ชันโรง หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘ผึ้งจิ๋ว’ เป็นแมลงในตระกูลเดียวกับผึ้งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ‘ไม่มีเหล็กใน’ จึงไม่ดุร้ายและไม่ต่อย พบกระจายตัวอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ป่าเขตร้อนชื้นของไทย ปัจจุบันชันโรงกลายเป็นแมลงเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากน้ำผึ้งที่ได้มีคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยาโดดเด่นกว่าน้ำผึ้งทั่วไป
สำหรับเกษตรกรชาวสวนไม้ผล ชันโรงเปรียบเสมือน ‘อัศวินตัวน้อย’ ที่ช่วยผสมเกสรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มอัตราการติดดอกออกผลให้ดกขึ้น และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว เกษตรกรยังสามารถสร้างรายได้เสริมที่มั่นคงจากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีราคาสูงในท้องตลาดได้อีกด้วย

พี่ริน-ไพรินทร์ ชูรอด ประธานวิสาหกิจชุมชนรินชูชันโรงบ้านบางกล้วย อยู่ที่ตำบลจอมประทัด อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี เป็นที่รู้จักในฐานะหญิงแกร่งผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ครั้งหนึ่งเธอเคยเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บที่กัดกินร่างกายจนเกือบหมดหวัง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการหันมารักษาตัวด้วยการดื่มน้ำผึ้งชันโรงอย่างต่อเนื่อง จนร่างกายฟื้นฟูดีขึ้นมากอย่างที่เจ้าตัวยังแทบไม่เชื่อสายตา
จากความศรัทธาในสรรพคุณของ “น้ำผึ้งจิ๋ว” สู่การลงมือเลี้ยงด้วยตัวเอง พี่รินเริ่มต้นจากชันโรงเพียง 4 รัง จนปัจจุบันขยายตัวสู่ ประธานวิสาหกิจชุมชนรินชูชันโรงบ้านบางกล้วย สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง โดยน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูงของเธอมีมูลค่าสูงถึงขวดละ 2,000 บาท ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพรีเมียมและมาตรฐานที่เธอตั้งใจส่งต่อให้กับผู้บริโภค
พี่รินเล่าว่า สมัยก่อนพี่รินทำมาหลายอาชีพ เพราะเรียนมาน้อยก็เลยต้องเน้นงานที่ต้องใช้แรงงานเป็นหลัก จนกระทั่งได้รับโอกาสจากเจ้านายเก่าให้เรียนต่อ กศน. ม.ปลาย และก้าวเข้าสู่อาชีพเซลล์ ซึ่งเป็นงานที่สร้างรายได้ดีมากๆ ช่วยยกระดับฐานะครอบครัวให้ดีขึ้น แต่ความสำเร็จนั้นต้องแลกมาด้วยความเครียดสะสมจากการทำงานหนักควบกะทั้งวันทั้งคืน จนสุดท้ายร่างกายทนไม่ไหว ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตปกติหรือทำงานเลี้ยงชีพได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจลาออกมาพักรักษาตัวที่บ้านเกิดในจังหวัดราชบุรีนานถึง 2 ปี

“พี่รินจมอยู่กับความหดหู่และสิ้นหวัง มาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี แต่พอผ่านไป 2 ปีผ่านไปเรายังไม่ตาย แล้วเราจะนอนต่อไปแบบนี้หรอ พี่รินจึงฮึดสู้ ลุกขึ้นมาหัดเดินเพื่อกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง แล้วในระหว่างที่เราหัดเดินเราอาศัยเกาะเสาเหล็กหน้าบ้าน พี่รินมักจะถูกชันโรงที่อาศัยอยู่ในเสาบินออกมาตอมและกัดผมกัดคิ้วทุกครั้งที่เกิดแรงสั่นสะเทือน ด้วยความรำคาญ พี่จึงเสิร์ชกูเกิลเพื่อหาวิธีว่าจะทำอะไรกับแมลงเหล่านี้ได้บ้าง แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏกลับกลายเป็นคำว่าชันโรงเป็นแมลงเงินล้าน
คำว่า เงินล้าน จุดประกายความหวังของพี่ให้กลับมาสว่างอีกครั้ง และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “แมลงตัวแค่นี้ทำเงินล้านได้จริงหรือ แล้วบนที่ดิน 2 งานของเรา จะเลี้ยงแมลงตัวเล็กๆ นี้ได้กี่ล้านตัว จากความรำคาญในวันนั้น จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาและเพาะเลี้ยงชันโรงอย่างจริงจัง จนกลายเป็นอาชีพที่ช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและสร้างรายได้ให้กับพี่ในปัจจุบัน”
มหัศจรรย์ชันโรง จาก 4 รังข้างบ้าน
สู่ฟาร์ม 600 รัง สร้างอาชีพมั่นคง
หลังจากที่เริ่มมีความหวัง พี่รินบอกว่า ในระหว่างที่พักรักษาตัว พี่รินเริ่มหาข้อมูลเรื่องชันโรงอย่างจริงจัง จนวันหนึ่งมีวิทยากรมาให้ความรู้แก่เกษตรกรในหมู่บ้าน พี่รินกับสามีจึงอาสาเข้าร่วมทันที วันนั้นได้รับแจกแม่พันธุ์มาคนละรัง บวกกับเพื่อนบ้านยกให้เพราะไม่คิดจะเลี้ยง และรวมกับตัวที่แยกออกมาจากเสาหน้าบ้านอีก 1 รัง ทำให้พี่รินเริ่มต้นอาชีพนี้ด้วยชันโรงทั้งหมด 4 รังแรก
“จากเดิมที่มีอยู่ 4 รัง พี่รินเลี้ยงแบบสะสมไปเรื่อยๆ ใครเจอที่ไหนก็ไปช่วยเก็บมาไว้ในสวน โดยไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะทำเป็นธุรกิจจริงจัง ตอนนั้นที่บ้านยังมีรายได้จากทางอื่น ทั้งลูกๆ ที่ขายไอติมหลอด แฟนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ส่วนพี่รินก็นอนรักษาตัวไปพร้อมกับรับจ้างสานตะกร้าทางมะพร้าว

แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงเมื่อโควิดระบาด…ทุกอาชีพในครอบครัวต้องหยุดชะงัก ตลาดปิด ผักขายไม่ได้ งานสานตะกร้าก็ไม่มีคนสั่ง รายได้ที่เคยมีกลายเป็นศูนย์ในพริบตา ในวันที่มืดแปดด้าน พี่รินหันไปมองชันโรงในสวนที่เลี้ยงทิ้งไว้จนจำไม่ได้ว่ามีกี่รัง พอมาลองนั่งนับและช่วยกันแยกขยาย ปรากฏว่ามีมากกว่า 100 รัง
การขายจึงเกิดขึ้น และเริ่มมีการบอกกันปากต่อปาก จากคนมาขอซื้อแค่ 2-5 รัง ก็เริ่มสั่งซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พี่รินเห็นเงินก้อนเป็นครั้งแรกหลังจากป่วยมานาน นั่นคือวินาทีที่พี่รินตัดสินใจเอาจริง กับอาชีพนี้ ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 10 พี่รินขยายพันธุ์ชันโรงมาแล้วกว่า 1,000 รัง มีแบ่งขายไปบ้าง ปัจจุบันดูแลอยู่ประมาณ 600 รัง โดยเลือกเลี้ยง ‘สายพันธุ์ขนเงิน’ เป็นหลัก เพราะเป็นพันธุ์พื้นถิ่นที่เลี้ยงง่าย ทนทาน และเหมาะสมกับสภาพอากาศทุกภาคของไทย”
มือใหม่ต้องรู้
เทคนิคเลี้ยงชันโรงให้ปัง
แหล่งน้ำ-อาหาร ต้องสมบูรณ์
สำหรับอาชีพการเลี้ยงชันโรง พี่รินบอกว่า ถือเป็นอาชีพที่มหัศจรรย์สำหรับพี่รินมากๆ เพราะไม่ว่าจะมนุษย์เงินเดือน คนไม่มีเวลา หรือแม้กระทั่งวัยเกษียณก็สามารถเลี้ยงได้แบบสบายๆ เพราะข้อดีคือเราไม่ต้องให้อาหาร ไม่ต้องตัดขน ไม่ต้องพาไปเดินเล่น ไม่ต้องพาไปอาบน้ำ คือน้องหาเอง เราแค่เตรียมแหล่งอาหารไว้ แหล่งอาหารที่สำคัญคือเกสรดอกไม้ นั่นหมายความว่าเราปลูกดอกไม้ ชันโรงได้กินเกสร เราได้ความสดชื่น แหล่งน้ำจากธรรมชาติ แค่นี้เองสิ่งที่เราต้องเตรียม
ส่วนเรื่องอุณหภูมิหรือสถานที่ตั้งที่เหมาะสม จริงๆ แล้วชันโรงอยู่ได้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 35 องศา ตรงไหนที่เราอยู่แล้วรู้สึกสบาย น้องก็อยู่ตรงนั้นได้ แต่ถ้าไม่ได้อยู่ใต้ร่มไม้ก็ต้องมีหลังคาคุมกันแดดกันฝน กันน้ำค้าง เมื่อได้ที่ตั้งแล้วห้ามย้ายที่ไปมา ให้เลือกที่ตั้งที่เหมาะสมแล้วตั้งไว้ตรงนั้น พยายามเลือกที่ตั้งได้ที่ถาวร

“สมมุติว่าคนที่มีพื้นที่น้อยสัก 1 งาน พื้นที่ 1 งาน 100 รังก็เลี้ยงได้เพราะว่าพี่รินจะชอบพูดเสมอเลยว่า เลี้ยงบ้านเรากินบ้านเพื่อน นั่นหมายความว่ารัศมีหากินของน้อง 300 เมตร น้องสามารถไปหากินกับบ้านข้างเคียงได้ แต่มีข้อแม้ว่าบริเวณนั้นต้องไม่มีเคมี โดยแหล่งอาหารดอกไม้ที่ชันโรงน้องจะเลือกที่ถูกใจ แล้วน้องจะรู้ว่าดอกไหนมีพิษหรือไม่มีพิษ ทีนี้ดอกไม้ที่น้องชอบเป็นดอกไม้ชนิดดอกเปิด ดอกเปิดก็คือดอกที่เห็นเกสรชัดเจน เช่น รักแรกพบ แต่พี่รินศัรทธาดอกมะพร้าว ปลีกล้วย ให้น้ำหวานก็ดี ยางก็ดี แล้วยังมีพวงชมพู บานชื่น ดอกบัว แต่ถ้าจะเป็นกล้วยไม้ไม่ได้เพราะเกสรน้อย”
สำหรับมือใหม่หัดเลี้ยง แนะนำให้เริ่มที่ 30-50 รัง เพราะว่าเมื่อเราขยายเพิ่ม เราจะได้จำนวนเพิ่มทวีคูณ จาก 30 รัง เป็น 60 รัง จาก 50 รัง เป็น 100 รัง เมื่อวันเวลาผ่านไปขยายเพิ่มก็ทวีคูณเพิ่มไปอีก อันนี้สร้างอาชีพได้ แต่ไม่อยากให้รีบ ถ้ารีบหมายความว่าต้องใช้ทุนทรัพย์เยอะในการสะสมแม่พันธุ์ แต่ถ้าเราไม่รีบ หาเก็บตามธรรมชาติล่อไปหรือต่อมา เราก็จะใช้ทุนน้อย แต่ก็ต้องแลกด้วยเวลา
วิธีการเก็บน้ำผึ้งชันโรง
พิถีพิถันทุกขั้นตอน
พี่รินบอกว่า ปัจจุบัน “ฤดูกาล” คือตัวแปรสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เราต้องรับมืออย่างใกล้ชิด
ฤดูร้อน เมื่ออุณหภูมิสูงจัด โดยเฉพาะโรงเรือนหลังคาเมทัลชีทที่สะสมความร้อน เราแก้ปัญหาด้วยการติดตั้งสปริงเกลอร์พ่นน้ำบนหลังคา พร้อมเสริมร่มเงาด้วยการยกไม้ใหญ่ในเข่งเข้ามาวางในพื้นที่ รวมถึงการสร้างบ่อบัวที่ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศในช่วงที่อากาศแห้งแล้ง
ฤดูฝน ความชื้นที่สูงเกินไปไม่ดีต่อรังชันโรง ในช่วงนี้เราจะเคลื่อนย้ายไม้ใหญ่ออก เพื่อให้ลมโกรกและเร่งการระบายความชื้นออกจากโรงเรือนให้เร็วที่สุด
ฤดูหนาว ชันโรงจะออกหากินน้อยลงและอยู่นิ่งคล้ายการจำศีล ทำให้ผลิตน้ำหวานได้น้อย เราจึงไม่ควรไปรบกวนรังในช่วงฝนชุกหรือหนาวจัด แต่จะเลือกเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่น้ำผึ้งมีคุณภาพดีที่สุด

และอาศัยกระบวนการเก็บเกี่ยวที่พิถีพิถัน ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่ความใจเย็น โดยปริมาณน้ำหวานเฉลี่ยจะอยู่ที่ 30 มิลลิลิตรต่อ 6 เดือน เราใช้วิธีเก็บอย่างประณีต เพื่อให้ตัวชันโรงที่อาศัยอยู่ตามก้อนน้ำหวานมีเวลาเดินเลี่ยงหลบเครื่องมือได้ทัน
โดยขั้นตอนการแปรรูปของเราเน้นความสะอาดและความบริสุทธิ์สูงสุด
การกรองหยาบ นำก้อนน้ำหวานวางบนผ้าขาวบางแล้วค่อยๆ กรีดให้หยดน้ำผึ้งไหลลงมา
การกรองละเอียด ผ่านกระบวนการกรองซ้ำอีกครั้งด้วยผ้ากรองความละเอียดสูงขนาด 10 ไมครอน
การไล่ความชื้น บรรจุลงขวดแก้วและปิดด้วยแอร์ล็อกเพื่อคุมคุณภาพจนได้น้ำผึ้งที่มีค่าความชื้นมาตรฐานอยู่ที่ 22-25 เปอร์เซ็นต์ พร้อมส่งต่อความหวานจากธรรมชาติสู่มือผู้บริโภค

ปลดล็อกรายได้ไม่รู้จบจาก “ชันโรง”
จากน้ำผึ้งหยดเดียว สู่ธุรกิจชุมชนยั่งยืน
พี่รินเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า “ตั้งแต่ทำงานมาจนกระทั่งเผชิญความเครียดจากการทำงานหนักเพื่อสร้างรายได้ อาชีพเลี้ยงชันโรงถือว่าสบายที่สุดในชีวิต แต่ความสบายจะแปรผันตามจำนวนการเลี้ยง ถ้าเราเลี้ยงมากขึ้น ความรับผิดชอบก็ต้องมากขึ้นตามไป แต่จริงๆ แล้วเราเลือกทำแค่พอดีตัวก็ได้ โดยเน้นการกระจายรายได้สู่ชุมชนและเครือข่าย ไม่ต้องแบกรับทำคนเดียว
ปัจจุบันเฉพาะในวิสาหกิจฯ ของเรามีผู้เลี้ยงที่มีรายได้แล้วประมาณ 10 ราย และยังมีสมาชิกเครือข่ายวิสาหกิจฯ อื่นๆ รวมถึงเกษตรกรในเครือข่ายกระจายอยู่หลายจังหวัด ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ไปจนถึงกระบี่”

สำหรับช่องทางการสร้างรายได้หลักของฟาร์มจะเน้นผ่านเพจเฟซบุ๊ก การออกบูธสินค้า และเปิดรับลูกค้าที่สนใจ Walk-in เข้ามาเยี่ยมชมฟาร์ม โดยมีน้ำผึ้งชันโรงเป็นสินค้าสร้างรายได้หลัก จำหน่ายในราคา 700 บาท (ขนาด 200 มิลลิลิตร) และ 1,700 บาท (ขนาด 500 มิลลิลิตร) นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดรายได้ด้วยการจำหน่ายแม่พันธุ์ชันโรงในราคา 1,500 บาทต่อกล่อง รวมถึงจำหน่ายอุปกรณ์การเลี้ยงแบบครบวงจร ทั้งขาตั้ง หลังคา และสารล่อ

“ส่วนตัวมองว่าอนาคตของชันโรงยังคงสดใส ปัจจุบันปริมาณน้ำผึ้งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเกษตรกรรายใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ การขายแค่แม่พันธุ์อย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในระยะยาว เราจึงต้องเตรียมพร้อมที่จะแตกไลน์สินค้าออกไปให้หลากหลายขึ้นในอนาคต” พี่ริน กล่าวทิ้งท้าย
หากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก: รินชูชันโรง บ้านบางกล้วย หรือโทร. 062-418-5889
