อื่นๆ

makesense Asia จัดงาน “Energy Playground” เปิดพื้นที่ให้ส่งเสียงเรื่องพลังงาน สร้างความตระหนักรู้จากตนเอง

makesense Asia องค์กรไม่แสวงกำไรระดับภูมิภาค ทำงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการแก้ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม ร่วมกับพันธมิตรหลัก Greenpeace Thailand และ JET in Thailand จัดงาน “Energy Playground รวมพลคนอยากมีไฟ (แดด) เล่น ทดลอง จุดพลังให้โลก” เนรมิตรพื้นที่เรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สะอาด และยุติธรรมสำหรับคนทุกเพศทุกวัย งานครั้งนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เปิดสำหรับทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก็สามารถพูดเรื่องพลังงานได้ เพราะพลังงานเป็นเรื่องของทุกคน เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ณ Kenora Park n Play จังหวัดนนทบุรี

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ค่าไฟฟ้าของครัวเรือนไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซนำเข้า ในขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพด้านไฟแดด หรือพลังงานแสงอาทิตย์ที่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ makesense Asia เชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน มีโอกาสเข้าใจ ตั้งคำถาม และจินตนาการถึงทางเลือกพลังงานของตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม

ไฮไลต์งานนี้ เริ่มด้วยวงพูดคุยและเสวนา 3 เวที ประเดิมด้วย เชฟอู๋และการทำอาหารในโลกที่ร้อนขึ้น ‘เชฟอู๋-สิทธิกร จันทป’ ผู้ได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน และ MICHELIN Guide Young Chef Award ผู้ก่อตั้งร้าน AKKEE (อัคคี) มาเล่าถึงเบื้องหลังแนวคิดของความพยายามในการสร้างระบบอาหารแบบ closed-loop หรือการพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด “เราพยายามปลูกผักเอง เลี้ยงไก่เอง เป็นการบริหารตั้งแต่ต้นน้ำ ไปจนถึงจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทำอาหาร แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น เอาเปลือกปูมาทำเป็นอาหารไก่ หรือเอาเศษวัตถุดิบจากการทำอาหาร มาทำปุ๋ย โดยคำนึงถึงความสะอาด ปลอดภัยกับลูกค้าภายในร้านของเราเป็นหลัก เพื่อให้วงจรที่เกิดขึ้นกลายเป็นความยั่งยืนกับการบริโภคอาหารควบคู่กับธุรกิจ

โดยต้นทุนหลักอีกส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กับในธุรกิจนี้ก็คือ “พลังงาน” เพราะในแต่ละวันร้านอาหารต้องใช้ตู้แช่ ใช้แอร์เพื่อบริการลูกค้า และใช้ไฟตลอดเวลา ตรงนี้กลายเป็นอีกหนึ่งต้นทุนใหญ่ของเรา ขณะเดียวกันก็มีส่วนที่ปล่อยคาร์บอนเยอะมาก เราเลยเริ่มคิดว่า เราจะพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานได้ไหม เช่น การใช้ไฟแดดหรือพลังงานแสงอาทิตย์”


ด้วยเชฟอู๋เชื่อว่า ความใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของธุรกิจอาหาร เนื่องจากวิสัยทัศน์ที่ร้านต้องการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นให้มากที่สุด เพราะเชื่อในเสน่ห์วัตถุดิบไทยว่ามีความแตกต่างและจุดเด่นตามแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ก็ส่งผลต่อที่มาของอาหารด้วย

“เราพยายามรักษาวัตถุดิบบางอย่างไม่ให้หายไป ตอนนี้บางอย่างเริ่มหายากขึ้น เช่น มะพร้าวทับสะแกที่ใช้ทำกะทิ ซึ่งมีรสชาติหอมมันเหมาะกับการใช้ทำแกงกะทิและขนมไทย เพราะปัญหา climate change ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย วันหนึ่งมันอาจจะหายไปจริงๆ เหมือนผักหรือผลไม้บางอย่างในอดีต” เชฟอู๋เผย

จาก “ผู้เชี่ยวชาญ” สู่ “เสียงของประชาชน” กิจกรรม Power Café โดย Greenpeace Thailand ร่วมกับ ใบตอง จรีรัตน์ ให้แนวคิดตั้งต้นว่า “เราอาจมีผู้เชี่ยวชาญมากพอแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคือเสียงของประชาชน” จึงร่วมกับ JET in Thailand เปิดให้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความสนใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อรวบรวมข้อมูล และจัดกิจกรรม Power Café เพื่อเปิดพื้นที่รับฟัง และส่งเสียงสะท้อนถึงภาครัฐ เพื่อแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม ต้องเริ่มจากการรับฟังผู้ที่ใช้พลังงานจริงในชีวิตประจำวัน

จากเรื่องในบ้าน สู่เรื่องของระบบพลังงาน บทสนทนาในกลุ่ม “งานบ้านที่รัก” ที่มีสมาชิกมากกว่า 1.9 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเริ่มหันมาสนใจเรื่องพลังงานในชีวิตประจำวันมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า การใช้ระบบ ToU (Time of Use) ไปจนถึงการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาบ้านเพื่อใช้ไฟแดด

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงมีคำถามสำคัญ เช่น ควรลงทุนหรือไม่ คุ้มค่าหรือเปล่า และควรเริ่มต้นอย่างไร

จีน่า-จินาภรณ์ พุ่มศิริ แห่งเพจ JudgeBaan มองว่าโซลาร์เซลล์ไม่ใช่เพียงทางเลือกด้านพลังงาน แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อความมั่นคงในชีวิต “โซลาร์เซลล์คือการลงทุนเพื่อเตรียมเกษียณ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับบ้าน” และ “บ้านในอนาคตอาจไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่ต้องเป็นหลุมหลบภัยด้วย” จีน่ากล่าว

โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต้องเผชิญปัญหา PM2.5 อย่างหนัก จนทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มหันมาพิจารณาการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต ทั้งการติดตั้งโซลาร์เซลล์และการปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น

จากการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามทางออนไลน์ของ JET in Thailand ที่มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 413 คน จาก 6 ภูมิภาค 45 จังหวัด พบว่า “ค่าไฟแพง” เป็นตัวจุดประกายอันดับแรกที่ทำให้หลายคนหันมาสนใจการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หรือการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา แต่กว่าจะตัดสินใจติดตั้งได้จริงต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญคือ “เงิน” และ “ข้อมูล” เสียงจากการสำรวจความคิดเห็นสะท้อนว่าผู้คนต้องการการสนับสนุนด้านข้อมูลเกี่ยวกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์รวมถึงช่างที่น่าเชื่อถือ และกลไกสนับสนุนด้านเงินทุน อาทิ โครงการโซลาร์คนละครึ่ง ที่รัฐออกเงินทุนค่าติดตั้งให้ครึ่งหนึ่ง

ภายในงานยังมีการออกแบบกิจกรรมเชิงประสบการณ์ที่ช่วยทำให้พลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นเรื่องที่ “จับต้องได้” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงเทคนิค ทั้งกิจกรรม รถของเล่นพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองประกอบและใช้ไฟแดดแข่งขันกันจริง และดนตรีบำบัดที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากวง Isan Wellness Soundscape

การเปลี่ยนผ่านพลังงานกับชีวิตประจำวัน

แนวทางของ makesense Asia คือการทำงานร่วมกับพลเมือง ผู้ประกอบการทางสังคม และองค์กรพันธมิตร เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงมือแก้ปัญหาอย่างมีส่วนร่วม งาน Energy Playground สะท้อนแนวทางนี้ โดยรวมพันธมิตรที่หลากหลาย ตั้งแต่เชฟ นักออกแบบกลิ่น คอนเทนต์ครีเอเตอร์ สถานศึกษา นักดนตรีบำบัด ครูสอนโยคะ ช่างติดตั้งโซลาร์ ไปจนถึงองค์กรภาคประชาสังคมมาร่วมออกแบบประสบการณ์ที่เชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่หน้าที่ของผู้กำหนดนโยบายเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นกระบวนการที่เริ่มต้นจากบทสนทนาของทุกคน

Related Posts