ปุ๋ยอินทรีย์
ชนะ ไชยฮ้อย เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า ปัจจุบันการทำการเกษตร จะมีการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เพิ่มต้นทุนการผลิต สภาพแวดล้อมไม่ดี ขอแนะนำการผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืชที่ผลิตจากสารเร่ง พด.7 ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ได้จากการย่อยสลายพืชสมุนไพร โดยกิจกรรมจุลินทรีย์ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน ได้ของเหลวสีน้ำตาลใส ซึ่งประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายชนิดในปริมาณสูง รวมทั้งสารออกฤทธิ์ประเภทต่างๆและสารไล่แมลงที่สกัดได้จากพืชสมุนไพรชนิดนั้นๆ ใช้ในการป้องกันศัตรูพืช ซึ่งมีประโยชน์ ในการป้องกันแมลงศัตรูพืช ได้แก่ เพลี้ย หนอนเจาะผลและลำต้น หนอนใยผัก หนอนชอนใบ หนอนคืบ หนอนกระทู้ หนอนกอ ไรแดง แมลงหวี่ เป็นต้น ส่วนประกอบพืชสมุนไพร ได้แก่ ตะไคร้หอม หางไหล บอระเพ็ด ฟ้าทะลายโจร เปลือกแค ต้นหนอนตายหยาก เมล็ดและเปลือกสะเดา ใบว่านเศรษฐี หมาก เมล็ดน้อยหน่า เมล็ดเงาะ ยาสูบ ขิง มะกรูด ตะไคร้ พริกไทย พญาไร้ใบ สาบเสือ ผลสบู่ดำ ใบโหระพา สำหรับส่วนผสมการผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช ประกอบด้วย สารเร่ง พด.7 1 ซอง พืชสมุนไพร 30 กิโลกรัม น้ำตาล 10 กิโลกรัม น้ำ 50 ลิตร การทำโดยการสับพ
มะม่วง เป็นผลไม้ที่สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย สําหรับภาคกลางนิยมปลูกในจังหวัดราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และสุพรรณบุรี ปัจจุบันการส่งเสริมการปลูกมะม่วงในเชิงธุรกิจนั้น ได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก สวนมะม่วงของผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวจะมีใบ GAP รับรองความปลอดภัยของสินค้าเกษตร มะม่วงที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เขียวเสวย มันเดือนเก้า และโชคอนันต์ โดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ปลูกเป็นอย่างดี สร้างรายได้ปีละหลายแสนบาท คุณสุนทร สมาธิมงคล ได้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อลดต้นทุนการผลิตในการซื้อปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกัน กําจัดศัตรูพืช สําหรับสวนมะม่วง ดังนี้ การปลูกมะม่วง คุณสุนทร เล่าว่า ตนเองนั้นได้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านทําปุ๋ย หมักโดยผสมกับน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ เพื่อทดแทนการใช้ ปุ๋ยเคมีในสวนมะม่วง ซึ่งจะใส่ปุ๋ยหมักรองก้นหลุมก่อนปลูก ประมาณ 200 กรัม เมื่อนํากิ่งพันธุ์ปลูกแล้วรดน้ำทันที จากนั้นให้รดน้ำประมาณ 4-5 วันต่อครั้ง โดยการทําปุ๋ยหมักจะใช้น้ำหมักจากผลไม้มาผสมด้วยเพื่อเร่งการย่อย สลาย
ทุกวันนี้ คนไทยสร้างขยะอาหารมากกว่า 9.7 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ยคนละ 146 กิโลกรัม ที่ส่วนใหญ่มาจากห่วงโซ่อุปทานอาหารและรูปแบบการบริโภค ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะปัญหาขยะอาหารล้นเมือง ส่งผลให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวน ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำเกษตรของประเทศไทย บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้นำธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมการเกษตรที่อยู่เคียงข้างเกษตรกรและสังคมไทยกว่า 48 ปี คำนึงถึงการมีส่วนร่วมผลักดันการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 1,300 กิโลกรัมคาร์บอน มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ปี 2573 และสุทธิเป็นศูนย์ Net Zero Emission ปี 2593 ที่ผ่านมา สยามคูโบต้าเดินหน้าสานต่อภารกิจดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการปลูกต้นไม้ 50,000 ต้นทั่วประเทศ ภายในปี 2571 ภายใต้แนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก” และร่วมกับ สสส. จัดโครงการลดขยะและแปร
ประเทศไทยใช้ปุ๋ยทุกวันนี้ปีหนึ่ง 4-5 หมื่นล้าน ถ้าเราลดปุ๋ยในนาข้าวได้เมื่อไหร่ ก็คือการลดใช้ปุ๋ยในประเทศได้มาก นอกจากนี้พบว่า ในฟางข้าว ประมาณ 60 ล้านไร่ ที่ทำนาอยู่ ปุ๋ยที่อยู่กับฟางข้าวมีมูลค่า 3-4 หมื่นล้าน แต่เราเผาทำลายไปเกือบครึ่งหนึ่ง คิดง่ายคร่าวๆ ว่า ในฟางข้าว 1 ไร่ เป็นมูลค่าปุ๋ย NPK เป็นพันบาท ถ้าเราไม่เผาก็ต้องหาทางเลือกให้ชาวบ้าน จริงๆ สาเหตุที่ชาวบ้านเผา หนึ่ง ไม่รู้จะจัดการฟางยังไงให้มันไว เพราะทุกวันนี้ปลูกข้าว 2 ปี 5 รอบ และจากการพัฒนาพันธุ์ที่ดีเกินไป ปลูกยังไงก็ออกดอก นี่เป็นข้อดี แต่ข้อเสียคือสภาพแวดล้อมในประเทศเสียหายมาก ศัตรูพืชก็ระบาด สอง ถ้าใช้วิธีปกติ คือ ไถกลบ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 40-60 วัน ถ้าใช้วิธีไถกลบแล้วปลูกเลย ตอซังจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถจะย่อยสลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ปลูกข้าวไปก็จะเหลือง ไม่โต แคระแกร็น อาการนี้เรียกว่า อาการข้าวเมา เมาตอซัง ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการนำฟางข้าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ว่า ประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกข้าว ทั้งฤดูนาปีและนาปรังคร่าวๆ กว่า 66
ในยุคที่ปุ๋ยแพงจนแบกต้นทุนไม่ไหว ทางรอดเดียวของเกษตรกรคือการพึ่งพาตัวเอง วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านพาไปเปิดสูตรปุ๋ยอินทรีย์สารพัดประโยชน์จาก คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ (ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2558) เกษตรกรชาวสวนผลไม้ชั้นครูจากจังหวัดระยอง สูตรนี้ทำง่าย และตอบโจทย์คนรักต้นไม้ที่สุด เพราะผสมครั้งเดียวสามารถบำรุงได้ ทั้งพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ ยันไม้กระถางในบ้าน ทำอย่างไรมาดูกัน วิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ มีกระบวนการผลิต ดังนี้ 1.1 มูลสัตว์แห้งละเอียด 1 ส่วน 1.2 แกลบดำ 1 ส่วน 1.3 อินทรียวัตถุอื่นๆ ที่หาได้ง่าย เช่น แกลบ ชานอ้อย ขี้เลื่อย เปลือกถั่วลิสง เปลือกถั่วเขียว และขุยมะพร้าว เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน 3 ส่วน 1.4 รำละเอียด 1 ส่วน 1.5 นำน้ำสกัดชีวภาพ 1 ส่วน+น้ำตาล 1 ส่วน + น้ำ 100 ส่วน คนจนละลายเข้ากันดี 1.6 กระสอบป่านเก่าๆ สำหรับคลุมปุ๋ยที่ผสมแล้ว 1.7 จอบ 1.8 พลั่ว และ 1.9 ฝักบัวรดน้ำ 2.1 เตรียมพื้นที่ผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ หรือถ้าเป็นพื้นดินให้ปูผ้ายางเพื่อป้องกันปุ๋ยซึมลงดิน 2.2 นำเอาวัสดุต่างๆ มากองซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วคลุกเคล้าจนเข้ากันดี 2.3 เอาส่
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ค้นคว้าวิจัยนวัตกรรมในการผลิต “ปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ต้องมีการเติมอากาศและไม่ต้องมีการพลิกกลับกอง” ให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีที่มีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551 โดยเสร็จภายในเวลาเพียง 60 วัน ด้วยเหมือนกัน ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” ที่ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อสิ่งแวดล้อม คือไม่ก่อให้เกิดกลิ่น น้ำเสีย และแมลงวัน ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้จะเบา นุ่ม และไม่มีกลิ่น มีคุณภาพเหมือนกับที่ผลิตด้วยระบบกองเติมอากาศทุกประการ วัตถุดิบในการการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” มีเพียงเศษพืชและมูลสัตว์เท่านั้น ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” มีดังนี้ 1. นําฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบางๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โดยไม่ต้องเหยียบ โปรยทับด้วย มูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำ (ตัวอย่างเช่น วางฟาง 16 เข่ง หนา 10 เซนติเมตร โรยทับด้วยมูลสัตว์ 4 เข่ง เป็นต้น) ทําเช่นนี้ 15-17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความ
หลังความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ตะวันออกกลาง และต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาปัจจัยการผลิตสำคัญของเกษตรกร โดยเฉพาะ “ปุ๋ย” มีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง ภายใต้แรงกดดันดังกล่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งขับเคลื่อนมาตรการลดต้นทุนการผลิต โดยชูแนวทาง ‘ปุ๋ย 70:30’ เป็นกลไกสำคัญในการลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี พร้อมเร่งถ่ายทอดองค์ความรู้ลงสู่พื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรปรับการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามค่าวิเคราะห์ดิน แทนการใช้ปุ๋ยแบบเดิมที่อาจสิ้นเปลืองและเพิ่มภาระต้นทุนโดยไม่จำเป็น นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปุ๋ยอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 ว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อกำหนดทิศทาง บูรณาการการดำเนินงาน และเร่งผลักดันการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนโยบายปุ๋ยอินทรีย์ในระดับกระทรวงอย่างเป็นระบบ ภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับมาตรการเร่งด่วน โดยกระทรวงได้กำหนดกรอบการดำเนินงาน 13 มาตรการ 3 ระยะ ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดก
จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทั้งด้านการผลิต การขนส่ง และการบริหารจัดการผลผลิต ตลอดจนราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวเนื่อง กระทรวงเกษตรฯ เร่งทำงานเชิงรุก เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้เหลือน้อยที่สุด โดยใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานการดูแลเกษตรกร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยกว่า 6 ล้านตันต่อปี โดยในช่วงที่เข้าสู่ฤดูกาลผลิตสำคัญ ทั้งข้าวนาปรังและพืชเศรษฐกิจ จึงได้มอบหมายให้ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกันวางแนวทางปรับรูปแบบการใช้ปุ๋ย โดยส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์ควบคู่ปุ๋ยเคมีในสัดส่วน 70:30 พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้องให้เกษตรกรเพื่อลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหมอดินอาสาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบห
ปุ๋ยเคมีก็แพงหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันดีกว่า สัตว์บางตัวที่เลี้ยงไว้ในฟาร์มมีประโยชน์กว่าที่คิด โดยเฉพาะ “ขี้” เป็นธาตุอาหารและยาบำรุงชั้นดีของพืชผัก ที่เกษตรกรบางคนสามารถสร้างรายได้เสริมได้จากการเลี้ยงไส้เดือน วัว หมู และสัตว์ชนิดอื่นๆ สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยคอกได้ ช่วยลดต้นทุนการซื้อปุ๋ยไปได้เยอะ ปุ๋ยคอก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้มาจากมูลสัตว์ ที่ถูกเลี้ยงเอาไว้ในวงจรของเกษตรผสมผสาน ปุ๋ยคอกที่ใช้อาจเป็นมูลของสัตว์ชนิดไหนก็ได้ ปุ๋ยคอกที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ต้องเป็นมูลสัตว์ที่ผ่านกระบวนการหมักเพื่อย่อยสลายก่อน ถึงจะทำให้พืชสามารดูดซึมธาตุอาหารที่มีไปใช้ประโยชน์ได้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวมมูลสัตว์ต่างๆ ที่นำมาใช้เป็นปุ๋ยคอก ใช้ยังไงให้ถูกเหมาะสมกับพืชที่ปลูกไปดูกันเลย 🐷มูลหมู มูลหมูเป็นมูลสัตว์ที่มีปริมาณธาตุอาหารสูง โดยเฉพาะฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช มูลหมูเป็นปุ๋ยคอกที่ดีสำหรับพืชทุกชนิด โดยเฉพาะพืชที่ต้องการฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง การใส่มูลหมูควรพิจารณาจากปริมาณธาตุอาหารที่ต้องการของพืชและสภาพดิน โดยควรใส่มูลหมูที่แห้งสนิทเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อโรคแล
มีการใช้ใบจามจุรี หรือ ฉำฉา สำหรับปลูกพืชมานานแล้ว ยุคก่อนโน้นที่โป๊ยเซียนได้รับความนิยม ใบจามจุรีมีราคาสูง บางช่วงถึงกับขาดตลาด ใบจามจุรี มีคุณค่าทางอาหารสำหรับพืชสูง โดยเฉพาะไนโตรเจน เพราะเป็นพืชตระกูลถั่ว การใช้ก็ไม่ยุ่งยาก นำมาผสมวัสดุปลูก หรือจะใส่ต้นไม้ทั่วไปก็ได้ อย่าง มะม่วง ขนุน นำใบเทกองไว้โคนต้น เวลาผ่านไป ใบค่อยๆ ย่อยสลาย ต้นไม้โตเร็วกว่าปกติ โดยทั่วไปแล้ว จามจุรีขึ้นตามที่รกร้าง ที่สาธารณะ เมื่อใบร่วงหล่น คนก็ไปกวาดใส่ถุงปุ๋ย นำออกมาจำหน่าย แหล่งใหญ่ของใบจามจุรี พบอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรี ในเขตภาคเหนือ จริงๆ แล้วเมื่อก่อนพบจามจุรีอยู่หนาแน่น แต่เพราะเขานิยมตัดโค่นไปแกะสลัก ประชากรของจามจุรีจึงลดลง คุณลุงชิน หรือ จ้อย และ คุณป้าวันทอง ศรีเนตร เป็นชาวตำบลหนองหว้า อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ประกอบอาชีพขยายพันธุ์ไม้ขายมานาน 30 ปีแล้ว เมื่อสมัยเป็นวัยรุ่นลุงจ้อยไปทำงานรับจ้างในค่ายทหารที่อู่ตะเภา จังหวัดชลบุรี วิชาที่ได้ติดตัวมาคือการทำอาหารฝรั่ง รวมทั้งอาหารสากลอื่นๆ จากนั้นลุงไปทำงานตะวันออกกลาง อยู่หลายประเทศ ทำหน้าที่เป็นพ่อครัวให้กับคนสำคัญของประเทศนั้นๆ เมื่อมีส
