ทุกครั้งที่เกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง สิ่งที่หลายคนคาดหวังคือผลผลิตที่ดี หัวใหญ่ เปอร์เซ็นต์แป้งสูง และขายได้ราคา แต่สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ “ต้นพันธุ์” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทั้งหมด เพราะหากเริ่มต้นด้วยต้นพันธุ์ที่มีโรคติดมา แม้จะดูแลแปลงอย่างดีเพียงใด ผลผลิตก็อาจไม่เป็นไปตามที่หวัง โดยเฉพาะปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง ที่กลายเป็นความท้าทายสำคัญของเกษตรกรไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใด “ต้นพันธุ์สะอาด” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง คุณกุลชาต นาคจันทึก นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ผู้รับผิดชอบงานด้านปรับปรุงพันธุ์ เก็บรักษาเชื้อพันธุกรรม และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมันสำปะหลัง ศูนย์วิจัยพืชไร่ จังหวัดระยอง ได้อธิบายตั้งแต่สาเหตุของโรคใบด่าง ไปจนถึงกระบวนการผลิตต้นพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่กำลังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการผลิตมันสำปะหลังของไทย

โรคใบด่างรักษาไม่ได้
ต้นพันธุ์สะอาดจึงสำคัญ
คุณกุลชาต อธิบายว่า ปัญหาโรคใบด่างเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งแตกต่างจากโรคพืชทั่วไป เพราะไม่สามารถรักษาด้วยวิธีทางสรีรวิทยาได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสแฝงตัวอยู่ภายในยีนของพืช
ที่ผ่านมา การขยายพันธุ์มันสำปะหลังของเกษตรกร ยังคงอาศัยการใช้ท่อนพันธุ์เป็นหลัก ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การตัดยอดอ่อนมาขยายพันธุ์ เพราะทำได้ง่ายและสะดวก แต่หากต้นแม่พันธุ์ที่นำมาขยายมีการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส ความสะอาดของท่อนพันธุ์ก็จะลดลงเรื่อยๆ เมื่อมีการขยายต่อหลายรุ่น
ด้วยเหตุนี้ การผลิตต้นพันธุ์ที่ปลอดโรคตั้งแต่ต้นทาง จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่เคย

เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรค
คุณกุลชาต เล่าต่ออีกว่า การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นการขยายพันธุ์ภายในระบบปิด ลดโอกาสการปนเปื้อนจากภายนอก และช่วยให้ได้ต้นพันธุ์ที่ปลอดเชื้อสำหรับนำไปขยายต่อ
ก่อนเข้าสู่กระบวนการเพาะเลี้ยง นักวิชาการจะคัดเลือกต้นพันธุ์อย่างละเอียด โดยตรวจสอบในระดับโมเลกุลภายในห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาว่าต้นพันธุ์มีเชื้อโรคแฝงอยู่หรือไม่ หากผลตรวจไม่พบโรค จึงจะนำเข้าสู่กระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้


โดยนำต้นพันธุ์มาฆ่าเชื้อ ก่อนเลี้ยงในขวดแก้วภายใต้สภาพปลอดเชื้อ และสามารถขยายต้นใหม่ได้ทุก 3 เดือน
“ลักษณะการเพิ่มจำนวนจะเป็นแบบทวีคูณ เช่น ต้นแม่ 1 ต้น สามารถขยายเป็น 5 ต้น จากนั้นทั้ง 5 ต้น ก็นำไปขยายต่อเป็น 25 ต้น และเพิ่มจำนวนต่อเนื่องในลักษณะเดียวกัน ทำให้ภายในเวลาไม่นานสามารถผลิตต้นพันธุ์ได้จำนวนมาก”
เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 1 ปี
ผลิตต้นพันธุ์ได้กว่า 1,000 ต้น
คุณกุลชาต ระบุว่า ภายในระยะเวลา 1 ปี การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถผลิตต้นพันธุ์ได้ประมาณ 1,000 ต้น แต่ก่อนนำไปปลูกจริง จำเป็นต้องผ่านการอนุบาลต้นให้ออกจากสภาพในขวดแก้วเสียก่อน ซึ่งในขั้นตอนนี้อัตราการรอดจะเหลือประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
ต้นที่ผ่านการอนุบาลแล้วจะถูกนำไปปลูกในแปลง โดยให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด เพื่อให้ต้นแข็งแรง ก่อนนำไปผลิตเป็นท่อนพันธุ์ในปีถัดไป ซึ่งสามารถขยายได้ในอัตราประมาณ 1 ต่อ 10


“1 ต้นพันธุ์มันสำปะหลัง จะสามารถขยายเป็นแบบทวีคูณได้เป็นหลักพันต้น พอนำมาอนุบาลจากขวดแล้วดูแลไปเรื่อยๆ เปอร์เซ็นต์ความรอดก็จะเหลือประมาณ 500 ต้น หลังเกษตรกรนำต้นเหล่านี้ไปปลูกแล้ว สามารถขยายต่อเพื่อปลูกในแปลงของตัวเองได้ครับ”
โรคใบด่างระบาดมากขึ้น
ทำให้ต้นพันธุ์สะอาดยิ่งสำคัญ
คุณกุลชาต กล่าวว่า การระบาดของโรคใบด่างเริ่มรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา
ในช่วงแรก เกษตรกรอาจยังไม่เห็นผลกระทบอย่างชัดเจน แต่เมื่อมีการปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมหลายฤดู เชื้อไวรัสก็สะสมมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การเริ่มต้นด้วยต้นพันธุ์ที่สะอาด จึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการระบาด และยกระดับคุณภาพผลผลิตในระยะยาว

ปัจจุบัน สายพันธุ์มันสำปะหลังที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่ ระยอง 72 เกษตรศาสตร์ 50 และอิทธิ 1 อิทธิ 2 และอิทธิ 3 ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีความต้องการแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่และวัตถุประสงค์การใช้ผลผลิต
ต้นพันธุ์ดี ต้องดูแลแปลงให้ดี
ผลผลิตจึงเต็มศักยภาพ
แม้จะมีต้นพันธุ์ที่แข็งแรงและปลอดโรคแล้ว การดูแลแปลงปลูกก็ยังถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดผลผลิตในช่วงเก็บเกี่ยว
คุณกุลชาต แนะนำว่า หลังปลูกควรควบคุมวัชพืชตั้งแต่ระยะแรก เพื่อให้การจัดการแปลงทำได้ง่ายขึ้น จากนั้นเมื่อมันสำปะหลังมีอายุประมาณ 1 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงต้นและส่งเสริมการเจริญเติบโต พร้อมหมั่นสำรวจโรคและแมลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจัดการได้ทันก่อนเกิดความเสียหาย

เมื่อมันสำปะหลังมีอายุประมาณ 6-7 เดือน สามารถเสริมปุ๋ยสูตรตัวท้ายสูง สูตร 0-0-60 เพื่อช่วยส่งเสริมการสร้างหัวและเพิ่มน้ำหนักผลผลิต
“การให้น้ำก็ถือว่าสำคัญครับ ถ้าพอมีทุนหน่อยก็อาจจะให้ด้วยระบบน้ำหยด จะช่วยลดปัญหาเรื่องแรงงานการให้น้ำได้ ถ้าช่วงไหนฝนตกทิ้งช่วง ก็สามารถช่วยในเรื่องของการคุมผลผลิตได้ เพราะฉะนั้นการดูแลที่ดีและเหมาะสม ก็จะช่วยให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นตามไปด้วยครับ”

เริ่มต้นจากต้นพันธุ์ที่ดี คือการลงทุนที่คุ้มค่า
ในช่วงท้าย คุณกุลชาต ฝากถึงเกษตรกรว่า การดูแลแปลงอย่างสม่ำเสมอ การจัดการวัชพืช การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน รวมถึงการใช้ปุ๋ยชีวภาพอย่างเหมาะสม จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การเฝ้าระวังแมลงพาหะและโรคพืช ไม่เฉพาะโรคใบด่าง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยรักษาความแข็งแรงของต้นพันธุ์ และทำให้สามารถขยายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด แม้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นภายในห้องปฏิบัติการ แต่ผลลัพธ์กลับส่งต่อไปถึงแปลงปลูกของเกษตรกรโดยตรง เพราะเมื่อเริ่มต้นด้วยต้นพันธุ์ที่สะอาด แข็งแรง และมีคุณภาพ เกษตรกรก็จะมีผลผลิตที่สร้างรายได้ที่ยั่งยืนต่อไป
