงวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมคือ เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เหมาะสมกับพื้นที่และใช้ในอัตราที่เหมาะสม เตรียมดินให้ดี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ของดิน กำจัดวัชพืชก่อนหว่านปุ๋ยเคมี เลือกใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชให้ถูกต้อง จัดการน้ำอย่างเหมาะสม หมั่นตรวจแปลงนา ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าวเมื่อจำเป็น เก็บเกี่ยวข้าวที่เหมาะสม ลดก
ในช่วงปลายฝนต้นหนาว มักจะพบปรากฏการณ์ที่เหล่าแมงกะพรุนหลากสีนับหมื่นลอยเต็มท้องทะเล กินพื้นที่หลายตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะบริเวณชายหาด ซึ่งชาวบ้านพากันใช้สวิงมาตักแมงกะพรุนนำไปดองส่งขายสร้างรายได้ให้กับชุมชน ปัจจุบันประเทศไทยจะบริโภคแมงกะพรุนที่ผ่านการแปรรูปด้วยการดองเกลือและสารส้ม ขายทั้งแบบสด และตากแห้ง ซึ่งมีมูลค่าไม่สูงนัก และยังไม่มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เนื้อแมงกะพรุนมีคุณค่าทางโภชนาการ คือ มีโปรตีนสูง และมีไขมัน คอเลสเตอรอล และแคลอรีต่ำ โดยเฉพาะเป็นโปรตีนประเภทคอลลาเจนที่กินได้ คอลลาเจน คือเส้นใยโปรตีน เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กระดูกอ่อน เอ็นข้อต่อกระดูก กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย จะมีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณ 30% ของส่วนที่เป็นโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย และเป็น 70% ของผิวหนังของเรา ร่างกายจะสังเคราะห์คอลลาเจนลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากการเหี่ยวย่นของผิวพรรณซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณคอลลาเจนที่ลดลง คอลลาเจนจึงเป็นสารสำคัญและกำลังอยู่ในกระแสความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในวงการสุขภาพความงามและการแพทย์ รองศาสตราจารย์ ดร.เบญจวรรณ ธรรมธนารักษ์ ภาควิชาเทคโนโลยีอุตสา
การปลูกมะม่วงแบบประสบการณ์จริง เป็นการรวบรวมเอาเทคนิคและวิธีการจากชาวสวนมะม่วงที่ประสบความสำเร็จ นำมาเรียบเรียงเพื่อให้ผู้อ่านอ่านง่าย และนำไปเป็นแนวทางการปฏิบัติได้จริง มะม่วง เป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกสภาพ แต่หากจะปลูกมะม่วงในเชิงพาณิชย์และเพื่อการส่งออกจะต้องเลือกพื้นที่ที่ค่อนข้างดอน น้ำไม่ท่วมขัง กรณีพื้นที่เป็นที่ลุ่มจะต้องยกร่องเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เพราะนิสัยของมะม่วงแม้จะทนต่อสภาพน้ำท่วมขังแต่หากน้ำท่วมนานๆ จะมีผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของผลผลิต อีกประการที่สำคัญคือแปลงมะม่วงที่มีน้ำท่วมขังมักเกิดปัญหาโรคเข้าทำลายได้ง่ายกว่าแปลงปลูกที่มีการระบายน้ำดี การเตรียมพื้นที่ปลูก “พื้นที่ดอน” การปลูกมะม่วงในพื้นที่ดอนจะต้องปรับพื้นที่ให้ค่อนข้างเรียบเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน เก็บเศษไม้และก้อนหินออกให้หมด จากนั้นให้ไถดินตากไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ การวัดระยะปลูก ก่อนอื่นจะต้องดูสภาพพื้นที่เป็นหลัก นักวิชาการหลายท่านต่างแนะนำให้วัดระยะแถวในแนวเหนือ-ใต้ หรือปลูกมะม่วงแบบขวางตะวันเพื่อให้ต้นมะม่วงได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึงทุกต้น แต่บางครั้งสภาพพื้นที่ของเราไม
