News เทคนิคเกษตร

ชาวนายุคใหม่ เลิกเผา ลดฝุ่น! จัดการอย่างไรให้เป็นประโยชน์ ไม่เป็นมลพิษ

ในยุคที่ปัญหามลพิษทางอากาศเกิดขึ้นอย่างหนัก การเผาไร่อ้อยและการเผาข้าวโพดหรือข้าวในไร่หลังการเก็บเกี่ยว ถือเป็นสาเหตุหลักหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ชาวนายุคใหม่ที่ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้เริ่มหันมาใช้วิธีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่ไม่ทำให้เกิดมลพิษและสามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้

ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เกษตรกรบางส่วนเน้นเพิ่มผลผลิตให้ได้หลายรอบต่อปี แต่ขาดการจัดการที่เหมาะสม จึงเลือกเผาเศษวัสดุทางการเกษตรเพราะสะดวก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ วิธีนี้พบมากในการเผาใบอ้อย ตอซังข้าว ฟางข้าว และตอซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

การเผาในพื้นที่เกษตรเป็นสาเหตุสำคัญของฝุ่นควัน โดยเฉพาะช่วงหลังเก็บเกี่ยวและเตรียมแปลงเพาะปลูก มักเห็นไฟลุกลามในทุ่งนา ส่งผลให้ฝุ่นและเขม่าควันกระจายทั่วบริเวณ กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่าการเผาในภาคเกษตรทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 คิดเป็นร้อยละ 5 ของปริมาณทั้งหมด นอกจากนี้ แหล่งกำเนิดหลักอื่นๆ ได้แก่ ยานพาหนะและการจราจร (72.5%) โรงงานอุตสาหกรรม (17%) และแหล่งอื่นๆ อีกเล็กน้อย

ทำไมเกษตรกรถึงเลือกที่จะเผา มาดูสาเหตุกันว่าเพราะอะไร

  • นาข้าว : เผาตอซังฟางข้าว ก่อนไถเตรียมดิน เพื่อสะดวกในการเตรียมดิน สำหรับการเพาะปลูกข้าวในฤดูต่อไป
  • ไร่อ้อย : ที่เผาก่อนเก็บเกี่ยว เพราะว่าเพื่อสะดวกในการตัดอ้อย และลดต้นทุนค่าจ้างในการตัด / เผาหลังเก็บเกี่ยว เพราะว่าต้องการเผาใบอ้อยที่อยู่ในไร่ เพื่อป้องกันไฟไหม้ช่วงต้นอ้อยแตกหน่อใหม่ หรือเพื่อความสะดวกในการไถเตรียมดิน ในกรณีที่จะรื้อตออ้อยเพื่อปลูกอ้อยรอบใหม่
  • ไร่ข้าวโพด : เผาต้นและใบข้าวโพดในแปลง เพื่อความสะดวกในการไถเตรียมดิน

เผาแล้วไม่ดีอย่างไร

การเผาในพื้นที่เกษตรไม่เพียงผิดกฎหมายและมีโทษทั้งจำและปรับ แต่ยังทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ ส่งผลให้พืชเติบโตไม่เต็มที่และให้ผลผลิตต่ำ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่สำคัญ ก่อให้เกิดฝุ่นละออง หมอกควัน ก๊าซพิษ และเขม่าควัน ซึ่งลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน โลกร้อน

การเผาทำลายดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรม อินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดินลดต่ำลง โครงสร้างดินอัดแน่นเสียหาย ไม่ร่วนซุย กักเก็บน้ำได้น้อยลง และมีช่องว่างอากาศในดินน้อยลง ทำให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ ผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น


การเผาทำลายน้ำในดิน ทำให้ผิวดินมีอุณหภูมิสูงขึ้น 90 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำในดินระเหยสู่บรรยากาศ เกิดการสูญเสียน้ำในดิน ความชื้นในดินลดน้อยลง

การเผาทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติ และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ทำให้ระบบนิเวศของดินไม่สมดุล เกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ง่ายขึ้น เกษตรกรจึงต้องมีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกพืชมากกว่าเดิม ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

การเผาทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดจากการเผา จะลอยตัวขึ้นไปปนเปื้อนกับไอน้ำในชั้นบรรยากาศ ทำให้ไอน้ำไม่บริสุทธิ ไม่สามารถรวมตัวและกลั่นตกลงมาเป็นฝนได้

การเผาทำให้โลกร้อน เกิดปัญหาฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำท่วมขัง การเผาวัสดุการเกษตรในที่โล่ง ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนโตรัสออกไซด์ ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุลเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้โลกร้อนขึ้น ทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล และเกิดภัยพิบัติต่างๆ

การเกษตรแบบไร้การเผาควรใช้เทคโนโลยีมาช่วย เพื่อหยุดการเผาในพื้นที่เพาะปลูก พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และนำเศษพืชจากไร่นามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดปัญหามลพิษจากการเผา

1. การใช้เทคนิคการไถกลบตอซัง การไถกลบตอซังหรือวัชพืชหลังการเก็บเกี่ยว ถือเป็นวิธีที่ช่วยลดการเผาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ดินได้รับสารอาหารจากตอซังที่ย่อยสลายไปเองในธรรมชาติ ซึ่งทำให้ดินมีความสมบูรณ์มากขึ้นในระยะยาว ไม่เพียงแต่ลดการเผาที่ก่อมลพิษ แต่ยังช่วยเพิ่มผลผลิตในอนาคตด้วย

  • เป็นการฟื้นฟูโครงสร้างดินให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ปริมาณเนื้อดิน อินทรียวัตถุ น้ำ และอากาศมีสัดส่วนที่เหมาะสม สำหรับการเจริญเติบโตของพืช
  • ส่งผลให้ดินโปร่ง รากพืชชอนไชง่าย พืชหาอาหารได้ง่าย เจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูง
  • พลิกให้ไข่แมลงและเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในดิน กลับขึ้นมาฆ่าทำลายด้วยแสงแดด ส่งผลให้ลดปัญหาเรื่องโรคพืช มีการใช้สารเคมีกำจัดโรคพืชน้อยลง
  • พลิกให้รากวัชพืชกลับขึ้นมาตากแดดให้แห้งตาย ลดปัญหาเรื่องวัชพืชในแปลงเพาะปลูก

ปัจจุบันมีเครื่องจักรที่สามารถเก็บตอซังและวัชพืชออกจากพื้นที่ได้โดยไม่ต้องเผา ซึ่งช่วยลดฝุ่นและมลพิษได้เป็นอย่างดี และการเก็บตอซังออกไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ทำปุ๋ยอินทรีย์หรือนำไปใช้เป็นพลังงานชีวมวล ก็เป็นวิธีการที่นำวัสดุเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่า

การไถกลบควรทำควบคู่ไปกับการใช้สารอินทรีย์สำหรับการย่อยสลาย หรือที่เรียกกันว่า “น้ำหมักชีวภาพ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายเศษวัสดุการเกษตรให้เป็นปุ๋ยที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น

เทคนิคการไถกลบที่ดี

  • ในพื้นที่นาแห้ง

ขั้นตอนที่ 1 ให้ไถกลบตอซังฟางข้าวด้วยไถหัวหมู เพื่อพลิกกลบตอซังฟางข้าวไว้ใต้ดิน ให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ยสะสมไว้ในดินต่อไป อีกทั้งยังพลิกเอารากหญ้ามาตากแดดให้แห้งตาย และให้ไข่แมลงและเชื้อโรคที่สะสมในดินกลับขึ้นมาฆ่าทำลายด้วยแสงแดด

ขั้นตอนที่ 2 การย่อยหน้าดินด้วยพรวน 2 แถว เพื่อพรวนย่อยหน้าดินให้เล็กลงอย่างสม่ำเสมอ สำหรับรองรับการงอกของเมล็ดข้าวต่อไป

  • ในพื้นที่นาน้ำ

ขั้นตอนที่ 1 ไถกลบตอซังฟางข้าวด้วยไถกลบตอซังเพลาหมุน เพื่อพลิกกลบตอซังฟางข้าวไว้ใต้ดิน ให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ยสะสมไว้ในดินต่อไป อีกทั้งยังพลิกเอารากหญ้ามาตากแดดให้แห้งตาย และให้ไข่แมลงและเชื้อโรคที่สะสมในดินกลับขึ้นมาฆ่าทำลายด้วยแสงแดด

ขั้นตอนที่ 2 การย่อยหน้าดินด้วยจอบหมุนตีเทือก เพื่อตีดินและทำเทือก สำหรับรองรับการหว่านน้ำตม หรือ ปักดำข้าว

สีสัน! โคราช ชาวนาแห่จับปลาในทุ่ง หลังเกี่ยวข้าวเสร็จ สร้างรายได้ช่วงโควิด

2. ใช้ปรับปรุงบำรุงดิน 

  • ปรับปรุงบำรุงดินทางตรง การไถกลบตอซังฟางข้าว หรือใบอ้อยลงไปในดิน เพื่อให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยในดินต่อไป เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการเพาะปลูกพืช ช่วยลดต้นทุนการผลิตในการใช้ปุ๋ยเคมีได้อีกด้วย
  • ปรับปรุงดินทางอ้อม โดยการนำมาทำปุ๋ยหมักเพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดิน หรือใช้ปกคลุมดินสำหรับรักษาความชื้น และป้องกันวัชพืชด้วย และเพื่อเป็นอาหารของจุลินทรีย์ ทำให้เกิดการตรึงไนโตรเจนในดินเพิ่มขึ้นได้ด้วย

3. ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 

การนำเศษวัสดุการเกษตรที่เหลือทิ้งในแปลงมาใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เช่น นำมาทำปุ๋ยหมัก ถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร ทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ เกษตรกรจะสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ และยังช่วยปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ส่งผลพืชเจริญเติบโตได้ดี มีผลผลิตสูง อีกทั้ง ยังช่วยลดปัญหาหมอกควัน ลดการปล่อยก๊าซพิษ สู่ชั้นบรรยากาศได้อีกด้วย

4. นำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์

เศษวัสดุการเกษตรที่หลายคนคิดว่าไร้ค่า สามารถนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ได้ เช่น การนำเปลือกข้าวโพดนำมาหมัก เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงโค หรือการอัดฟางข้าวเป็นก้อน เพื่อนำไปใช้เป็นอาหารโคและกระบือ เป็นต้น

5. นำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน

การเลิกเผาในภาคการเกษตรและหันมาจัดการอย่างถูกวิธีไม่เพียงแต่ช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แต่ยังช่วยสร้างความยั่งยืนในด้านการเกษตรอีกด้วย ชาวนายุคใหม่ที่ปรับตัวเข้ากับวิธีการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะช่วยผลักดันสังคมให้ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ลดมลพิษ และรักษาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมมลพิษ , สถาบันสิ่งแวดล้อม , คู่มือส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร

Related Posts