พืชทำเงิน

เคล็ดลับปลูก “กะหล่ำดอก” ให้หน้าดอกแน่น กลมนูน น้ำหนักดี 4 ตัน/ไร่ สร้างรายได้ตลอดปี

“กะหล่ำดอก” เป็นผักที่นิยมบริโภคกันทั่วโลก สามารถปลูกได้ในเขตร้อนชื้น แถมยังมีข้อดีคือ ใช้น้ำน้อย ผลผลิตทนทานและเก็บได้นานกว่าพืชผักอีกหลายชนิด เพราะลำต้นแข็งแรง ไม่อวบน้ำ ทำให้การขนส่งไม่ค่อยเสียหาย ซึ่งหากผลผลิตได้คุณภาพก็สามารถมีตลาดรองรับได้ตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ หลายคนคิดว่า “กะหล่ำดอก” นั้นเป็นพืชที่ดูแลรักษายาก แต่ความจริงแล้วหากมีความเข้าใจในธรรมชาติของพืช ก็สามารถปลูกให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก อย่างเช่น คุณอิ๋ว-นภาภรณ์ จันลิด ต.ท่าอิบุญ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ที่สามารถปลูกกะหล่ำดอกได้มีคุณภาพ ดอกแน่น กลมนูน จนผู้รับซื้อติดใจเพราะนำไปขายต่อง่ายได้ราคา25

คุณนภาภรณ์ เล่าว่า ตนเองนั้นปลูกกะหล่ำดอกบนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่มากนานกว่า 10 ปีแล้ว โดยจุดเริ่มต้นนั้นเพราะอยากหารายได้เสริมระหว่างการทำนา แต่หลังจากปลูกได้สักระยะพบว่าสามารถทำเงินเพิ่มขึ้นมาก ทั้งยังใช้ระยะเวลาปลูกแค่ประมาณ 45-60 วันเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับฤดูที่ปลูก) และที่สำคัญคือ หากยิ่งปลูกได้น้ำหนักดีก็จะได้ราคาดีมากขึ้น เพราะว่ากะหล่ำดอกนั้นขายโดยการชั่งน้ำหนักทั้งต้นรวมใบ ซึ่งกะหล่ำดอกที่แปลงตนเองนั้นได้น้ำหนักต่อหัวถึง 2 กก. เลยทีเดียว

          ผลผลิตของคุณนภาภรณ์ นั้นการันตีคุณภาพด้วยการหาตลาดเองแบบไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง มาดูกันว่า เธอมีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้การปลูกกะหล่ำดอกกลายเป็นเรื่องง่าย แถมยังได้น้ำหนักดีถึง 4 ตัน/ไร่!



เลือกสายพันธุ์ต้องเหมาะกับฤดู
ปัจจัยสำคัญให้พืชเติบโตดี-ลดความเสี่ยงเรื่องโรค

      การเลือกสายพันธุ์ของ “กะหล่ำดอก” นั้นมีความสำคัญมาก โดยเกษตรกรต้องเลือกให้เหมาะกับช่วงเวลาที่ปลูก เพราะแต่ละสายพันธุ์นั้นถูกพัฒนาให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศไม่เหมือนกัน หากเกษตรกรเลือกปลูกสายพันธุ์ได้เหมาะสม จะช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพ สามารถเจริญเติบโตได้ดี ออกดอกสม่ำเสมอ และไม่เป็นโรคง่าย

            หากปลูก “ช่วงฤดูหนาว” (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) คุณนภาภรณ์ จะปลูกกะหล่ำดอกสายพันธุ์ “พอลล่า” มีจุดเด่นคือ หน้าดอกแน่น กลมนูน สีขาวสวย มีใบห่อหุ้มดอกดี นํ้าหนักดี ทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็น และทนทานต่อโรค มีอายุการเก็บเกี่ยวจะอยู่ที่ประมาณ 55-60 วัน หลังย้ายกล้า

แต่หากปลูก “ช่วงฤดูร้อน-ฤดูฝน” (มีนาคม-ตุลาคม) จะเลือกปลูกกะหล่ำดอกสายพันธุ์ “สตาร์” มีจุดเด่นคือ ดอกกลมนูนแน่น น้ำหนักดี เป็นที่ต้องการของตลาด และที่สำคัญคือ ทนร้อน ทนฝน จึงตอบโจทย์สภาพอากาศของบ้านเราได้เป็นอย่างดี มีอายุเก็บเกี่ยวเพียง 45-55 วัน หลังย้ายกล้า
         การปลูกกะหล่ำดอกนั้นไม่ควรปลูกซ้ำบนพื้นที่เดิม เนื่องจากจะเสี่ยงต่อโรคพืช คุณนภาภรณ์ จึงปลูกกะหล่ำดอกสลับแปลงกับการทำนา หมุนเวียนปีละประมาณ 3 รอบ ครบทั้ง 3 ฤดู ซึ่งการปลูกในฤดูร้อนและฤดูฝนนั้นจะค่อนข้างยาก เนื่องจากกะหล่ำดอกเป็นพืชที่ไม่ชอบอากาศชื้น หากเกษตรกรสามารถปลูกในช่วงเวลานี้ได้สำเร็จ ก็มีแนวโน้มจะได้ราคาที่ดี เพราะว่ามีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ซึ่งคุณนภาภรณ์ เผยว่า การเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพอากาศนั้นจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้มาก เนื่องจากจะทำให้กะหล่ำดอกมีความทนทานต่อโรค และสามารถให้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้มากกว่า

จัดการแปลงอย่างเหมาะสม
ช่วยลดต้นทุนการดูแล ได้กะหล่ำดอกหัวใหญ่

การจัดการแปลงนั้นมีความสำคัญกับการปลูกพืชทุกชนิด โดยเฉพาะกับพืชผักอย่าง “กะหล่ำดอก” หากเกษตรกรมีการจัดการพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม จะช่วยในการลดต้นทุนการดูแลรักษา และเพิ่มคุณภาพของผลผลิตได้อย่างมาก

โดยการเตรียมแปลงนั้นคุณนภาภรณ์ จะเริ่มจากการไถพรวนดินให้ร่วนซุยประมาณ 2-3 รอบ จากนั้นทำการยกร่องแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร ยกร่องสูงประมาณ 50 ซม. ช่วยให้การระบายน้ำในแปลงดีขึ้น ดินแห้งไว และแปลงไม่ชื้น โดยก่อนปลูกจะตากดินไว้ประมาณ 15 วัน เพื่อลดเชื้อโรคในดิน จากนั้นจะทำการขุดหลุมเตรียมย้ายกล้า โดยจะเว้นระยะระหว่างต้นประมาณ 30 ซม.

คุณนภาภรณ์ เผยว่า เมื่อก่อนตนเองนั้นเคยใช้ระยะปลูกถี่กว่านี้ ตามรูปแบบการปลูกที่สืบทอดกันมาของเกษตรในพื้นที่ เพราะต้องการให้ได้จำนวนต้นที่มาก แต่เมื่อลองปรับใช้ระยะปลูกให้ห่างมากขึ้น กลับพบว่ากะหล่ำดอกนั้นมีขนาดใหญ่ และได้น้ำหนักที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากต้นสามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ ทั้งยังใช้ปริมาณต้นกล้าที่น้อยลงกว่าเดิม โดยเกษตรกรอื่นจะใช้ต้นกล้าประมาณ 4,000-5,000 ต้น/ไร่ แต่ตนเองนั้นใช้แค่ประมาณ 3,500 ต้น/ไร่ เท่านั้น ทำให้ช่วยลดต้นทุนการปลูกและการบำรุงได้มากขึ้น โรคพืชและแมลงก็น้อยลง เพราะว่าจำนวนต้นไม่หนาแน่นจนเกินไป


“กะหล่ำดอก” หน้าดอกแน่น กลมนูน ทำได้ไม่ยาก
แค่ดูแลตามช่วงการเจริญเติบโต

           ลักษณะของ “กะหล่ำดอก” ที่ได้รับความนิยมในตลาดคือต้องมีหน้าดอกแน่น กลมนูนเป็นทรงเจดีย์ สีขาวนวล และใบต้องหนาหุ้มดอกได้เต็มทั้งดอก ซึ่งเวลาขายนั้นจะขายพร้อมกันทั้งต้นและทั้งใบ หากใบสมบูรณ์ก็จะช่วยรักษาดอกระหว่างขนส่งได้ดี และในมุมของเกษตรกรก็ถือเป็นข้อดีด้วย เพราะว่าจะช่วยให้ขายได้น้ำหนักมากขึ้น

          ทั้งนี้ การดูแลกะหล่ำดอกให้ได้คุณภาพ ต้องเริ่มบำรุงตั้งแต่ต้นยังเล็ก แม้ว่าจะยังไม่เริ่มเห็นดอก เพราะหากต้นขาดธาตุอาหารจะทำให้การเจริญเติบโตของดอกกะหล่ำช้าลง ดอกเบา เกาะตัวไม่แน่น ซึ่งคุณนภาภรณ์ จะแบ่งการบำรุงตามระยะการเจริญเติบโต ดังนี้

– หลังจากย้ายกล้าประมาณ 3 วัน จะฉีดพ่นด้วยด้วย “อโทนิค” อัตราใช้ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วยเพิ่มปริมาณรากฝอย ให้พืชดูดซับธาตุอาหารได้มากขึ้น ทำให้ต้นโตได้ไว ควบคู่กับ “นูริช” อัตราใช้ 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อเสริมธาตุแคลเซียม-โบรอนให้กับพืช ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ป้องกันต้นปริแตก

          คุณนภาภรณ์ เผยเคล็ดลับว่า “พี่จะฉีดพ่นทั้ง “อโทนิค” และ “นูริช” ทุกๆ 7-10 วัน/ครั้ง จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตเลยค่ะ เพราะการเพิ่มความแข็งแรงให้กับต้นนั้นก็เหมือนการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้พืช และเมื่อต้นแข็งแรงก็จะทนต่อโรคได้ดี ลดปัญหาเรื่องผักเน่าได้มากค่ะ”

 

– หลังย้ายกล้า 5-10 วัน จะเริ่มใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 15-20 กก./ไร่ เพื่อให้ต้นอ่อนของกะหล่ำดอกแข็งแรง รากเดินดี ต้นตั้งตัวได้ไว โดยวิธีการใส่นั้นจะค่อยๆ โรยเม็ดปุ๋ยกองไว้ห่างจากโคนต้นประมาณ 1 ฝ่ามือ เพื่อไม่ให้เม็ดปุ๋ยติดค้างตามซอกใบจนอาจเป็นสาเหตุให้ผักเน่าได้

ซึ่งคุณนภาภรณ์ จะมีเทคนิคการใส่ปุ๋ยที่ง่ายและประหยัด โดยการประดิษฐ์ “เครื่องใส่ปุ๋ยแบบประยุกต์” ด้วยวัสดุเพียง 2 ชนิด คือ 1)  “ถุงย่ามที่ทำจากกระสอบปุ๋ย” และ 2) “ท่อพีวีซี” ความยาวประมาณ 2 ฟุต สำหรับทำเป็นหัวจ่ายปุ๋ย ช่วยให้การใส่ปุ๋ยสะดวกขึ้น ไม่ต้องก้ม-เงยตัวทุกครั้งที่โรยปุ๋ย

– หลังย้ายกล้า 14-15 วัน ลำต้นกะหล่ำดอกจะเริ่มตั้งตรงลักษณะคล้ายต้นคะน้า ให้เพิ่มปริมาณการใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู เป็นอัตรา 30 กก./ไร่ เพื่อให้ต้นอวบแข็งแรง ใบเขียว สามารถสังเคราะห์แสงได้ดี

           – หลังย้ายกล้า 21 วัน ใบของกะหล่ำดอกจะมีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามืออย่างชัดเจน และเริ่มแผ่ออกด้านข้างมากขึ้น จะใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 30 กก./ไร่ เช่นเดิม เพื่อให้ใบของกะหล่ำดอกเขียว หนา แข็งแรง เตรียมพร้อมในการสะสมอาหารเพื่อสร้างดอก

– หลังย้ายกล้า 30 วัน กะหล่ำดอกจะเริ่มมีดอกขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 ซม. จะใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 30 กก./ไร่ เพื่อให้พืชมีธาตุอาหารเพียงพอที่จะไปเลี้ยงดอก

ทั้งนี้ ใน “ระยะดอกเล็ก” ถือเป็น “ช่วงเปราะบาง” ของกะหล่ำดอก เนื่องจากดอกและใบที่แตกใหม่นั้นจะอ่อนแอ ถูกศัตรูพืช-โรคพืชเข้าทำลายได้ง่าย ดังนั้น การบำรุงในช่วงนี้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนตามสภาพความพร้อมของพืช

          โดยคุณนภาภรณ์ แนะนำให้เกษตรสังเกตความเหมาะสมของ “ใบ” ว่าพร้อมที่จะให้น้ำ-บำรุงหรือไม่ หากกะหล่ำดอกมีใบที่ใหญ่ แต่ยังบางและเป็นสีเขียวตองอ่อน แสดงว่าการเจริญเติบโตยังไม่สมดุล ต้นจะอ่อนแอ ควรงดการให้น้ำ-ใส่ปุ๋ยประมาณ 2-3 วัน รอจนใบเริ่มหนา สีเขียวเข้มมีฝ้าสีขาวๆ หรือที่เรียกว่า “ขึ้นนวล” จึงค่อยเริ่มบำรุงต่อ

 

หลังย้ายกล้า 40 วัน เป็นช่วงที่ดอกของกะหล่ำดอกเริ่มขยายใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-8 ซม. ขึ้นไป จะใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 30 กก./ไร่ ความถี่ทุก 3-4 วัน/ครั้ง เรื่อยไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว เพื่อให้บำรุงให้หน้าดอกใหญ่ กลมนูน และแน่น อีกทั้งยังช่วยให้ขั้วใบเหนียวแข็งแรง ไม่หลุดร่วงง่ายขณะเก็บเกี่ยวอีกด้วย

          คุณนภาภรณ์ เผยว่า สมัยก่อนที่ใช้ปุ๋ยยี่ห้ออื่นกะหล่ำดอกที่แปลงมักมีปัญหารากเน่า-โคนเน่า และไส้กลวงโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่พอมีทีมส่งเสริมของเจียไต๋ เข้ามาแนะนำให้ใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู ซึ่งมี “แคลเซียม-โบรอน” ก็แทบไม่เจอปัญหานี้อีกเลย นอกจากนี้ เม็ดปุ๋ยยังละลายง่าย ช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารไว ลำต้น ใบ และดอกแข็งแรงขึ้นมาก ทำให้มีน้ำหนักดีขึ้นอย่างชัดเจน จากรุ่นพ่อ-แม่ที่เคยปลูกจะได้น้ำหนักสูงสุดประมาณ 3 ตัน/ไร่ น้ำหนักต่อหัวอยู่ที่ 1 กก. แต่ปัจจุบันตนเองทำได้ถึง 4 ตัน/ไร่ ส่วนน้ำหนักต่อหัวก็เพิ่มขึ้นเป็น 2 กก. ช่วยให้ผลผลิตสามารถขายได้ราคาดีขึ้นมาก

ผลผลิตมีคุณภาพ
หาตลาดเอง ได้กำไรดีกว่า

ในอดีตคุณนภาภรณ์ จะขายผลผลิตโดยผ่านพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อตามแปลง เนื่องจากยังไม่รู้แหล่งจำหน่าย แต่ก็ต้องแลกกับการหักค่าดำเนินการประมาณ 1-2 บาท/กก. พอเริ่มปลูกได้สักระยะจึงมีความคิดอยากลองขายเองดูบ้าง จึงออกไปสำรวจตลาดว่ามีความต้องการผลผลิตแบบไหน ซึ่งด้วยความที่ยังไม่มีผู้รับซื้อเจ้าประจำมาก่อน ในครั้งแรกๆ จึงยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าตลาดเล็กน้อย เพื่อสร้างฐานลูกค้า แต่หลังจากรู้จักช่องทางการขาย ประกอบกับเริ่มมั่นใจในคุณภาพของผลผลิตของตนเอง จึงกล้าต่อรองราคามากขึ้น

          คุณนภาภรณ์ เผยว่า ราคาเฉลี่ยของกะหล่ำดอกจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 บาท/กก. โดยในปี 64 นั้นสามารถขายได้ถึง 25 บาท/กก. ซึ่งเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตประมาณไร่ละ 8,000-10,000 บาท ก็ถือว่าได้กำไรไม่น้อย โดยกะหล่ำดอกที่มีสีขาวนวล กลมนูนแน่น จะสามารถนำไปขายต่อง่ายและได้กำไรดี ทำให้พ่อค้ายินดีรับซื้อผลผลิตในราคาที่สูง ดังนั้น เกษตรควรรักษาคุณภาพของผลผลิตให้ครบตามความต้องการของตลาด จะทำให้ได้เปรียบเรื่องราคาและไม่ถูกเอาเปรียบได้ง่าย

 

          เคล็ดลับการดูแลกะหล่ำดอกในฉบับของคุณนภาภรณ์นั้น มีหลักสำคัญอยู่ที่การสร้างความสมบูรณ์ แข็งแรงให้กับพืชในทุกระยะการเจริญเติบโต ควบคู่กับการเรียนรู้ธรรมชาติของกะหล่ำดอก ว่าช่วงใดเป็นช่วงเปราะบาง ช่วงใดควรบำรุง หรือช่วงใดควรงด สิ่งเหล่านี้แม้จะเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ก็ต้องอาศัยประสบการณ์และความใส่ใจอย่างมาก เพื่อให้ได้กะหล่ำดอกที่ทั้งน้ำหนักดี และมีคุณภาพ จนสามารถขายได้อย่างมั่นใจตลอดทั้งปี  

         

         

         

 

 

Related Posts