กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวง อว. โดย บพข. ผนึก กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าเปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรที่เคยถูกเผาเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้ ขยาย “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” สู่เชียงราย ด้วยแนวคิด “Beyond Innovation” ต่อยอดงานวิจัยพร้อมใช้สู่ระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) เจาะคอขวดการรวบรวม คุมคุณภาพ แปรรูปเบื้องต้น และขนส่ง เชื่อมเกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และตลาด แก้โจทย์ PM2.5 พลังงาน ปากท้อง และเพิ่มรายได้สู่คนทุกกลุ่ม จับมือ 5 บริษัททำข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเกษตร 1 ปี จำนวน 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี ลด PM2.5 ได้ประมาณ 330,000 กิโลกรัม คาดการณ์ 5 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ได้ 1.6 ล้านกิโลกรัม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) จัดกิจกรรม “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเกษตรกร ขับเคลื่อนแนวคิด “Beyond In
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ (ศพร.) เปิดเผยภายว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 21.30 น. ศพร. บูรณาการสกัดกั้นการลักลอบขนส่งสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ร่วมกับด่านตรวจประมงอุบลราชธานี เข้าจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย เป็นชายอายุ 31 ปี สัญชาติไทย ขับรถบรรทุก 12 ล้อ ป้ายทะเบียนเชียงรายริมถนนสถิตนิมานกาล ใกล้สามแยกพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอเข้าตรวจค้นและตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง พบว่าบนรถได้บรรทุกปลาไหลนามีชีวิต บรรจุในหีบเหล็กแบบปิด-เปิดฝาได้ จำนวน 11 ลัง น้ำหนักลังละประมาณ 100 กิโลกรัม รวมน้ำหนักปลาไหลนาทั้งสิ้น 1,100 กิโลกรัม และได้ตรวจสอบเอกสารใบขนสินค้าขาเข้า, ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหาร, ใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำ จำนวน 8 แผ่นที่แสดงต่อเจ้าหน้าที่ ไม่ตรงตามความเป็นจริง จึงเข้าข่ายกระทำความผิดฐานนำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (ปลาไหลนา) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 92 พ.ร.ก.ประมง พ.ศ. 2558, มาตรา 31 วรรคหนึ่งแห่ง
รมช.ปิยะรัฐชย์ สั่งเร่งติดตามสถานการณ์ผลผลิต “พลับเชียงใหม่” หลังเข้าสู่ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันในหลายพื้นที่ พร้อมประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มช่องทางการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และเตรียมวางแผนระยะยาวด้านการแปรรูปและการตลาด เพื่อยกระดับพลับเป็นพืชมูลค่าสูงทางเลือก สร้างโอกาสและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการรายงานสถานการณ์การผลิตพลับจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2569 มีพื้นที่ปลูกรวมประมาณ 3,299 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตรวม 4,194 ตัน โดยผลผลิตจะออกมากที่สุดในเดือนสิงหาคม คิดเป็นร้อยละ 57 หรือประมาณ 2,382 ตัน ขณะที่ข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพลับ ปี 2569 พบจำนวน 91 ครัวเรือน 120 แปลง พื้นที่รวม 469.13 ไร่ ทั้งนี้ ณ ปัจจุบันเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณร้อยละ 80 หรือ 3,342 ตัน เหลือผลผลิตประมาณร้อยละ 20 หรือ 852 ตัน สำหรับพื้นที่ ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม มีพื้นที่ปลูกพลับประมาณ 460 ไร่ เกษตรกรประมาณ 100 ครัวเรือน คาดการณ์ผลผลิตประมาณ 464 ตัน โดยผลผลิตจะออกมากในช่วงต้นถึงกลางเดือนสิงหาคม และคาดว่าจะ
“ฟาร์มลุงแดง เมล่อน & ผักสลัด” ต้นแบบความสำเร็จของ ศพก.ในเขตปฏิรูปที่ดิน อีกก้าวกับการพัฒนาบนที่ดินพระราชทาน ที่ปทุมธานี ปทุมธานี เป็น 1 ใน 5 จังหวัดที่เป็นที่ตั้งของที่ดินพระราชทาน ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานให้กับเกษตรกร โดยมี สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ และพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สุขของเกษตรกรที่ได้รับพระราชทานที่ดิน โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เครือข่ายการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ในเขตปฏิรูปที่ดิน การพัฒนาเกษตรกร ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมั่นคงสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่เกษตรกรในระยะยาว เป็นหนึ่งในเป้าหมายการทำงานที่สำคัญของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยเน้นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเกษตร การสนับสนุนปัจจัยการผลิต สินเชื่อเพื่อการผลิตและแปรรูป และการตลาด เป็นต้น สำหรับ ศพก.ในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน และสามา
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 11 ได้หารือและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด รวมทั้งโครงการสำคัญด้านการเกษตร อาทิ โครงการนำร่องแปลงต้นแบบการปลูกทุเรียนในสวนยางพาราภายใต้แนวคิด “1 สวน 2 รายได้ ยางอยู่ได้ ทุเรียนเติบโต” และโครงการ “นาเดียวหลายรายได้” เพื่อยกระดับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและเกษตรคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ยังพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนงานด้านปศุสัตว์ ได้แก่ การยกระดับศักยภาพการส่งออกโคเนื้อไทย การจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย โครงการส่งเสริมการผสมเทียมโคด้วยน้ำเชื้อสายพันธุ์ลูกผสม การจัดทำฐานข้อมูลโคเนื้อและโครงสร้างราคาโคเนื้อตลอดห่วงโซ่ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาภาคปศุสัตว์ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตร ให้มีความเข้มแข็งและทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อสร้างรายได้และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพให
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดตัว “ศูนย์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีภาคสหกรณ์ไทย (COOP Financial Center)” เพื่อยกระดับภาคสหกรณ์ไทยสู่ยุคดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินการบัญชีอย่างเป็นระบบ สนับสนุนการบริหารจัดการและการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล เพิ่มความเชื่อมั่นและความโปร่งใสให้สหกรณ์ไทย วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องเดอะพอร์ทอลบอลรูม ชั้น 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยเน้นการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยและการใช้ประโยชน์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการตรวจสอบและวางระบบบัญชี ได้นำข้อมูลด้านการเงิน การบัญชี และการสอบบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศซึ่งถือเป็นทุนข้อมูลสำคัญของประเทศ มาพัฒนาเป็นศูนย์ข้อมูลกลางที่สามารถวิเคราะห์ ติดตาม และเฝ้าระวังความเสี่ยงทางก
กรมประมงยืนยันผลการตรวจชนิดสัตว์น้ำในผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องเป็นไปตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล ชี้ผลตรวจที่แตกต่างอาจเกิดจากการใช้ตัวอย่างคนละรุ่นการผลิต ขณะเดียวกันยังเดินหน้าแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจำกัด กำจัด การใช้ประโยชน์ ตามนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีที่สังคมให้ความสนใจและมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการตรวจชนิดสัตว์น้ำในผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง กรมประมงขอชี้แจงว่า การดำเนินการเป็นไปตามเทคนิคมาตรฐานห้องปฏิบัติการสากล โดยใช้หลักสัณฐานวิทยา (Morphology Identification) และหลักอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่กรมประมงใช้ตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำเพื่อการส่งออกและผ่านการประเมินจากประเทศคู่ค้า อาทิ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี อย่างต่อเนื่อง สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ส่งมาให้ตรวจสอบเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จำนวน 3 ชุดตัวอย่าง กรมประมงตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอนุกรม
สืบเนื่องจากวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กรมประมงและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) ได้สั่งอายัดปลากระป๋อง ที่ติดฉลากว่าเป็นปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ ตราดอกตันหยง ของบริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ในจังหวัดสมุทรสาคร หลังจากมีผู้บริโภคร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สินค้าไม่ตรงปก ไม่ใช่เนื้อปลาซาร์ดีน แต่เป็นปลาหมอคางดำ หลังจากกรมประมง ตรวจสอบสายพันธุ์ปลาได้ยืนยันว่า ปลาที่พบในปลากระป๋องคือปลานิล เพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องสายพันธุ์ปลา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนและมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) นำปลากระป๋องที่ผลิตในล็อตเดียวกับที่ สคบ. สั่งอายัดไว้ส่งไปให้ศูนย์ความเป็นเลิศนานาชาติวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารทะเล คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตรวจสอบซ้ำด้วยวิธีสกัดดีเอ็นเอ เพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม และวิเคราะห์ลำดับเบสด้วยเทคนิค Sanger Sequencing โดยใช้เครื่องหมายพันธุกรรม Mini16S และ UniCOI โดยเปรียบเทียบลำดับเบสกับฐานข้อมูล GenBank ของ NCBI พบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็น ปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) จึงเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมท
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ เตรียมจัดมหกรรมผลไม้ไทยครั้งใหญ่ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ภายใต้แนวคิด Fresh From Farm มหัศจรรย์ผลไม้ 4 ภาค ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร หวังกระตุ้นการบริโภค เพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ ให้เกษตรกร พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ผลไม้ไทยสู่เวทีโลก นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวถึงการจัดงานมหกรรมผลไม้ไทย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน จัดงานมหกรรมผลไม้ไทยครั้งใหญ่ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ภายใต้แนวคิด Fresh From Farm มหัศจรรย์ผลไม้ 4 ภาค เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เพื่อกระตุ้นการบริโภค ภายใต้มาตรการบริหารจัดการสินค้าผลไม้ปี 2569 ระหว่างวันที่ 12 – 16 กรกฎาคม 2569 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทย เพิ่มช่องทางการตลาด และเชื่อมโยงผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง งาน “Thailand : The Land of Tro
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าสนับสนุนและเพิ่มช่องทางตลาดให้แก่ขบวนการสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยกขบวนความอร่อยและขนสินค้าอัตลักษณ์จากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมาจัดแสดงและจำหน่ายภายในรัฐสภา (สัปปายะสภาสถาน) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ผลิตภัณฑ์และสินค้าดาวเด่นของสหกรณ์” ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกิจกรรมเปิดบูธจำหน่ายสินค้าดาวเด่นจากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ณ บริเวณชั้น 1 โซน C (รอบสระมรกต) อาคารรัฐสภา พร้อมเปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรระดับดาวเด่นคุณภาพดีส่งตรงจากเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าและสมาชิกสหกรณ์ มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์กันอย่างคับคั่งรวม 16 บูธ เพื่อให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ข้าราชการ และบุคลากรในรัฐสภาได้เลือกชมและช้อปสินค้าคุณภาพในราคายุติธรรม โดยแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ 1. หมวดผลไม้สดและเครื่องดื่มคัดพิเศษ ไฮไลต์เด็ดอย่าง ทุเรียนน้ำแร่
