ต้นอ่อนทานตะวัน พืชจิ๋วประโยชน์แจ๋ว อุดมด้วยสารอาหารสูง มีวิตามิน A, B, C, E ไฟเบอร์ และต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา และลดคอเลสเตอรอล ถือเป็น Superfood สำหรับสายสุขภาพอย่างแท้จริง ที่สำคัญคือใช้เวลาเพาะเพียง 7 วัน ก็ตัดกินได้ทันที ต้นทุนต่ำ ใช้พื้นที่ไม่มาก เพาะมุมข้างบ้านก็ทำได้ ตอบโจทย์พนักงานประจำที่อยากหาอาชีพเสริม หรือคนพื้นที่น้อยที่มองหารายได้เพิ่ม นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างอาชีพที่น่าจับตามอง

พี่นัน-นภัสวรรณ แสวงวุฒิพันธ์ เจ้าของ “ลุงนันกับป้านุ้ย ฟาร์มต้นอ่อนผักอร่อย” ซอยเคหะร่มเกล้า 29 แยก 5 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร อดีตพนักงานออฟฟิศที่ตัดสินใจลาออกจากงานเพราะถึงจุดอิ่มตัว หันมาเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรอย่างเต็มตัว
พี่นันเล่าว่า ตอนลาออกยังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรต่อ แต่ด้วยความชอบต้นไม้เป็นทุนเดิม ประกอบกับครอบครัวทำเกษตรมาก่อนจึงมีพื้นฐานติดตัว จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากรายการทีวีที่เผยแพร่เรื่องราวเกษตรกรเพาะต้นอ่อนทานตะวันรายได้ 10 ล้าน โดยบอกว่า “7 วันก็รวยได้” ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากสำเร็จแบบนั้นบ้าง จึงตัดสินใจลงมือทำทันที
จุดเริ่มต้นใช้พื้นที่หน้าบ้านเพียง 12 ตารางเมตร กับถาดเพาะ 10 ถาด และเมล็ดพันธุ์ 2 กิโลกรัม (เมล็ดลายไทย 1 กิโลกรัม และเมล็ดดำนอก 1 กิโลกรัม) นำมาทดลองเพาะเพื่อสังเกต เปรียบเทียบจุดเด่นจุดด้อยของทั้งสองสายพันธุ์ ลองผิดลองถูกจนมั่นใจในคุณภาพ

แต่เมื่อมาถึงวันที่ได้ตัดผลผลิตรอบได้ประมาณ 9 ขีด กลับต้องนั่งร้องไห้เพราะลืมคิดเรื่องการตลาด ไม่รู้จะเอาไปขายใครหรือขายยังไง ท้ออยู่พักหนึ่งก่อนคิดได้ว่าถ้าปล่อยไว้ก็เน่าทิ้งเสียเปล่า จึงไปหาถุงจีบใบเล็กมาแบ่งใส่ถุงขาย วันนั้นขายได้เงินมา 180 บาท ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ฮึดสู้ เริ่มวางแผนชีวิต วางแผนการปลูก และวางกลยุทธ์การตลาดอย่างเป็นระบบ
จากวันแรกที่มีรายได้ 180 บาท ปัจจุบันพี่นันท์สามารถสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้วันละ 1,500–2,000 บาท บนพื้นที่หน้าบ้านเพียง 12 ตารางเมตรเท่าเดิม
เทคนิคการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน
เก็บขายทุก 7 วัน สร้างรายได้วันละพัน
พี่นันอธิบายว่าปัจจุบันที่ฟาร์มมีการเพาะต้นอ่อนทานตะวันประมาณวันละ 20–22 ถาด ในพื้นที่ 12 ตารางเมตรเท่าเดิม จุดนี้จึงต้องมีการวางแผน จะต้องทำเป็น “ฟาร์มแนวตั้ง” โดยเพิ่มชั้นวางหมุนเวียนทีละชั้นจนสูงสุดที่ 4 ชั้น และด้วยพื้นที่ที่จำกัดและสภาพแวดล้อมโดยรอบที่ไม่เหมาะกับการทำเกษตร จึงต้องประยุกต์เป็นโรงเรือนกึ่งปิด และใช้พัดลมอุตสาหกรรมช่วยเป่าระบายอากาศ ช่วงแรกได้ผลผลิตประมาณ 8–10 กิโลกรัม จนกระทั่งช่วงเดือนพฤษภาคม ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 20 กิโลกรัม จากการปรับมาเพาะเลี้ยงชั้นวางในบ้าน ใช้ไฟปลูกพืชช่วย และบริหารจัดการลม แสงแดด อากาศ และน้ำอย่างเป็นระบบ

โดยลักษณะของต้นอ่อนทานตะวันที่ดีต้อง “อวบ ขาว ยาว ใบเขียวสดไม่ออกเหลือง” การเพาะให้ประสบความสำเร็จ พี่นันเผยเคล็ดลับว่า เกษตรกรต้องเป็นคนช่างสังเกต เพราะวัสดุเพาะแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ฟาร์มเคยใช้ขุยมะพร้าวผสมแกลบดำอัตราส่วน 2:1 แต่พบปัญหาอุ้มน้ำได้น้อย ทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ง่าย จึงเปลี่ยนมาใช้ “ดินถุงทั่วไป” ปัญหาโรครากเน่าก็แทบหมดไป
ขั้นตอนการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน
1. การเตรียมถาดเพาะ
ถาดเพาะกล้า (สำหรับมืออาชีพ) แนะนำเป็นถาดเพาะกล้าที่มีรูระบายน้ำขนาดกว้าง 30 x ยาว 60 x สูง 3.5 เซนติเมตร ข้อดีคือใส่ดินได้พอดีปากถาด ลมพัดผ่านระหว่างต้นได้ดี ช่วยลดปัญหาต้นเน่า
ถาดไดโซะ ขอบสูง 8 x กว้าง 35 x ยาว 50 เซนติเมตร ขอบทึบ เกษตรกรนิยมใช้เพราะช่วยให้ต้นยืดยาวขึ้น แต่มีข้อเสียคือลมไม่เข้าด้านข้าง ทำให้เกิดโรคเน่าง่ายกว่าถาดเพาะกล้า
2. การเตรียมวัสดุปลูก ทำได้ 2 แบบ คือ
แบบที่ 1 ใช้ขุยมะพร้าวที่แช่น้ำล้างสารแทนนินแล้ว ผสมแกลบดำอัตราส่วน 2:1 (ข้อเสียของแกลบดำคืออมความร้อน ทำให้ควบคุมน้ำยาก ข้างบนดูเปียกแต่ข้างล่างอาจจะแห้ง)
แบบที่ 2 (แบบที่ฟาร์มใช้อยู่) ดินถุงทั่วไป นำมาร่อนเอาเศษหินและเศษใบไม้ออก เพื่อไม่ให้ขัดขวางการเติบโตของราก จากนั้นนำดินใส่ถาดแล้วปาดให้เสมอพอดีปากถาด
3. การเตรียมและบ่มเมล็ดพันธุ์
คัดเมล็ดแตก เมล็ดหัก เมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ออก นำไปตากแดด 1 แดดก่อนนำไปแช่น้ำ เพื่อไล่ความชื้น ซึ่งจะช่วยให้เปลือกเมล็ดหลุดง่ายขึ้นในขั้นตอนการปัด และลดการเกิดโรคใบสนิม

การแช่เมล็ด แช่น้ำประมาณ 6–8 ชั่วโมง (หากเป็นช่วงหน้าฝนให้แช่ผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มา)
การบ่มเมล็ด สำหรับต้นอ่อนทานตะวันตักเฉพาะเมล็ดที่ลอยน้ำมาใช้ ส่วนเมล็ดที่จมมักเป็นเมล็ดลีบหรือเปลือกแตกซึ่งมีอัตราการงอกต่ำ จากนั้นนำเมล็ดไปบ่มในผ้าห่อไว้ 8–12 ชั่วโมง แล้วนำมาคลุกเชื้อราไตรโคเดอร์มา โดยใช้น้ำหนักเมล็ดหลังบ่มประมาณ 280 กรัมต่อถาด
4. การปลูกและการดูแล
โรยเมล็ดให้ทั่วถาด เกลี่ยไม่ให้ทับกัน ใช้เกรียงตบเบาๆ ให้เมล็ดจมลงในวัสดุเพาะประมาณ 3/4 ของเมล็ด แล้วใช้บัวรดน้ำให้ชุ่ม

ใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดวางปิด แล้วซ้อนถาดทับกันไม่เกิน 10 ชั้น ใช้ถุงดินหรือของมีน้ำหนักทับไว้ด้านบนประมาณ 1 วัน (เมื่อผ่านไปครึ่งวัน ให้สลับถาดล่างขึ้นบน ถาดบนลงล่าง เพื่อให้ทุกถาดได้รับแรงกดเท่ากัน)
ครึ่งวันหลังจากสลับถาด ให้เปิดจัดเรียงขึ้นชั้นปลูก คัดเมล็ดเสียออก รดน้ำให้ชุ่ม แล้วใช้ถาดเปล่าครอบไว้ประมาณ 3–4 วัน

เมื่อได้เวลา ให้เปิดถาดและใช้มือปัดเมล็ดออกเบาๆ เพื่อไม่ให้เปลือกเมล็ดติดยอดจนเกิดความชื้นสะสมและยอดเสีย
การควบคุมแสงและสภาพแวดล้อม เลี้ยงในที่ที่ไม่โดนแดดจัดโดยตรง ใช้สแลนพรางแสง 2–3 ชั้น หรือใช้หลอดไฟสำหรับเพาะพืช เพื่อป้องกันอากาศร้อนชื้นที่ทำให้ต้นล้มและเน่า อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 25–30 องศาเซลเซียส ความชื้นไม่เกิน 70 เปอร์เซ็นต์ (หากความชื้นสูงให้เปิดพัดลมระบายอากาศ)

การป้องกันโรคและแมลง รดน้ำตามปกติ หากฝนตกหนักให้ฉีดพ่นไตรโคเดอร์มาป้องกันรากเน่า ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ส่วนช่วงปัดเมล็ดใหม่ๆ หากมีแมลงวันหรือแมลงหวี่มารบกวน ให้ฉีดพ่น “เชื้อราบิวเวอร์เรีย” (ข้อควรระวัง ห้ามฉีดพ่นบิวเวอร์เรียพร้อมกับไตรโคเดอร์มา)
ขั้นตอนการตัดและการเก็บรักษา
เตรียมตัด รดน้ำก่อนตัดประมาณ 3–4 ชั่วโมง เพื่อให้ต้นสดชื่นและกรอบ สวมถุงมือเพื่อป้องกันน้ำเลี้ยงสีเหลืองติดเล็บ
การตัด ใช้ใบมีดคัตเตอร์หรือใบมีดโกน ตัดเหนือดินขึ้นมาประมาณ 1 เซนติเมตร โดยตัดครั้งเดียวให้ขาดเพื่อไม่ให้ต้นช้ำ
การล้าง ล้างทำความสะอาด 3 น้ำ (น้ำที่ 1 และน้ำที่ 2 ล้างเศษดินออก น้ำที่ 3 น้ำผสมน้ำแข็ง) น้ำเย็นจะช่วยลดความเครียดของต้นอ่อน คงความสด กรอบ เขียว และช่วยให้เก็บรักษาได้ยาวนานถึง 10 วันในตู้เย็น

บรรจุ คัดต้นที่เน่าเสียออก สะเด็ดน้ำให้แห้ง นำลงถุง เย็บแม็ก นำเข้าตู้เย็น หรือจัดส่งขายได้ทันที

กลยุทธ์การตลาด ใช้ตลาดนำการผลิต เริ่มต้นจากการโพสต์เล่าเรื่องราว อุปสรรค และเทคนิคการเพาะลงบนสื่อออนไลน์ จนเริ่มมีคนสนใจสั่งซื้อประจำวันละ 2–3 กิโลกรัม จึงเริ่มวางแผนผลิตให้ได้วันละ 4 กิโลกรัม โดยใช้หลัก “ตลาดนำการผลิต” เดินเข้าหาลูกค้าเอง ทั้งร้านอาหารและแม่ค้าที่รับไปขายต่อ
โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักเป็น “ผู้ประกอบการและร้านอาหาร” เช่น ร้านข้าวต้มที่มีเมนูต้นอ่อนทานตะวัน แม้ผู้บริโภคปลายทางจะซื้อได้ในราคาสูงกว่า แต่ร้านอาหารมีความต้องการใช้ทุกวัน ทำให้เรามีรายได้เข้ามาทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันทางฟาร์มมีออร์เดอร์วันละ 20–25 กิโลกรัม สร้างรายได้วันละ 1,500–2,000 บาท พิสูจน์ให้เห็นว่าตลาดต้นอ่อนทานตะวันยังไปได้อีกไกล

แนะนำสำหรับเกษตรกรมือใหม่
พี่นันย้ำว่า จากประสบการณ์ตรงที่เคยเริ่มต้นจากการดูรายการทีวีแล้วลงมือทำทันทีโดยไม่ได้วางแผนตลาด จนต้องนั่งร้องไห้ในวันแรกที่ตัดขาย พี่ไม่อยากให้เกษตรกรมือใหม่เริ่มต้นแบบนั้น แต่อยากให้ “หาตลาดและศึกษาความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ก่อน” ลองสำรวจดูว่ามีร้านค้าหรือร้านอาหารไหนที่ใช้อยู่แล้ว หรือมีแนวโน้มจะใช้ในอนาคตบ้าง เพื่อที่เราจะได้นำผลผลิตไปเสนอตลาดได้ทันที ซึ่งหลักคิดนี้ไม่ได้ใช้แค่กับต้นอ่อนทานตะวันเท่านั้น แต่สามารถปรับใช้ได้กับพืชทุกชนิด
พี่นันทิ้งท้ายว่า การเพาะต้นอ่อนทานตะวันเหมาะมากสำหรับคนที่มองหาอาชีพเสริม เริ่มต้นเพาะแค่วันละ 2–3 ถาด เพื่อทยอยตัดขายทุกวันหยุด ก็สร้างรายได้ดีถึงกิโลกรัมละ 100–150 บาท ใช้เวลาเพาะเพียง 7 วัน ต้นทุนต่ำ วัสดุหาซื้อง่าย และยังมีจุดแข็งสำคัญคือ “นำเข้าไม่ได้” เพราะมีอายุการเก็บรักษาสั้น ผลผลิตสดใหม่ในท้องถิ่นจึงเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก : ลุงนันกับป้านุ้ย ฟาร์มต้นอ่อนผักอร่อย
