พืชทำเงิน

ไทยก้าวสู่ “ ผู้นำตลาดไม้แปลก-ไม้หายากของโลก”  Soft Power มูลค่าสูง เทียบชั้น “Supercar” แห่งวงการพรรณไม้ ในงาน Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 19 #Spring  

7 มีนาคม 2569 – ณ แจ้งวัฒนะ ฮอลล์ ชั้น 5.5 เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 19 #Spring มหกรรมไม้แปลก-ไม้หายากนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก โดยมีนายสรรพสิริ เชาวน์วาณิชย์ Show Director ให้การต้อนรับ  การจัดงานครั้งนี้ ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตและศูนย์กลางการค้าพรรณไม้สำคัญของโลก  ภายในงานมีนักสะสม ผู้ประกอบการเกษตร และผู้หลงใหลในพรรณไม้จากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของ “Exotic Plant ไม้แปลกและไม้หายาก” ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก

โขว์ไม้แปลกต้นละ1ล้านบาท

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมากในอุตสาหกรรมไม้แปลก-ไม้หายาก จนสามารถเรียกได้ว่าเป็น “เบอร์ 1 ของโลก” ในด้านนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการไทย มีฐานรากการผลิตที่เข้มแข็ง และได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันประเทศไทยได้เปรียบในด้านสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกไม้แปลก-ไม้หายากส่วนใหญ่เป็นพืชเขตร้อน ซึ่งยุโรปผลิตไม่ได้และต้องใช้ต้นทุนสูงในการเลี้ยงดูในเรือนกระจก ในขณะที่ไทยสามารถผลิตได้ด้วยสภาพบรรยากาศ และสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ได้เปรียบเทียบกว่าประเทศอื่น

 อุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมดในไทย รวมถึงกลุ่มไม้แปลก-ไม้หายากโดยรวมมีมูลค่าการส่งออกในลักษณะล็อตใหญ่ไปยังตลาดหลักอย่างอเมริกา ยุโรป รวมทั้งตลาดใหม่ที่ที่น่าจับตามอง อย่างประเทศจีน ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ต้นนี้ 1 ล้านบาท

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรให้การสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ 1.การยกระดับศักยภาพการผลิต โดยพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer ที่สามารถบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างมีตลาดรองรับ 2.การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการพัฒนาด้านการตลาดผลักดันไม้แปลก-ไม้หายากของไทยที่เปรียบเสมือน “Supercar” ของวงการไม้ดอกไม้ประดับ สู่ตลาดสากล ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม และ 3.การทำ Business Matching ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงการค้าและตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต Exotic Plants สำคัญของโลก


นอกจากนี้ นายรพีทัศน์ กล่าวอีกว่า  กรมฯประสบความสำเร็จในการวิจัยและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชหายาก เช่น กล้วยไม้รองเท้านารี 8 สายพันธุ์ เพื่อยกระดับให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส่งออกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย  ตามรอยความสำเร็จของกล้วยไม้ป่าตระกูลช้างที่กลายเป็นพืชเศรษฐกิจยอดนิยมไปก่อนหน้านี้  ทางกรมฯ จะเร่งแก้ปัญหาพืชที่ติดบัญชีไซเตส (CITES) หรือรายการพืชคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์   เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ

ต้นนี้1.2 ล้านบาท ถูกใจลูกค้าตลาดจีน

 นอกจากนี้ ประเทศไทยวางแผนแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมไม้ประดับไทย ผ่านเวทีงานพืชสวนโลก 3 งานต่อเนื่อง ได้แก่ งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 วันที่ 1 พ.ย. 2569 – 14 มี.ค. 2570 งานมหกรรมพืชสวนโลก 2570 เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ช่วงเดือนมีนาคม-กันยายน 2570 และมหกรรมพืชสวนโลก นครราชสีมา 2572 (Korat Expo 2029) วันที่ 10 พ.ย. 2572 – 28 ก.พ. 2573 โดยมุ่งเน้นการนำที่สุดของดีมาจัดการประกวดเพื่อรับรองสายพันธุ์ ซึ่งการได้รับรางวัลหรือใบประกาศเกียรติคุณจะเป็นการการันตีคุณภาพพืช ช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายต้นพันธุ์ได้ในราคาสูงและสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการไทย

นายสรรพสิริ เชาวน์วาณิชย์ Show Director ของ Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 19 #Spring และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในวงการไม้แปลก-ไม้หายากมากว่า 30 ปี กล่าวว่า ประเทศไทยคือเบอร์ 1 ของโลกในอุตสาหกรรมไม้แปลก-ไม้หายากมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมามักไม่มีใครรู้ เนื่องจากประเทศต่าง ๆ มักจะซื้อต้นไม้จากไทยไปเพื่อขายต่อภายใต้ชื่อของเขาเอง

การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงดูดลูกค้ากลุ่ม C2C และ B2C ให้มาซื้อขายกับเกษตรกรไทยโดยตรง เพื่อตัดวงจรพ่อค้าคนกลางในตลาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้เกิด Business Matching และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยงานครั้งนี้มีผู้จัดจำหน่ายกว่า 100 บูธ จากประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน และเอกวาดอร์

“แม้จะมีความท้าทายจากสถานการณ์สงครามในบางภูมิภาคที่ทำให้กลุ่มลูกค้าตะวันออกกลางบางส่วนมาไม่ได้ แต่งานในครั้งนี้ยังคงได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากกลุ่มลูกค้าหลักในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ที่น่าสนใจคือการขยายตัวสู่ตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย, คาซัคสถาน, เนปาล และกลุ่มประเทศในแอฟริกา อย่างกานา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจไม้แปลก-ไม้หายากยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก”

นายสรรพสิริ อธิบายต่อว่า ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลกประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย ค่าครองชีพที่ถูก และอาหารที่อร่อย ซึ่งจูงใจให้ผู้ซื้อต่างชาติเดินทางเข้ามา

“ตลาดไม้แปลก-ไม้หายากมีการเติบโตอย่างมั่นคงเฉลี่ย ปีละ 20% โดยวัดได้จากจำนวนผู้เช่าบูธจากต่างประเทศที่จองพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น อินโดนีเซียที่เพิ่มจาก 1 บูธเป็น 10 บูธ หรือจีนที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 5 บูธ รวมถึงผู้สมัครจากอินเดียและทั่วเอเชีย สำหรับพรรณไม้ที่เป็นไฮไลท์ ปัจจุบันตลาดโลกต้องการทุกอย่างที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มพืชผักสวนครัวด่าง เช่น มะสังด่าง ซึ่งในไทยอาจมองว่าเป็นวัชพืชแต่ในยุโรปมีราคาสูงถึง 100 ยูโรต่อต้น รวมถึงตะไคร้ด่าง โหระพาด่าง และกะเพราด่าง”

นายสรรพสิริ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดงานครั้งต่อไปของ Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 20 #Summer ระหว่างวันที่ 15–17 พ.ค. 2569 และ Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 21 #BLOSSOM – Rare and Exotic ระหว่างวันที่ 12–14 มิ.ย. 2569 จะเป็นการยกระดับการสำรวจตลาด โดยผู้จัดเตรียมเชิญนักสะสมต้นไม้ระดับ Top Spender มาร่วมสะท้อนมุมมองว่า หากมีงบประมาณ 1 ล้านบาท จะเลือกซื้อต้นไม้ชนิดใดภายในงาน เพื่อใช้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดแนวโน้มความต้องการของตลาดระดับบน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรและผู้ปลูกเลี้ยงสามารถพัฒนาการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงในอนาคตได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

ขอเชิญผู้รักต้นไม้และนักสะสมร่วมสัมผัสเสน่ห์ของไม้แปลก–ไม้หายาก ในงาน Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 20 #SUMMER ในวันที่ 15–17 พ.ค. 2569 และ Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 21 #BLOSSOM – Rare and Exotic ระหว่างวันที่ 12–14 มิ.ย. 2569 โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : Bangkok International Exotic Plants Show and Sale 

Related Posts