ผำ (Wolffia) จากพืชพื้นบ้านที่ถูกมองข้าม ตอนนี้กำลังกลายเป็นที่จับตาของทั่วโลก ด้วยคุณค่าทางโภชนาการและปริมาณโปรตีนสูง หรือจะเรียกว่าเป็น “ฮีโร่โปรตีน” ก็คงไม่ผิด
วันนี้ ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยตื่นตัวอย่างมากในการผลักดันศักยภาพนี้ มีการปรับรูปแบบการเพาะเลี้ยงสู่มาตรฐานระดับสากล โดยเน้นความปลอดภัยสูงสุด ใช้เทคโนโลยีและวัสดุฟู้ดเกรด (Food Grade) ในระบบการผลิต เพื่อรับรองคุณภาพและความสะอาดที่ผู้บริโภคไว้วางใจได้ ทำให้ “ผำไทย” พร้อมก้าวขึ้นเป็นสินค้าส่งออกคุณภาพสูงในตลาด Superfood ของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

เจ-ปรมะ ช่วยรักษา ผู้ก่อตั้ง Wolffia Vertical ซึ่งตั้งอยู่ในเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของฟาร์มแห่งนี้ว่า “ก่อนจะผันตัวมาทำฟาร์ม ผมเคยเป็นพนักงานประจำที่ต้องเผชิญกับความเคร่งเครียดจากการทำงานมาโดยตลอด จึงมองหาทางหลีกหนีความวุ่นวายและอยากเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ โดยเริ่มจากการสำรวจพื้นที่รอบบ้านที่มีจำกัดเพียง 9×16 ตารางเมตร ว่าจะสามารถสร้างสรรค์อะไรได้บ้าง”
จุดเปลี่ยนสำคัญของคุณเจ มาจากคำแนะนำของแฟน ที่เสนอให้ทดลองเลี้ยง “ผำ” ด้วยเหตุผลที่ว่า ผำเป็นพืชที่ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก และไม่ต้องใช้ดินในการเพาะปลูก ก็ถือว่าตอบโจทย์พื้นที่จำกัดของเราได้อย่างลงตัว
“ในตอนนั้น ผมยอมรับตามตรงว่ายังไม่รู้จักผำเลย เนื่องจากผมทำงานเกี่ยวกับการเงินมาตลอด ทำให้ขาดความรู้ในวงการเกษตรอย่างสิ้นเชิง จากนั้นจึงเริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับผำอย่างจริงจังมาตั้งแต่ต้นปี 2568 ด้วยการไปดูงานตามฟาร์มต่างๆ และค้นคว้าข้อมูลจากบทความวิชาการ จนทำให้เข้าใจผำในหลากหลายแง่มุมมากขึ้น รวมถึงวิธีการเพาะเลี้ยงแบบดั้งเดิม เช่น การเลี้ยงในบ่อดินขนาดใหญ่ที่ให้ผลผลิตปริมาณมาก และตรงนี้แหละที่กลายมาเป็นโจทย์ที่เราต้องนำมาคิดต่อยอดว่าจะทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตเยอะเทียบเท่าฟาร์มใหญ่ๆ ในขณะที่เรามีพื้นที่ไม่มากได้ยังไง แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า จะทดลองและพัฒนาการเพาะเลี้ยงในรูปแบบ “แนวตั้ง” หรือ Vertical Farm ขึ้นมา เพื่อใช้พื้นที่ที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพและผลผลิตสูงสุด”

เลี้ยงผำแนวตั้ง ใช้นวัตกรรมในการผลิต
เก็บผลผลิตได้ทุก 4 วัน โปรตีนสูง
ตามข้อมูลที่หลายคนทราบกันดีว่าการเพาะเลี้ยงผำ มักต้องใช้เวลาประมาณ 14 วัน หรืออย่างเร็วที่สุด 7 วัน จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ แต่คุณเจเปิดเผยว่าฟาร์มของเขาทำได้เร็วกว่านั้น โดยสามารถเก็บผลผลิตได้ทุก 4 วัน สาเหตุหลักของความสำเร็จนี้ คุณเจอธิบายว่า สามารถแบ่งออกเป็นสามเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน
ประการแรกคือ การพัฒนาสูตรธาตุอาหารเฉพาะทาง เนื่องจากระบบการเลี้ยงผำแบบแนวตั้ง (Vertical Farm) ใช้น้ำน้อยกว่าระบบทั่วไป ฟาร์มจึงไม่สามารถนำสูตรธาตุอาหารที่ฟาร์มอื่นใช้ในระบบปกติมาใช้ได้ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างจากอัตราส่วนปุ๋ยที่ไม่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้เอง ฟาร์มจึงได้วิจัยและปรับสูตรธาตุอาหารมาแล้วกว่า 4-5 ครั้ง จนได้สูตรเฉพาะที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงผำในระบบน้ำน้อยนี้โดยตรง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งวงจรการเติบโตให้เร็วขึ้น

ประการที่สองคือ การบริหารจัดการวงจรน้ำ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการเพาะเลี้ยงผำ แต่ฟาร์มได้คำนวณและตัดสินใจเปลี่ยนน้ำทุก 1 เดือน ซึ่งแตกต่างจากบางฟาร์มที่เปลี่ยนทุก 2-3 เดือน การทำเช่นนี้เป็นการรักษาน้ำให้สะอาด ทำให้ผำได้รับสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างต่อเนื่อง และเสริมด้วยสูตรธาตุอาหารที่คิดค้นขึ้นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถเก็บผลผลิตได้ไวขึ้น

และสุดท้ายคือ การควบคุมและบริหารจัดการแสงสว่าง ในขณะที่ฟาร์มส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาแสงธรรมชาติ ซึ่งมีความไม่สม่ำเสมอ ฟาร์มของเราได้ให้แสงที่เหมาะสมแก่ผำเป็นเวลา 10-12 ชั่วโมงต่อวัน อย่างคงที่ ทำให้กระบวนการสำคัญของผำ เช่น การสร้างอาหารและการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์มีความเสถียรสูงมาก ยิ่งไปกว่านั้น เรายังยกระดับด้วยการเลือกใช้เทคโนโลยีแสงสว่างขั้นสูง โดยใช้หลอดไฟ LED Grow Light Full Spectrum นำเข้า ซึ่งได้ผ่านการวิจัยและกำหนดคลื่นแสง และค่าแสงไมโครมวลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเลี้ยงผำโดยเฉพาะ เมื่อนำมาใช้งานจริง ระบบแสงนี้จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
แล้ววิธีการเพาะเลี้ยงแบบแนวตั้งมีส่วนช่วยทำให้เก็บผลผลิตได้เร็วขึ้นไหม คุณเจชี้แจงว่า ระบบการเพาะเลี้ยงแบบแนวตั้ง (Vertical Farm) ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้วงจรการเก็บเกี่ยวผำสั้นลงเหลือ 4 วันโดยตรง แต่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในด้านการเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ให้ได้ในระดับสูงมากเพื่อรองรับการส่งออก
คุณเจยกตัวอย่างว่า บนพื้นที่เพียง 9×16 เมตร ฟาร์มของเขาสามารถติดตั้งได้ 10 คอนโด (หรือชั้นวาง) โดยแต่ละคอนโดมี 5 ถาด รวมเป็น 50 ถาดเลี้ยง ซึ่งทำให้มีผลผลิตสูงถึง 300-500 กิโลกรัมต่อเดือน ในขณะที่หากใช้ระบบบ่อแบบดั้งเดิมบนพื้นที่เท่ากัน จะได้ผลผลิตไม่ถึง 100 กิโลกรัม
ดังนั้น รูปแบบการเลี้ยงแบบคอนโดจึงส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมหาศาลจาก 3 ปัจจัยหลักที่ทำงานร่วมกัน
1. การเพิ่มพื้นที่เพาะเลี้ยง การมีจำนวนชั้นที่เยอะขึ้น เป็นการเพิ่มพื้นที่การผลิตในแนวตั้ง
2. ประสิทธิภาพธาตุอาหารสูง การใช้ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่น้อย ทำให้เกิดความเข้มข้นและประสิทธิภาพในการดูดซึมที่สูงขึ้น
3. ความเสถียรของแสง การใช้ แสงไฟ LED ตลอดเวลาตามที่กำหนด 10-12 ชั่วโมง ช่วยให้ผำสามารถแตกตัวและเจริญเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ

เทคนิคการเพาะเลี้ยงไข่ผำ
5 ขั้นตอนง่ายๆ แบบฉบับ
“Wolffia Vertical”
คุณเจได้เผยเทคนิคการเพาะเลี้ยงไข่ผำของที่ฟาร์ม Wolffia Vertical ซึ่งออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพสูง แบ่งเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
1. การเตรียมน้ำและธาตุอาหารเฉพาะทาง
เริ่มต้นจากการใช้น้ำ RO (Reverse Osmosis) เปิดลงสู่ถาดเพาะเลี้ยง จากนั้นจึงเติมธาตุอาหาร สูตร AB เฉพาะของทางฟาร์ม ซึ่งเป็นสูตรที่ปรับปรุงมาให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการเลี้ยงแบบ Vertical Farm โดยเฉพาะ
2. การวัดค่าและปรับสมดุล
หลังจากเติมธาตุอาหารแล้ว จะมีการวัดค่า pH และ EC (ความเข้มข้น) ของน้ำในถาดเพาะเลี้ยง เพื่อให้มั่นใจว่าค่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของผำ
3. การสร้างการไหลเวียนของน้ำ
เมื่อน้ำและธาตุอาหารพร้อม จะมีการติดตั้งปั๊มน้ำวนในถาด เพื่อช่วยให้ผำสามารถกระจายตัวได้อย่างทั่วถึง ไม่จับตัวเป็นก้อน และได้รับธาตุอาหารอย่างสม่ำเสมอ
4. การลงผำและการจัดการปริมาณที่เหมาะสม
การลงผำจะใช้ปริมาณเริ่มต้นที่ประมาณ 200 กรัมต่อ 1 ตารางเมตร โดยมีเทคนิคสำคัญคือ จะไม่ลงผำทั้งหมดในคราวเดียว เพราะเคยพบว่าการลงผำพร้อมกันจะทำให้ผำช็อกน้ำและปรับสภาพไม่ทัน วิธีที่ฟาร์มใช้คือการนำผำใส่ตะแกรงแล้ว ค่อยๆ ร่อนลงในถาดเพาะเลี้ยงอย่างช้าๆ เพื่อให้ผำปรับตัวกับน้ำได้ดีขึ้น จากนั้นจะวัดค่า EC อีกครั้ง และเริ่มกระบวนการเลี้ยงต่อไป
5. วงจรการเก็บเกี่ยวและการบำบัดน้ำ
เมื่อเริ่มเลี้ยงแล้ว จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกๆ 4 วัน และมีการเติมปุ๋ย AB 1/3 ของปริมาณปกติ ทุกครั้งหลังการถ่ายน้ำออก นอกจากนี้ ทุก ๆ 8 วัน (หลังการเก็บเกี่ยว 2 รอบ) จะมีการถ่ายน้ำ 1 ครั้ง เพื่อให้น้ำมีคุณภาพใหม่และสะอาดอยู่เสมอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้วงจรการเลี้ยงสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนานขึ้น
นอกจากเทคนิคการเลี้ยงและสูตรอาหารที่พัฒนาขึ้นแล้ว ฟาร์มยังได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อยกระดับการจัดการระบบต่างๆ ภายในฟาร์มให้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำตลาดส่งออก
“ปัจจุบันฟาร์มของผมใช้ ระบบ IoT (Internet of Things) ในการเก็บข้อมูลและควบคุมความแม่นยำของปัจจัยแวดล้อมต่างๆ โดยข้อมูลย้อนหลังเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการส่งออก เพราะซัพพลายเออร์ต่างชาติจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจซื้อ โดยจะสอบถามถึงรายละเอียดคุณภาพของสินค้าแต่ละล็อตอย่างเจาะจง เช่น การเก็บเกี่ยวครั้งที่เท่าไหร่, สภาพน้ำ, ค่า pH และ EC ณ ตอนเก็บเกี่ยวเป็นอย่างไร ระบบ IoT จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาสนับสนุนความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามมาตรฐานที่ตลาดโลกต้องการ

นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมการเก็บเกี่ยวแบบไร้อุปกรณ์สัมผัส ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ เนื่องจากระบบการเลี้ยงน้ำตื้นทำให้ไม่สามารถใช้กระชอนหรืออุปกรณ์เก็บเกี่ยวทั่วไปได้ เพราะอาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากผำที่ตายแล้ว ฟาร์มจึงใช้วิธีการกวาดผำให้มารวมกันที่ท่อ จากนั้นจะเปิดวาล์วให้ผำไหลลงสู่ถุงที่เตรียมไว้โดยตรง ซึ่งวิธีการนี้ช่วยลดการสัมผัสและสามารถควบคุมปริมาณการเก็บเกี่ยวในแต่ละรอบได้อย่างแม่นยำ และที่สำคัญที่สุดคือการใช้นวัตกรรมการเลี้ยงแบบแนวตั้ง เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ได้อย่างมหาศาล เพื่อให้เพียงพอต่อการส่งออก
ยกระดับ “ผำพรีเมียม”
สู่ Vertical Farm Food Grade
สร้างโอกาสทางการตลาด
คุณเจบอกว่า นอกจากนวัตกรรมการเลี้ยงผำระบบแนวตั้งแล้ว ที่ฟาร์มยังได้ต่อยอดและสร้างความแตกต่างไปจากฟาร์มอื่นๆ ด้วยการยกระดับความปลอดภัยสูงสุด โดยออกแบบถาดเพาะเลี้ยงด้วย วัสดุ Food Grade เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง
“ผมมองว่าผำเป็นพืชที่วิเศษอย่างมาก นอกจากคุณสมบัติด้านการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว สามารถเก็บผลผลิตได้ทุก 4 วันแล้ว ผำยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่ทั่วโลกยกย่องว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดของเมืองไทย และผำยังมีศักยภาพอีกหลายด้านที่ฟาร์มกำลังวิจัย โดยเฉพาะในเรื่องของสารพิเศษบางประเภท ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเลี้ยงในระบบเวอร์ติคอลเท่านั้น และสามารถสกัดออกมาได้
สำหรับเกษตรกรในยุคปัจจุบัน ผำไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือทางรอดที่สำคัญ เพราะสอดคล้องกับเทรนด์โลกที่กำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนอาหารและโปรตีน รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่สำหรับการปศุสัตว์ ในอนาคต ผำจึงจะเป็น ตัวแทนสำคัญของโปรตีนพืช และเป็นแหล่งวิตามิน B12 ที่สำคัญสำหรับชาววีแกน
ด้วยนวัตกรรม Vertical Farm ที่ฟาร์มนำมาใช้ ผำจึงสามารถเป็นได้มากกว่าอาหารทั่วไป โดยมีโอกาสในการต่อยอดไปสู่การใช้งานในระดับ Medical Grade, อาหารเสริม, เภสัชภัณฑ์, หรือเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นโอกาสที่หลากหลายมาก

ซึ่งโอกาสและอนาคตของผำยังคงมีอยู่เสมอ แต่สิ่งสำคัญคือ ผำที่ผลิตออกมามีคุณภาพเพียงพอที่จะตอบโจทย์ตลาดระดับสูงได้หรือไม่ เพราะคุณภาพสูงคือสิ่งที่ช่วยให้การต่อยอดทางการตลาดเป็นไปได้อย่างง่ายดายและหลากหลาย โดยฟาร์มได้แบ่งตลาดออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มลูกค้าทั่วไป (B2C) เน้นความสะอาดและความมั่นใจ
กลุ่มเป้าหมายนี้คือลูกค้าที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง ที่ใส่ใจในการบริโภคเป็นพิเศษ และต้องการความมั่นใจว่าผำที่รับประทานจะไม่มีสิ่งปนเปื้อน เพื่อตอบโจทย์ตลาดนี้ ฟาร์มได้ใช้ น้ำ RO ในการเพาะเลี้ยง และเป็น เจ้าแรกๆ ของไทยที่ใช้ถาดเลี้ยง Food Grade ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความพรีเมียมสูง

กลุ่มธุรกิจและงานวิจัย (B2B) เน้นความแม่นยำและเสถียรภาพ
ปัจจุบันฟาร์มได้รับความสนใจจากนักวิจัยจากสถาบันต่างๆ ที่นำผำไปวิเคราะห์ทดลอง โดยเหตุผลที่เลือกผำจากฟาร์มคือ การเพาะเลี้ยงด้วยระบบควบคุมแสงและ Vertical Farm ทำให้สามารถควบคุมตัวแปรต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ และผลการวิเคราะห์ทางโภชนาการที่ได้จึงมีความถูกต้องและแม่นยำสูงสุด และความเสถียรนี้เองที่ดึงดูดอุตสาหกรรมต่างๆ ให้นำผำจากฟาร์มไปใช้เป็นวัตถุดิบ (Raw Material) ในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่อยอด
กลุ่มนักลงทุน (Investment) เน้นจุดแข็งด้านประสิทธิภาพ
สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในรูปแบบระบบเลี้ยงแนวตั้ง ที่ฟาร์มมีความได้เปรียบถึง 4 ด้าน ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้การลงทุนมีความน่าสนใจ
1. ประหยัดต้นทุนน้ำ การเลี้ยงในรูปแบบคอนโด ใช้น้ำน้อยมาก ช่วยลดต้นทุนได้อย่างเห็นได้ชัด
2. ประหยัดต้นทุนปุ๋ยและปลอดภัย เมื่อใช้น้ำน้อย ก็ใช้ปุ๋ยน้อยตามไปด้วย ซึ่งนอกจากจะประหยัดต้นทุนแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อผู้บริโภค
3. ไม่มีข้อจำกัดพื้นที่ สามารถติดตั้งคอนโดได้ในพื้นที่จำกัด ทำให้พื้นที่น้อยได้ผลผลิตเยอะ และหากมีพื้นที่มาก ผลผลิตก็จะเพิ่มทวีคูณ
4. ความแตกต่างสู่ตลาดโลก ผำของฟาร์มมีคุณภาพและมาตรฐานที่แตกต่าง ทำให้ได้รับการยอมรับในการขยายโอกาส ด้านการส่งออก สู่ตลาดโลก
สร้างมาตรฐานสู่สากลและเจาะตลาดยุโรป
Innovation Food คือคำตอบ
คุณเจเปิดเผยว่า เป้าหมายหลักของฟาร์มคือการสร้างสรรค์ Innovation Food (อาหารนวัตกรรม) และมุ่งเน้นการส่งออก เป็นหลัก ฟาร์มจึงไม่ได้มองแค่การนำผำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ทั่วไปอย่างเส้นพาสต้าหรือบราวนี่ แต่ต้องการต่อยอดในรูปแบบใหม่ๆ ด้วยวิสัยทัศน์นี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฟาร์มต้องใช้ถาดเพาะเลี้ยง Food Grade ในระบบ Vertical Farm เพื่อให้มั่นใจว่าทุกกระบวนการผลิตสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุด
ปัจจุบันตลาดที่ฟาร์มกำลังมุ่งเน้นคือ ยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยสูง ฟาร์มกำลังร่วมมือกับหลายองค์กรเพื่อผลักดันให้ผำไทยมีมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับการส่งออก เนื่องจากผำยังเป็นที่รู้จักในต่างประเทศไม่นาน จึงยังไม่มีข้อกำหนดหรือมาตรฐานที่ตายตัวเหมือนพืชอื่น เช่น USDA หรือ GAP ซึ่งผำเพิ่งได้รับการรับรองเมื่อไม่นานมานี้ฟาร์มจึงไม่ได้เพียงแค่ส่งสินค้าออกไป แต่กำลังทำหน้าที่ สร้างมาตรฐานและความมั่นใจให้แก่ตลาดต่างชาติด้วย

“ผมมองว่าฟาร์มกำลังเข้าไปเสริมความมั่นใจให้แก่ต่างชาติ ด้วยฟาร์มที่ทำระบบ Vertical Farm Food Grade ทำให้คู่ค้าเห็นภาพความสะอาดชัดเจนและเกิดความมั่นใจในคุณภาพที่สูงกว่ามาก ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดตลาดและสร้างความเชื่อมั่นในผำไทยให้กับชาวต่างชาติมากขึ้น
หรือสรุปได้ว่าคุณภาพคือหัวใจสำคัญ หากผำมีคุณภาพสูงพอ ก็จะสามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล ผำถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับเกษตรกร เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นพืชชนิดเดียวที่มีวิตามิน B12 และมีกรดอะมิโนที่สำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดต่างประเทศขาดแคลน หากฟาร์มสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านคุณภาพและความปลอดภัยนี้ได้ อนาคตของผำไทยย่อมสดใสอย่างแน่นอน” คุณเจ กล่าวทิ้งท้าย
หากสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ เพจ : Wolffia Vertical
