Featured ประมง

จากทำนาอย่างเดียว สู่เกษตรผสมผสานเลี้ยงปลา–ปลูกพืช สร้างรายได้หลายทาง ไม่ง้อคนกลาง

จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันการทำเกษตรเพียงด้านเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับครัวเรือนเกษตรกรอีกต่อไป ต้นทุนที่สูงขึ้น ราคาผลผลิตผันผวน และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ ด้วยการปรับรูปแบบการทำเกษตรให้หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น

หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจคือ “เกษตรผสมผสาน” โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรด้านการประมง ที่ไม่ยึดติดกับการเลี้ยงปลาเพียงอย่างเดียว แต่เลือกแบ่งพื้นที่ให้เหมาะสม เพื่อปลูกพืชชนิดอื่นควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลาในพื้นที่เดียวกัน ช่วยกระจายความเสี่ยง เพิ่มช่องทางรายได้ และสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพในระยะยาว

คุณเฉลิม จันทร์รอด เกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรที่ปรับตัว จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวสู่การทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยหันมาเลี้ยงปลาหลายชนิดควบคู่กับการปลูกพืชหลากหลายประเภทในพื้นที่เดียวกัน ส่งผลให้สามารถมีรายได้จากทั้งปลาและพืชผลทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องในแต่ละสัปดาห์

คุณเฉลิม เล่าว่า ในอดีตเคยยึดอาชีพทำนาข้าวเพียงอย่างเดียว แต่รายได้ที่ได้ไม่สอดคล้องกับต้นทุน อีกทั้งยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติอยู่เสมอ จึงตัดสินใจมองหาแนวทางใหม่ในการทำเกษตร โดยเริ่มจากการศึกษาดูงานในพื้นที่อื่นๆ และนำองค์ความรู้ที่ได้มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง


“ช่วงนั้นได้ไปอบรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พอมีที่ดินผืนหนึ่งก็เลยลองปรับรูปแบบการทำเกษตรใหม่ แบ่งพื้นที่ 100 ส่วน เป็นพื้นที่เลี้ยงปลา 30 ส่วน ปลูกข้าว 30 ส่วน ปลูกพืชไร่พืชสวน 30 ส่วน และอีก 10 ส่วนเป็นที่อยู่อาศัย พอเริ่มทำแล้วมีรายได้เข้ามาแทบทุกวัน ทำให้รู้ว่าการทำเกษตรแบบนี้ช่วยสร้างรายได้ได้จริง โดยเฉพาะการเลี้ยงปลา เราขายเองไม่ผ่านคนกลาง ได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย”

ในด้านการทำประมง คุณเฉลิมอธิบายว่า พื้นที่อยู่ในเขตชลประทาน ทำให้มีน้ำเพียงพอต่อการเลี้ยงปลา จึงขุดบ่อเลี้ยงปลาประมาณ 4 บ่อ เติมน้ำในระดับที่เหมาะสมและปล่อยปลาหลายชนิดเลี้ยงรวมกัน โดยไม่ต้องแยกบ่อ ไม่ว่าจะเป็นปลานิล ปลาสวาย ปลาตะเพียน และปลาดุก

การเลี้ยงปลาเน้นการลดต้นทุนเป็นหลัก โดยใช้อาหารจากพืชผลภายในสวน เช่น กล้วยสุกที่มีเหลือในช่วงฤดูกาล นำมาเป็นอาหารปลาเสริม ร่วมกับการให้อาหารเม็ดในบางช่วง ส่งผลให้ปลามีการเจริญเติบโตดี ได้ขนาดตรงตามความต้องการของตลาด

สำหรับการดูแลสุขภาพปลา คุณเฉลิม บอกว่า โรคปลามักเกิดแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง หากพบปัญหาจะสังเกตอาการและแก้ไขตามสถานการณ์ แต่หากเกิดการระบาดรุนแรง จะวิดน้ำออกจากบ่อและตากบ่อเพื่อฆ่าเชื้อก่อนเริ่มเลี้ยงรอบใหม่

ในด้านการตลาดจะเลือกจับปลาขายเองโดยใช้วิธีลากอวน คัดเฉพาะปลาขนาดใหญ่ขึ้นมาจำหน่าย พร้อมแปรรูปทำความสะอาดให้ลูกค้านำไปประกอบอาหารได้ทันที ช่วยเพิ่มมูลค่าและทำให้ขายได้ราคาดีกว่าการขายแบบยกบ่อ ในหนึ่งสัปดาห์สามารถจับปลาจำหน่ายได้ถึง 4 ครั้ง ควบคู่กับการนำพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ออกขายไปพร้อมกัน

“เวลาลากอวน ปลาตัวใหญ่จะติดขึ้นมา เราก็จับขึ้นมาขาย พอปลาในบ่อเริ่มบาง ก็ซื้อตัวเล็กมาปล่อยเสริม เลี้ยงหมุนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ราคาขายปลาสวายกิโลกรัมละ 70 บาท ปลานิลกิโลกรัมละ 80 บาท และปลาดุกกิโลกรัมละ 60 บาท การขายแบบนี้ได้ราคาดีกว่า ทำให้มีกำไรทุกสัปดาห์” 

จากการทำประมงควบคู่กับการปลูกพืช คุณเฉลิมย้ำว่า สามารถสร้างรายได้แทบทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องออกไปหางานอื่นทำ นอกจากนี้ ยังได้ใช้ชีวิตอยู่กับพื้นที่ของตนเองอย่างเต็มที่ สำหรับผู้ที่สนใจทำเกษตรหัวใจสำคัญคือต้องรักในอาชีพ หมั่นเรียนรู้ และให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน เมื่อทำอย่างต่อเนื่องจะสามารถสร้างผลกำไรและต่อยอดเป็นอาชีพที่ยั่งยืน ส่งต่อไปยังลูกหลานในอนาคตได้

ผู้ที่สนใจศึกษาดูงานหรือเรียนรู้การทำประมงผสมผสานกับการปลูกพืช สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณเฉลิม จันทร์รอด อยู่หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก หมายเลขโทรศัพท์  087-205-9029

Related Posts