News

ก.เกษตร เร่งช่วยเหลือ “กลุ่มเกษตรกรเปราะบาง” จากต้นทุนการผลิตแพง หนุนใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มขึ้น 70:30 ลดผลกระทบความผันผวนสถานการณ์โลก

 จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทั้งด้านการผลิต การขนส่ง และการบริหารจัดการผลผลิต ตลอดจนราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวเนื่อง กระทรวงเกษตรฯ เร่งทำงานเชิงรุก เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้เหลือน้อยที่สุด โดยใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานการดูแลเกษตรกร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า  ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยกว่า 6 ล้านตันต่อปี โดยในช่วงที่เข้าสู่ฤดูกาลผลิตสำคัญ ทั้งข้าวนาปรังและพืชเศรษฐกิจ จึงได้มอบหมายให้ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกันวางแนวทางปรับรูปแบบการใช้ปุ๋ย โดยส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์ควบคู่ปุ๋ยเคมีในสัดส่วน 70:30 พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้องให้เกษตรกรเพื่อลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหมอดินอาสาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน

กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ดูแลด้านพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ และสุขภาพสัตว์อย่างครบวงจร กรมประมงเร่งประสานการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงราคาประหยัด (น้ำมันดีเซล B20) เพื่อลดต้นทุนการทำประมง รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ในศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ส่วนกรมชลประทานให้บริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมตามพื้นที่เพาะปลูกทั้งในและนอกเขตชลประทาน ขณะที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) สนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบโซลาร์เซลล์ในพื้นที่เกษตรกรรม และกรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์ด้านบริการขนส่ง และโลจิสติกส์ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับสมาคมเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อสนับสนุนการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันต่อสถานการณ์ พร้อมใช้กลไกสินเชื่อและกองทุนเข้าช่วยเหลือเกษตรกร นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะประสานกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพลังงานเพื่อขอสนับสนุนด้านพลังงานในช่วงฤดูกาลผลิต

“ ตนได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งวิเคราะห์และกำหนดแนวทางช่วยเหลือ “กลุ่มเกษตรกรเปราะบาง” อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลกำหนดมาตรการช่วยเหลือและจัดสรรงบประมาณได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้การดำเนินมาตรการเป็นไปอย่างตรงจุด โดยจะรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดเพื่อนำมาจัดทำแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน 3 เดือนแรก และต่อยอดสู่มาตรการระยะยาวต่อไป โดยเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานในกระทรวงให้เกิดผลเป็นรูปธรรมสูงสุด เพื่อขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแผนงานที่กำหนดไว้ และให้จัดส่งมาตรการและข้อเสนอภายใต้การวิเคราะห์สถานการณ์และบริบทที่เกี่ยวข้องมายังสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อรวบรวมจัดทำร่างและหารือร่วมกันอีกครั้ง” ปลัดเกษตรฯ กล่าว


Related Posts