กรมส่งเสริมการเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ แนะ 7 แนวทางดูแลรักษา “กล้วย” ในช่วงฤดูฝน ดังนี้คือ 1. หมั่นตรวจดูแปลงกล้วยสม่ำเสมอ 2. ระบายน้ำในสวนให้ไหลสะดวก ไม่ท่วมขัง 3. ตัดแต่งใบแห้ง ใบเป็นโรคและหน่อส่วนเกิน 4. ให้น้ำต้นกล้วยเพิ่มเติม ในช่วงฝนทิ้งช่วง 5. เฝ้าระวังโรคและแมลง หากพบให้ใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัด 6. กำจัดวัชพืชในแปลงและค้ำยันต้น 7. ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น N-P-K เกษตรกรควรใส่ใจดูแลต้นกล้วยในช่วงหน้าฝนอย่างใกล้ชิดเพราะเสี่ยงต่อการระบาดของโรคตายพรายในกล้วย สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรคตายพรายหรือโรคปานามาหรือโรคเหี่ยว สาเหตุจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. cubense พบโรคได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของกล้วย โดยให้สังเกตลักษณะต้นกล้วยที่มีอาการของโรคตายพรายใบกล้วยที่อยู่รอบนอกหรือใบแก่แสดงอาการเหี่ยวเหลือง ใบจะเหลืองจากขอบใบและลุกลามเข้ากลางใบ ก้านใบหักพับตรงรอยต่อกับลำต้นเทียม และจะทยอยหักพับตั้งแต่ใบที่อยู่รอบนอกเข้าไปสู่ใบด้านใน ระยะแรกใบยอดยังเขียวตั้งตรง จากนั้นเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ต่อมาใบทั้งหมดจะเหี่ยวแห้ง เมื่อตัดล
ชันโรง เป็นผึ้งจิ๋วขนาดเล็กไม่มีเหล็กใน ชอบตอมเกสรดอกไม้ ระยะหาอาหารประมาณ 300 เมตร มีพฤติกรรมเก็บน้ำหวานจากดอกไม้และละอองเกสรของพืชที่ใช้เป็นอาหารแตกต่างจากผึ้ง โดยจะเก็บเกสรดอกไม้ ร้อยละ 80 เก็บน้ำหวาน ร้อยละ 20 ในขณะที่ผึ้งเก็บเกสรดอกไม้ ร้อยละ 50 และน้ำหวานร้อยละ 50 จุดเด่นของน้ำผึ้งชันโรง น้ำผึ้งชันโรง โดดเด่นเรื่องกลิ่นหอม รสอร่อยเปรี้ยวอมหวาน เป็นน้ำผึ้งที่มีคุณภาพสูงจากการผสมผสานจากดอกไม้นานาพันธุ์รวมไปถึงน้ำหวานจากพืชสมุนไพร รังผึ้งชันโรง 1 รังสามารถผลิตน้ำผึ้งได้ประมาณ 500-750 มิลลิลิตร จำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงในราคาลิตรละ 1,000-1,600 บาท ชันโรงสามารถผลิตน้ำผึ้งได้ 2-3 ครั้งต่อปี ผลการศึกษาวิจัยพบว่า น้ำผึ้งชันโรงและรังของชันโรงมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ สร้างภูมิคุ้มกันยับยั้งเชื้อราหรือจุลินทรีย์ต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง หรือแผลอักเสบ ดังนั้น น้ำผึ้งชันโรงและรังของชันโรงจึงถูกใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเสริม ยาและเวชสำอาง สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม รักษาเหงือกอับเสบ และแก้อักเสบผิวหนัง ฯลฯ การเลี้ยงชันโรง อาชีพทำเงินของชาวสตูล จังหวัดสตูลมีการเลี้ยงชันโรงอย่างแพร่หลาย มี
กรมส่งเสริมการเกษตรจัดงานสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร “DOAE Inspire 2026 : Learn • Share • Shine” รวมพลังบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตรกว่า 1,750 คน จากสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการ และหัวหน้าส่วนราชการจากทั่วประเทศ ร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการทำงานจริง และนำความสำเร็จไปต่อยอดสู่การพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบัน ต้องให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนางาน” โดยเฉพาะบุคลากรภาครัฐที่ต้องสามารถเรียนรู้และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งนำข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้ มาใช้ในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ บุคลากรระดับหัวหน้างานกว่า 1,750 คน ที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ถือเป็นกำลังสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรมากที่สุด เป็นผู้รับฟังปัญหา
กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งช่วยเหลือเกษตรกรจังหวัดน่านที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เปิดบริการซ่อมแซมเครื่องจักรกลเกษตรฟรี เพื่อฟื้นฟูเครื่องมือทำกิน ลดภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิต พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถนำเครื่องจักรกลกลับมาใช้ประกอบอาชีพได้โดยเร็ว โดยกำหนดพื้นที่ให้บริการระหว่างวันที่ 12–15 กันยายน 2569 ในพื้นที่อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา และอำเภอเมืองน่าน ตั้งเป้าซ่อมแซมเครื่องจักรกลเกษตรไม่น้อยกว่า 200 เครื่อง นางสาวปิยะรัชฐย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในจังหวัดน่านช่วงวันที่ 19–21 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และดินสไลด์ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอบ่อเกลือ อำเภอท่าวังผา อำเภอเมืองน่าน และพื้นที่อื่นๆ ส่งผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพของเกษตรกร เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เกษตรกรจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่และเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตในฤดูกาลใหม่ การที่เครื่องจักรกลได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอาจทำให้เกษตรกรต้อ
“พายุโซนร้อน” ที่เคลื่อนตัวพาดผ่านประเทศไทย ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายพื้นที่ เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอนำเสนอมาตรการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร หลังน้ำลด ให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกพืช สร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง กรณีน้ำท่วมขังเน่าเสียในพื้นที่การเกษตร ทำให้เกิดลูกน้ำและยุงรำคาญ กรมพัฒนาที่ดินได้แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสีย สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายขยะสด ช่วยบำบัดน้ำเน่าเสีย และขจัดกลิ่นเหม็นได้ การฟื้นฟูสวนยางพารา หลังน้ำลดต้องทำอย่างถูกวิธี เพื่อให้ต้นยางกลับมาสมบูรณ์และให้ผลผลิตได้ตามปกติ โดยเริ่มจากระบายน้ำออกจากสวนโดยเร็วที่สุด หากน้ำท่วมขังนานเกิน 30 วัน ควรขุดร่องน้ำเพื่อช่วยระบายน้ำ และหลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำหรือใช้เครื่องจักรกลหนักในระยะแรกที่ดินยังเปียกชื้น เมื่อดินแห้งแล้วจึงค่อยพรวนดินบริเวณโคนต้นยางอายุน้อย และใส่ปุ๋ยหมักที่ผสมสารเร่งเพื่อให้ดินฟื้นตัว สำหรับต้นยางที่ได้รับความเสียหาย ให้ตัดแต่งกิ่งและทาปูนขาวบริเวณรอยแผล งดการกรีดยางจนกว่าสภาพต้นยางจะกลับมาสมบูรณ์ สำหรับสวนยางพาราที่ประสบอุทกภัยจนเสียสภาพสวน หรือต้นยางได้รับความเส
ในช่วงฤดูฝน ผึ้งออกไปหาอาหารได้น้อยลง ขณะเดียวกันอาหารในแหล่งธรรมชาติก็มีปริมาณน้อย ซึ่งแหล่งอาหารสำคัญในช่วงนี้ ได้แก่ ข้าวโพด งา ปาล์มน้ำมัน ไมยราบ กระถินนา ฯลฯ กลุ่มพืชเหล่านี้จะให้เกสรเป็นส่วนใหญ่ เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญแก่ผึ้ง นอกจากนี้ ในช่วงหน้าฝน หากรังผึ้งใดมีประชากรหนาแน่น เสี่ยงต่อการเกิดโรคและศัตรูผึ้งเข้าทำลาย ได้แก่ ไรศัตรูผึ้ง ดังนั้น เกษตรกรควรสำรวจรังผึ้งหลังเก็บน้ำผึ้ง ว่าปริมาณประชากรผึ้งภายในรังมีมากน้อยเพียงใด นางพญาผึ้งมีความสมบูรณ์หรือไม่ หากพบว่าภายในรังไม่มีนางพญาผึ้ง หรือนางพญาผึ้งไม่สมบูรณ์ ประชากรผึ้งงานมีจำนวนน้อย ให้รวมรังผึ้งเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประชากรผึ้งให้เพียงพอสำหรับดูแลรัง หาอาหารป้อนนางพญาและตัวหนอนต่อไป กรมส่งเสริมการเกษตร ให้คำแนะนำว่า รังผึ้งที่แข็งแรงต้องปราศจากศัตรูมารบกวน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจรังผึ้งทุกสัปดาห์ หากพบไรศัตรูผึ้งให้ใช้วิธีกลกำจัด โดยการกระตุ้นให้ผึ้งสร้างหลอดรังที่มีตัวผู้จำนวนมาก ให้เกษตรกรตัดแผ่นรังผึ้งเทียมช่วงล่างออกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ผึ้งงานสร้างหลอดรังผึ้งใหม่ หลังจากนั้น ผึ้งนางพญาจะวางไข่เป็นผึ้งตัวผู้ในหลอดรังผึ้ง
กรมส่งเสริมการเกษตร ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนกิจกรรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทย ภายใต้โครงการยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (ทุเรียน) โดยสามารถสร้างยอดจำหน่ายรวมจากกิจกรรมตลอดฤดูกาลผลิตกว่า 8 แสนบาท สะท้อนผลสำเร็จของการเชื่อมโยงผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง ควบคู่กับการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ใหม่ให้กับผลไม้ไทยในฐานะสินค้าเกษตรมูลค่าสูง นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น โดยการประชาสัมพันธ์ในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างการรับรู้ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงไปสู่การสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายการดำเนินงาน คือ การทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลไม้คุณภาพของเกษตรกรไทยได้โดยตรง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์ของสินค้า เพื่อให้การประชาสัมพันธ์สามารถต่อยอดเป็นการตัดสินใจซื้อ และสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรได้จริง ด้าน นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมก
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าดึงศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) สร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตรไทย รับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความผันผวนของตลาด และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง โดยมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ เท่าทันสถานการณ์ และสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพสินค้า และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดโครงการ “ตลาดองค์ความรู้สู่การพัฒนาเกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ณ จังหวัดกาญจนบุรี ว่าการขับเคลื่อนภาคการเกษตรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องทำให้องค์ความรู้เข้าถึงเกษตรกรและสามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งการให้ “เกษตรกรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” และเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้ที่ปฏิบัติจริงในพื้นที่ เชื่อมโยงกับองค์ความรู้จากภาครัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่ ปัจจุบ
กาแฟหนึ่งแก้วที่หลายคนดื่มในทุกเช้า ไม่ได้วัดกันแค่ความหอมหรือรสชาติ แต่คุณค่าที่แท้จริงเริ่มต้นตั้งแต่เมล็ดกาแฟยังอยู่บนต้น เพราะทุกขั้นตอนตั้งแต่การดูแลแปลง การเก็บเกี่ยว การคัดเลือกผลสุก ไปจนถึงการแปรรูปและการคั่ว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กาแฟธรรมดากลายเป็นกาแฟคุณภาพ และยิ่งตลาดกาแฟในปัจจุบันเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคก็ยิ่งมองหากาแฟที่มีเอกลักษณ์ มีเรื่องราว และมีมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน “โรบัสต้าไทย” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งดาวเด่นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร แหล่งผลิตโรบัสต้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งกำลังเร่งยกระดับคุณภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร และผลักดันกาแฟไทยสู่ตลาดระดับสากล นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กาแฟถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะกาแฟโรบัสต้าที่ปลูกในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีคุณภาพและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ขณะเดียวกันกรมส่งเสริมการเกษตรยังขยายการส่งเสริมการปลูกไปยังพื้นที่ภาคเหนือบางแห่ง ซึ่งแม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะเหมาะกับการปลูกกาแฟอาราบิก้าที่ต้องอยู่บนความสูงมากกว่า 1,000 เมตรจากระด
กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้ายกระดับศักยภาพกาแฟโรบัสตาของจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกาแฟโรบัสตาที่สำคัญที่สุดของประเทศ ด้วยการผลักดันการจัดตั้ง ศูนย์กาแฟโรบัสตาคุณภาพแบบครบวงจร จังหวัดชุมพร เพื่อเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการผลิตและแปรรูปกาแฟคุณภาพ พร้อมเชื่อมโยงตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต และยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดชุมพรมีพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสตามากที่สุดของประเทศไทย ในปี 2568 มีพื้นที่ปลูกกว่า 34,114 ไร่ ครอบคลุม 8 อำเภอ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ปลูกและผลผลิตมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน อันเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตและแปรรูป การประเมินคุณภาพ รวมถึงการเข้าถึงตลาดกาแฟคุณภาพ ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังจำหน่ายผลผลิตในรูปแบบวัตถุดิบที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เต็มศักยภาพ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ และเครือข่ายเ
