ท่ามกลางการพึ่งพาอาหารทางการแพทย์นำเข้าที่มีมูลค่าสูงถึงปีละหลาย 100 ล้านบาท งานวิจัยของนักวิชาการไทยกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ประเทศไทยสามารถพัฒนา “อาหารทางการแพทย์” ที่มีคุณภาพทัดเทียมมาตรฐานสากลได้ด้วยวัตถุดิบเกษตรของตัวเอง พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

ผศ.ดร.สุภัทร์ ไชยกุล ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัยอาหารทางการแพทย์จาก “น้ำนมผสมข้าว” เปิดเผยว่า นี่คืองานวิจัยอาหารทางการแพทย์สัญชาติไทยรายแรกของประเทศ ที่สามารถทดแทนการนำเข้าได้มูลค่ากว่า 300–500 ล้านบาทต่อปี โดยพัฒนาเป็นทั้งอาหารพร้อมบริโภคและอาหารสำหรับผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยาง มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนตามมาตรฐานสากล

คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้ คือการยกระดับวัตถุดิบเกษตรไทยอย่าง “ข้าว” และ “น้ำนมโค” ให้กลายเป็นอาหารทางการแพทย์คุณภาพสูง ข้าวกล้องซึ่งเป็นส่วนเหลือจากการขัดสี ที่เดิมมีมูลค่าเพียง 10–20 บาทต่อกิโลกรัม ถูกเพิ่มมูลค่าเป็น 180–200 บาทต่อกิโลกรัม ขณะเดียวกัน ยังช่วยแก้ปัญหาน้ำนมล้นคลัง ด้วยการใช้น้ำนมโคของเกษตรกรไทยถึง 40% ของส่วนผสมทั้งหมด
“ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และจดอนุสิทธิบัตรแล้ว 2 สูตร ได้แก่ สูตรครบถ้วนปราศจากแล็กโทส และสูตรน้ำนมปกติที่ใช้ข้าวกล้องเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตหลัก ผลการศึกษายืนยันว่ามีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (GI 20–28) ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ” ผศ.ดร.สุภัทร์ กล่าว

ในเชิงเศรษฐกิจ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ได้นำงานวิจัยไปผลิตและจำหน่ายกว่า 345,600 กล่องต่อปี สร้างรายได้มากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว อ้อยและโคนมรวมกว่า 725,760 บาทต่อปี เติบโตสูงถึง 600% สะท้อนความสำเร็จของงานวิจัยที่เชื่อมโยง “เกษตร–สุขภาพ–เศรษฐกิจ” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผศ.ดร.สุภัทร์ ระบุอีกว่า โครงการวิจัยอาหารทางการแพทย์นี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก. หรือ ARDA) ตั้งแต่ปี 2560 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยขณะนี้มีอาหารทางการแพทย์ให้เลือกแล้ว 3 สูตร ได้แก่ สูตรโปรตีนจากพืชในรูปแบบผง สูตรโปรตีนจากน้ำนมที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ และสูตรใหม่จากไข่ขาว ซึ่งเป็นสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

“อาหารตัวนี้ไม่ใช่น้ำข้าว แต่คืออาหารหนึ่งมื้อเต็มๆ เพราะอาหารทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้นมีพลังงาน 1 มิลลิลิตรต่อ 1 แคลอรี ให้สารอาหารครบทุกชนิดตามคำแนะนำด้านโภชนาการสำหรับคนไทย มีวิตามินและแร่ธาตุครบถึง 18 ชนิด ปริมาณการบริโภคสามารถออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยหรือคนทำงานทั่วไปที่ต้องการเสริมโภชนาการในวันที่รับประทานอาหารไม่ครบ” ” ผศ.ดร.สุภัทร์ กล่าว
นอกจากอาหารทางการแพทย์แล้ว ผศ.ดร.สุภัทร์ และทีมวิจัย ยังต่อยอดงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากเกษตรไทยอีกหนึ่งชนิดที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก นั่นคือ “ชาใบอ่อนข้าวหอมมะลิ” หรือที่หลายคนเรียกว่า “มัทฉะเมืองไทย” ผลิตจากใบอ่อนข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ชงแล้วให้สีเขียว กลิ่นหอมละมุนตามธรรมชาติ ไม่มีคาเฟอีน อุดมด้วยคลอโรฟิลด์ สารต้านอนุมูลอิสระ และสารไบโอแอคทีฟ ซึ่งมีงานวิจัยและการตีพิมพ์ยืนยันคุณประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว และเคยนำเสนอในเวทีต่างประเทศ

ชานี้ผลิตโดยชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด ครอบคลุม 5 อำเภอ วางจำหน่ายทั้งในรูปแบบใบชาและผงชาพร้อมชง ไม่มีการเติมสี กลิ่น หรือแม้แต่น้ำตาล แต่ให้รสหวานอ่อนๆ ตามธรรมชาติ ปัจจุบันจำหน่ายผ่านวิสาหกิจชุมชน บริษัทข้าวสุวรรณภูมิ และตัวแทนจำหน่ายหลายแห่ง รวมถึงสามารถสั่งซื้อโดยตรงจากวิสาหกิจชุมชนบ้านเม้า จังหวัดร้อยเอ็ด

ผศ.ดร.สุภัทร์ อธิบายเสริมต่อว่า การสนับสนุนชาใบอ่อนข้าวหอมมะลิ คือการช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร เพราะแตกต่างจากการทำนาที่ต้องพึ่งน้ำและปลูกได้ปีละครั้ง ใบอ่อนข้าวสามารถใช้น้ำน้อย ปลูกและตัดได้เกือบทุกวัน ไร่หนึ่งให้ผลผลิตใบสดราว 80 กิโลกรัมต่อวัน ขายเป็นใบสดได้กิโลกรัมละประมาณ 70 บาท และเมื่อนำมาแปรรูปเป็นชามูลค่าเพิ่มสูงถึงราว 3,000 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ต่างประเทศให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมดื่มชาออร์แกนิก

“ถ้าเราใช้ของไทย เราก็ช่วยเกษตรกรไทย อยากเชิญชวนให้ประชาชนไปเยี่ยมชมชุมชนผู้ผลิตในจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อสัมผัสบรรยากาศทุ่งนา กลิ่นหอมของข้าว และดื่มชาร้อนๆ จากใบอ่อนข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ซึ่งนอกจากได้ดูงาน ยังเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากด้วย” ผศ.ดร.สุภัทร์ กล่าวทิ้งท้าย

ท้ายที่สุด งานวิจัยอาหารทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ต่อยอดเหล่านี้ ไม่เพียงตอบโจทย์สุขภาพของผู้บริโภค แต่ยังสะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการนำองค์ความรู้มาสร้างนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าเกษตร และลดการพึ่งพาการนำเข้าอย่างยั่งยืน สามารถเป็นต้นแบบของงานวิจัยที่ “ทำได้จริง เห็นผลจริง และเติบโตได้ไกล” บนฐานทรัพยากรของประเทศอย่างมั่นคง
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 08 มกราคม 2026
