“สวนกาแฟลีซูมี” ( LISUMI coffee farm) เป็นสวนกาแฟอินทรีย์เนื้อที่ 60 ไร่ บนไหล่เขาของดอยช้าง ที่ความสูง 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทัศนียภาพ 360 องศา โอบล้อมด้วยท้องฟ้า ภูเขา แมกไม้ อากาศบริสุทธิ์ ทิศตะวันออก มองเห็นภูเขาที่เป็นสัญลักษณ์ของดอยช้าง ทิศตะวันตกวิวพระอาทิตย์ตกดินท่ามกลางทิวเขาสลับซับซ้อน
คุณมี่ – ธีรชาติ สถิตธรรมพนา เกษตรกรรุ่นใหม่ซึ่งเป็นทายาทชาวไทยภูเขาเผ่าลีซูรุ่นที่ 3 ที่ทำสวนกาแฟอยู่บนดอยช้างและภรรยา “ คุณส้ม – ปาริชาติ สถิตธรรมพนา” เป็นแกนนำผู้ก่อตั้งสวนกาแฟลีซูมีซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของคนปลูกกาแฟพี่น้องลีซูที่มีความคิดในแนวทางเดียวกัน ที่จะ ใช้“สวนกาแฟลีซูมี” เป็นแหล่งผลิต แปรรูป และพัฒนาระบบนิเวศร่วมกับชุมชน ผ่านแนวคิด LISUMI ซึ่งก็คือ Living – Sustainable – Mindfulness ที่ใส่ใจชีวิต ความยั่งยืน และคุณค่าที่ส่งต่อในทุกถ้วยกาแฟ

“สวนกาแฟลีซูมี” สะสมบ่มเพาะประสบการณ์ เรียนรู้ ลองผิดลองถูก มีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว การเปลี่ยนแปลงมีขึ้นตลอดเวลา การปรับตัว และการพัฒนาแต่ละช่วงเวลา เป็นสิ่งที่ทำอยู่เสมอ การทำงานที่นี่ไม่ได้หยุดแค่ปลูกกาแฟ แต่คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสิ่งแวดล้อม ผู้คน และพัฒนาคุณภาพกาแฟไทยให้ไปไกลถึงเวทีโลก
“สวนกาแฟลีซูมี” ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์กาแฟ การปลูก ดิน สภาพภูมิอากาศ การดูแล การเก็บเกี่ยว การคั่วกาแฟที่เหมาะสมกับเมล็ดกาแฟแต่ละชนิด การคัดสารกาแฟ(Green Bean) ที่มีคุณภาพ พวกเขาเดินหน้ายกระดับคุณภาพกาแฟไทยให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในปีที่ผ่านมา “สวนกาแฟลีซูมี” ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวตัวแบรนด์กาแฟ ชื่อใหม่ “ บีนิ คอฟฟี่ ( BEANi Coffee)” ได้แก่ BEANi Dark และ BEANi Fruity ออกสู่สายตาชาวโลก โดยนำสินค้าไปจัดแสดงในอาคารแสดงนิทรรศการประเทศไทย (Thailand Pavilion) ในงาน world expo Osaka 2025 ณ นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

ปลูกกาแฟกว่า 10 สายพันธุ์
เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว “สวนกาแฟลีซูมี” ทำการทดลองปลูก ต้นกาแฟคละกัน ในช่วงแรก ต้นกาแฟก็ตายไปหลายต้น บางโซน ต้นกาแฟเจริญเติบโตดี บางโซนต้นกาแฟก็แคระแกรน ทางสวนใส่ใจดูแลหมั่นเดินตรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รู้จักพื้นที่แต่ละโซนในสวน ตรงไหนดินเป็นอย่างไร ลม แสงแดด สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร พืชที่จะเจริญเติบโตดีแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันไป ต่อมา เปลี่ยนมาปลูกแยกโซนตามพันธุ์กาแฟ ปัจจุบันมีปลูกต้นกาแฟไว้เกิน10สายพันธุ์ เช่น ต้นกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ต้นกาแฟพันธุ์โรบัสต้า ต้นกาแฟพันธุ์จาวา (Java) ต้นกาแฟพันธุ์ IPR 107 หรือ Syrina พันธุ์เกอิชา ฯลฯ

สวนกาแฟหลายแห่งเน้นปลูกต้นกาแฟเป็นแนวเป็นแถว แต่ที่“สวนกาแฟลีซูมี” จะมองไม่ค่อยเห็นต้นกาแฟ เพราะเน้นผลิตกาแฟให้มีคุณภาพ โดยคำนึงถึงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ จึงปลูกต้นกาแฟไม่ให้หนาแน่นมากนัก และปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่เพื่อให้พืชเติบโตอย่างเกื้อกูลกันด้วยความหลากหลายของธรรมชาติ รบกวนระบบนิเวศน้อยที่สุด ข้อดีของการปลูกกาแฟร่วมกับป่า ช่วยลดการตัดไม้ ช่วยป้องกันไฟป่าแล้ว ยังเป็นการทำเกษตรแบบรักษ์โลก และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย
ดินใน“สวนกาแฟลีซูมี” บางโซนมีอินทรีย์วัตถุ (humus) สูงอยู่แล้วจากเศษใบไม้ กิ่งไม้ ใบหญ้าที่ถูกตัดไปทับถมย่อยสลาย เกิดพลังขับเคลื่อนหมุนเวียนขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่นี่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี เพราะมองว่า N P K ที่ใส่ปนมากับพวกปูนแป้ง พวกนี้จะลงไปแทรกให้ดินแล้วทำให้ดินเสื่อมและแน่นแข็ง
ภายใน “สวนกาแฟลีซูมี” ไม่มีการเผาใบไม้ หรือเศษกิ่งไม้ เนื่องจากเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม การเผาทำให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินตายไปด้วย และยังทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศ ทุกวันนี้ ทางสวนทำปุ๋ยอินทรีย์หมักใช้เอง โดยแบ่งเป็น 3 กอง หมักใหม่/ระหว่างหมัก/พร้อมใช้ ระยะเวลาขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม

ปุ๋ยอินทรีย์หมักของที่นี่ ผลิตจากอินทรีย์วัตถุในสวนและเศษอาหาร ใช้ต้นไม้ที่ล้ม หัก หรือจากการตัดแต่งกิ่ง มากั้นเป็นคอก แล้วเอาพวกเศษใบไม้ กิ่งไม้เล็กๆ และพวกเศษอาหารจากพืชผัก ผลไม้ เปลือกไข่ กากกาแฟ เปลือกเชอรี่กาแฟ มาใส่เป็นชั้นๆ สลับกัน หลีกเลี่ยงกะทิ น้ำมัน ไขมันสัตว์ (จุลินทรีย์ย่อยได้ช้า) หมักรอเวลาจะได้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างดีมีแร่ธาตุที่หลากหลายตามธรรมชาติ
“สวนกาแฟลีซูมี” มองว่า การมีต้นหญ้าดีกว่าการเปลือยดิน เพราะรากหญ้าช่วยชอนไชดินให้ร่วนซุย ช่วยรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้าง เก็บกักความชื้นไว้เมื่อหมดฤดูฝน บริเวณรากหญ้ามีจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ดอกหญ้าบางชนิดก็เป็นแหล่งอาหารให้ผึ้ง ช่วงฤดูฝนต้นหญ้าโตเร็ว ต้องตัดบ่อย พวกเขาเลือกใช้เครื่องตัดหญ้า ใช้เคียวเกี่ยว ใช้จอบ ใช้มือถอนบ้าง พื้นที่ลาดเอียงถือว่าเป็นงานหนักพอควร งานตัดหญ้าบนเขานั้นยาก ต้องใช้เวลาและใช้แรงกาย ต้นหญ้าที่ถูกตัดกลายเป็นปุ๋ยพืชสดอย่างดี
การเพาะกล้ากาแฟในแบบฉบับ “สวนกาแฟลีซูมี”
การขยายพันธุ์กาแฟอราบิก้า จะใช้วิธีเพาะเมล็ด เมื่อผลกาแฟสุก จะนำมาแกะเปลือกด้วยมือ สำหรับชิม และคัดเลือกเมล็ดที่สมบูรณ์นำไปขยายพันธุ์ต่อ โดยทยอยปลูกต้นกาแฟก่อนหมดฤดูฝน

เมื่อมีการเพาะกล้ากาแฟในปริมาณมาก จะใช้วัสดุเพาะที่ร่วยซุย หรือดินผสมทราย ย้ายกล้าเมื่อกล้ากาแฟอยู่ในระยะหัวไม้ขีดหรือระยะปีกผีเสื้อ เวลาย้ายต้องค่อยๆ ใช้พลั่วปลายแหลมปักลงดินข้างต้นกล้าลงไปให้ลึกกว่าราก (10 กว่าเซนติเมตร) แล้วตักงัดทั้งดินยกออกมา จากนั้นค่อยๆ แยกรากออกทีละต้น ก่อนแยกต้นกล้าควรงดการรดน้ำ หากมั่นใจว่ามือเบาและประณีตพอ สามารถย้ายเมล็ดกาแฟเมื่อเห็นว่ามีรากงอกได้ โดยคอยหมั่นสังเกตดู หรือจะเพาะเมล็ดกาแฟในถุงเพาะหรือกระถางเลยก็ได้ ขนาดถุงก้นลึกอย่างน้อย 3×8 นิ้ว หรือ 3×9 นิ้วก็จะดีมากเพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับรากแทงลงดิน
เมื่อรากแข็งแรง ลำต้นก็จะแข็งแรง การเจริญเติบโตของรากพืชและลำต้นมีความสัมพันธ์กัน ย้ายกล้าอีกครั้งตอนใบคู่จริงเริ่มแตกออก โดยย้ายทั้งดินหุ้มราก ไปยังถุงเพาะขนาด 5×11 นิ้วเป็นอย่างน้อย เมื่อต้นกล้าอายุ1 ปีสามารถนำไปปลูกลงแปลงได้โดยต้องมีไม้ร่มเงาให้ต้นกล้ากาแฟ ที่สวนแห่งนี้ มีบางสายพันธุ์ที่ประคบประหงมและลุ้นการงอกเป็นพิเศษ จะใช้วิธีการเพาะเมล็ดกาแฟในตะกร้าเพาะ เมื่อเห็นว่ารากงอกก็ย้ายไปถุงเพาะขนาด 5×11 นิ้วเลย (เหมือนซื้อเสื้อผ้าเผื่อโตให้ลูก) เป็นการหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อระบบรากของต้นกาแฟจากการย้าย

การปลูกดูแลสวนกาแฟ
“สวนกาแฟลีซูมี” ตระหนักดีว่า ต้นกาแฟจะเจริญเติบโตดี อันดับแรกดินต้องดี ดินในสวนแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก เป็นดินที่มีชีวิต มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืช มีอินทรีย์วัตถุสูง ( Humus) รวมทั้งได้ปัจจัยเสริมคือ มีแสงแดด แหล่งน้ำเพียงพอ อุณหภูมิที่เหมาะสม อากาศเย็นตลอดปี ต้นกาแฟแต่ละต้น แม้พันธุ์เดียวกัน แต่ปลูกต่างที่กัน ก็อาจให้ผลผลิตกาแฟที่แตกต่างกัน
ธรรมชาติของต้นกาแฟอาราบิก้า เจริญเติบโตได้ดีบนที่สูง ระหว่าง 800 – 1,920 เมตรจากระดับน้ำทะเลในพื้นที่จังหวัดเชียงราย รวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่ น่าน ฯลฯ ซึ่งมีความชื้นสูง และสภาพอากาศเย็นอุณหภูมิเฉลี่ย 15-25 องศาเซลเซียส พวกเขาเลือกจัดการสวนกาแฟแบบ microclimate คือปลูกภายใต้ร่มเงาของไม้ชนิดอื่น เช่น ไม้ป่า ไม้ผล ฯลฯ เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้กาแฟมีคุณภาพดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ข้อดีของการจัดการสวนกาแฟภายใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่คือ ทำให้เกิดความชื้น และทิศทางลม ซึ่งจะช่วยรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสม ป้องกันแดดจัด ลดการสังเคราะห์แสงที่ลดลง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมช่วยให้ต้นกาแฟไม่เครียด กาแฟสุกช้าลงทำให้มีเวลาสะสมสารหอมระเหยมากกว่า จนได้รสชาติที่ซับซ้อนแล้ว ได้ผลผลิตคุณภาพสูง รสหอมหวาน กลมกล่อม มีความเป็นกรดสูง สามารถเพิ่มผลผลิตและยืดอายุต้นกาแฟได้ยาวนาน

คัดกาแฟทุกเมล็ดด้วยความตั้งใจ
ฤดูฝน..จากดอกกาแฟสีขาว กาแฟที่ติดลูก (coffee cherry) จะค่อย ๆ สะสมอาหาร ลูกเชอร์รี่กาแฟค่อย ๆ เจริญเติบโตช้า ๆ กาแฟเริ่มทยอยสุก เชอรี่กาแฟเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีเหลือง สีส้ม สีแดง ประมาณกลางเดือนตุลาคม ไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม ขึ้นอยู่กับลักษณะอากาศในแต่ละปีด้วย เช่น ฝนชุก หนาวจัด ลมพายุ ทำให้ส่งผลอาจจะเร็วขึ้นหรือช้าลงบ้าง
แต่ละปี“สวนกาแฟลีซูมี” จะเริ่มเก็บกาแฟ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว เมื่อผลเชอรี่กาแฟมีสีแดงทั่วทั้งผล เนื่องจากที่นี่ปลูกกาแฟโดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติ กาแฟแต่ละต้นจึงออกลูกไม่ดกดื่นมากนัก เน้นการเก็บกาแฟแต่ละต้นอย่างระมัดระวัง เพื่อจะสังเกตต้นกาแฟ และสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ต้นกาแฟไปด้วยในเวลาเดียวกัน
หลังเก็บเชอร์รี่กาแฟมาแล้วจะนำไปล้างและตักเอาลูกที่ลอยลูกที่เสียออก แล้วนำเชอร์รี่กาแฟไปสีลอกเปลือก จะได้เมล็ดกาแฟที่ยังคงมีเมือกเคลือบอยู่ นำไปตากแดดในช่วง 2-3 วันแรกของการตากกาแฟ จะต้องคอยหมั่นเกลี่ยกาแฟระหว่างวัน เพราะเมล็ดกาแฟจะมีเมือกเคลือบเหนียว หากตากไม่ดีเกลี่ยกาแฟไม่ทั่วอาจทำให้กาแฟมีกลิ่นหมักจากเมือกและอาจมีราขึ้นได้


หลังตากลูกเชอรี่กาแฟให้แห้งด้วยแสงแดดธรรมชาติ ที่แดดไม่แรงจัด มีลมพัดเรื่อยๆ ทำให้เชอรี่กาแฟค่อยๆ แห้งอย่างช้าๆ ใช้เวลาตากประมาณหนึ่งเดือน ยังไม่ทันได้นำไปคั่วก็ได้กลิ่นหอมผลไม้แห้งหวานๆ หลังขบวนการนี้ ก็จะได้กาแฟกะลา (Coffee parchment) เมื่อนำกาแฟกะลาไปสีเปลือกออกก็จะได้สารกาแฟ (Green bean) ก่อนจะนำไปคั่วเป็นเมล็ดกาแฟคั่วต่อไป
“สวนกาแฟลีซูมี” เลือกการผลิตกาแฟโดยกรรมวิธีแบบแห้งซึ่งใช้เวลาตากนาน 23 – 30 วันเป็นอย่างต่ำ ใช้พื้นที่และเวลามากแต่ประหยัดน้ำกว่าการทำแบบเปียก การผลิตกาแฟด้วยกรรมวิธีแบบแห้งเหมาะสำหรับเกษตรกรที่ปลูกกาแฟขนาดแปลงเล็ก เพราะช่วยลดการใช้น้ำ ลดมลภาวะจากน้ำเพราะไม่ต้องนำไปหมักในน้ำอย่าง Washed process
เพิ่มมูลค่าเปลือกกาแฟ ขยะเหลือทิ้ง เป็นสุดยอดชาดีต่อสุขภาพ
ผลกาแฟ (coffee cherry) สามารถกินผลสดเมื่อสุกได้ เปลือกนอกจะหนามีรสฝาด แต่เนื้อในคล้ายองุ่นรสจะหวาน ในอดีตเปลือกเชอร์รี่กาแฟมักถูกทิ้งหรือใช้เป็นปุ๋ย แต่เปลือกเชอร์รี่กาแฟมีเนื้อที่หวานและมีกลิ่นผลไม้ ทำให้เหมาะแก่การนำมาทำเป็นเครื่องดื่มแบบชาผลไม้ เมื่อนำเปลือกเชอร์รีกาแฟมาตากแห้งจะได้ซาเปลือกกาแฟที่มีรสหวานหอม ปัจจุบัน“สวนกาแฟลีซูมี” ได้นำเปลือกเชอร์รี่ เมื่อแห้งแล้วนำไปชงเป็นชา เรียกว่า Coffee cherry tea หรือ Cascara tea เนื่องจากเชอร์รี่กาแฟในสวนแห่งนี้มีหลายเฉดสี แดงส้ม แดงเข้ม แดงม่วง เหลืองสด เหลืองส้ม รสชาติของผลสดก็หวานแตกต่างกัน


ในทางปฏิบัติยังสามารถใช้เทคนิค”การหมัก (fermentation)” เพื่อเพิ่มความหวานและพัฒนากลิ่น การหมักแบบไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic)เป็นเวลาสั้น ๆ ในอุณหภูมิต่ำ จะเพิ่มการสร้างสารระเหยที่ให้กลิ่นผลไม้และความหวาน หลังจากหมักแล้วนำไปตากแห้งหรืออบแห้งเพื่อหยุดการหมักจะได้ cascara ที่มีรสผลไม้และหวานมากขึ้น ทำให้ผู้ปลูกกาแฟมีรายได้เพิ่มจากการขายชาเปลือกเชอร์รี่กาแฟอีกทางหนึ่ง
Coffee cherry tea หรือ Cascara tea ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องดื่ม super foodเพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) สูงสูงกว่าชาเขียว 10 เท่า แต่มีคาเฟอีนในปริมาณต่ำ นำไปชงเป็นเครื่องดื่มก็แสนง่าย แค่นำชาเปลือกกาแฟ 5 กรัม แช่ในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 92 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที ก็จะได้เครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีใยอาหาร วิตามิน C และ E มีสารโพลีฟีนอลเข้มข้น ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบในร่างกาย ชะลอความเสื่อมของระบบประสาท ช่วยชะลอวัย บำรุงผิว บำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิต ช่วยลดความเครียดและช่วยนอนหลับดีขึ้น
แมคคาเดเมีย ปลูกดูแลไม่ยาก
“สวนกาแฟลีซูมี” เริ่มปลูกต้นมะคาเดเมียเมื่อปี 2555 จำนวน 700 ต้น และทยอยปลูกเพิ่มอีกในแต่ละปี เพื่อเป็นไม้ร่มเงาให้ต้นกาแฟ โดยคัดเลือกพันธุ์ต้นกล้า ปลูก 4 สายพันธุ์ คละกันในแปลง เพราะมะคาเดเมียเป็นพืชที่ชอบผสมข้ามพันธุ์ จึงจะติดลูกดี พื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกต้นแมคคาเดเมีย ต้องมีสภาพอากาศเย็น มีอุณหภูมิต่ำกว่า 20°C เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อกระตุ้นการออกดอก และอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยไม่ควรเกิน 30°C เพราะอากาศร้อนจะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต เนื้อในเล็ก กะลาแข็งตัวเร็ว (อุณหภูมิอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ หากพืชมีการปรับตัว และขึ้นอยู่กับการดูแล) ต้นมะคาเดเมียอายุ 10 ปีขึ้นไปจึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา

“สวนกาแฟลีซูมี” ออกแบบให้ต้นแมคคาเดเมียทำหน้าที่สร้างร่มเงา เพื่อปรับ microclimate รอบต้นกาแฟ ช่วยลดอุณหภูมิ ลดความแปรปรวนของแสง รักษาความชื้นในดินและอากาศแล้ว การลงทุนครั้งนี้ ยังช่วยให้สวนแห่งนี้มีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นจากการขายผลผลิตจากถั่วแมคคาเดเมียด้วย
ปัจจุบัน“สวนกาแฟลีซูมี” ตั้งอยู่เลขที่ 201 หมู่ 26 หมู่บ้านดอยช้างลีซู ตำบลวาวี อำเกอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย หากใครสนใจผลิตภัณฑ์ของ“สวนกาแฟลีซูมี” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE @lisumicoffee FB : Lisumi Coffee Farm เพจ LISUMI Coffee และทาง Line official / Instagram ค้นหา @lisumicoffee
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบข่าวจาก LISUMI coffee farm
