นางประภัสสร หนูแก้ว ประธานกลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านพรุเตียว และสมาชิกกลุ่ม จำนวน 8 ราย ปลูกข้าวไร่สายพันธุ์พื้นถิ่น ได้แก่ ข้าวหอมหัวบอน ข้าวภูเขาทอง และ ข้าวเหนียวดำไร่ แซมสวนปาล์มน้ำมันอายุน้อย ในพื้นที่บ้านคอกวัว หมู่ที่ 10 ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พื้นที่ประมาณ 120 ไร่
ด้วยความโดดเด่นด้านทิวทัศน์และโลเคชั่นที่สวยงามเหมาะที่จะพัฒนาเป็นจุดชมวิว ยิ่งในช่วงที่ข้าวสุกแก่พร้อมเก็บเกี่ยวผืนนาจะกลายเป็นทุ่งข้าวสีทองไปตามแนวลาดเอียงของพื้นที่ตัดกับท้องฟ้าและแนวเขา ทำให้น่าชมยิ่งนัก และเพื่อให้เป็นหนึ่งจุดที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เรียกว่าถ้ามาอำเภอเขาพนมต้องมาชมวิว ชมวิถีคนที่นี่ก่อน ก่อนจะไปเที่ยวจุดต่อไป ส่วนผลผลิตส่งขายตลาดเกษตรกร และสามารถเชื่อมโยงผลผลิตไปยังโรงแรม รีสอร์ท ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตามสโลแกน From Farm To Hotel จากฟาร์มสู่โรงแรม ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ได้ร่วมกับจังหวัดจัดงานรณรงค์สร้างเครือข่ายตลาดเกษตรกรไปเมื่อเร็วๆ นี้
นางระนอง จรุงกิจกุล เกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า เนื่องจากจังหวัดกระบี่ เป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวชุมชน กำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากเป็นการท่องเที่ยวที่หลากหลายรูปแบบ สามารถที่จะเชื่อมโยงให้เข้ากับอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนได้ เป็นการช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชนเพิ่มขึ้นได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งบ้านคอกวัว หมู่ที่ 10 ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม เกษตรกรรวมตัวกันปลูกข้าวไร่พื้นที่ 120 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทิวทัศน์ที่สวยงาม และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะเป็นทุ่งข้าวสีทองที่น่าชมมาก

นางประภัสสร หนูแก้ว ประธานกลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านพรุเตียว เล่าว่า ตนและสมาชิกในกลุ่มจำนวน 8 ราย ได้รวมตัวกันปลูกอายุข้าวไร่ ซึ่งเป็นการปลูกแซมสวนปาล์มน้ำมันอายุน้อย ในพื้นที่ประมาณ 120 ไร่ มีหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวสังข์หยด ข้าวเหนียวดำช่อไม่ไผ่ ข้าวหอมหัวบอน ข้าวภูเขาทอง และข้าวดอกมะลิ ใช้เวลาปลูกจนถึงอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 118-120 วัน
การปลูกและดูแลรักษา
ข้าวไร่… คือ ข้าวที่ปลูกบนที่ดอนและไม่มีน้ำขังในพื้นที่ปลูก พื้นที่ดอนส่วนมากเป็นที่ลาดชันเชิงภูเขา กักเก็บแร่ธาตุและสารอาหารได้น้อย รวมทั้งการปลูกข้าวไร่ต้องอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว พื้นดินที่ปลูกข้าวไร่จะแห้ง และขาดน้ำทันทีเมื่อสิ้นฤดูฝน ดังนั้นการปลูกข้าวไร่จะต้องใช้พันธุ์ข้าวที่มีอายุเบา โดยปลูกช่วงต้นฤดูฝน และเก็บเกี่ยวได้ในช่วงปลายฤดูฝน
การเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวไร่… เตรียมแปลงโดยการถอนและถางเศษพืชและวัชพืช ก่อนปลูก 1 เดือน ระหว่างเตรียมดินควรมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงดิน
การปลูกข้าวไร่ ใช้วิธีปลูกแบบหยอดเป็นหลุม ให้มีระยะห่างประมาณ 25 x 25 เซนติเมตร หรือขนาดประมาณ 1 คืบครึ่ง โดยใช้เมล็ดข้าว 5 – 8 เมล็ดต่อหลุม ในระยะต้นกล้า กำจัดวัชพืชโดยการถางและถอน ประมาณ 2 – 3 ครั้ง ป้องกันและกำจัดโรค โดยการตัดใบที่ติดโรคไปเผา แล้วป้องกันโดยการฉีดพ่นสารอินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง ได้แก่ น้ำปูนขาว ในอัตรา 1 กก.ต่อน้ำ 50 ลิตร และมีการใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันโรคร่วมด้วย

ข้าวไร่อาศัยธาตุอาหารจากดินในการเจริญเติบโต แต่สภาพดินส่วนใหญ่ในการปลูกข้าวไร่ในปัจจุบันนี้ยังคงขาดความอุดมสมบูรณ์ ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกข้าวไร่ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์ประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรอง รวมถึงจุลชีพที่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยในการปรับปรุงดิน และการเจริญเติบโตของพืช การใส่ปุ๋ยข้าวไร่จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ โดยเฉพาะความชื้นในดินและสภาพของพื้นที่ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลาดชัน ธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์มีโอกาสสูญเสียจากการซึม และการไหลบ่าของน้ำได้
ซึ่งในการบำรุงต้นข้าวให้สมบูรณ์จะมีการบำรุงด้วยปุ๋ยเคมี 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้สูตร 15-15-15 เพียงเล็กน้อย ใส่บริเวณใกล้ๆ โคนต้น และอีกครั้ง ช่วงระยะข้าวตั้งท้อง จะเปลี่ยนมาใส่สูตร 13-13-24 อีกเล็กน้อยเช่นกัน จากนั้นก็ดูแลเรื่องหญ้าและระวังแลงศัตรูต่างๆ จนกระทั่งเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยว
– ควรเก็บเกี่ยวข้าวระยะสุกแก่ หรือหลังจากข้าวออกดอกแล้วประมาณ 30 วัน
– การลดความชื้นข้าวหลังเก็บเกี่ยว โดยทั่วไปแล้วมี 2 วิธีคือ
การตากสุ่มซัง หลังจากเกี่ยวแล้วจะตากรวงข้าวทิ้งไว้บนตอซังประมาณ 3-4 แดด แล้วนำไปนวด เป็นวิธีที่เกษตรกรปฏิบัติกันโดยทั่วไป
การตากหลังนวด เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วทำการนวดทันที กรณีนี้จะทำเมื่อต้องการนำข้าวไปบริโภคแต่พบไม่บ่อยนัก
– การเก็บรักษา หลังจากที่นวดข้าวและทำความสะอาดแล้ว ควรเก็บไว้ในยุ้งฉางที่สะอาด ระบายอากาศได้ กันแดด กันฝน กันแมลงและสัตว์ศัตรูได้ หากไม่มียุ้งฉางสามารถเก็บไว้ในกระสอบ แต่ไม่ควรเป็นกระสอบหรือถุงที่เป็นพลาสติก เนื่องจากกระสอบประเภทนี้ไม่สามารถระบายอากาศได้จะทำให้เกิดเชื้อรา และวางบนแคร่ที่สามารถระบายอากาศได้

ด้านการตลาด… นางประภัสสร เล่าว่า ตนและสมาชิกจะสีเป็นข้าวสารขายเองที่บ้าน โดยจะสีไม่ขัดให้ขาวมากเกินไปจะทำให้ทานง่ายไม่ระคายคอ และจะสีเฉพาะเวลามีลูกค้ามาสั่ง เพื่อให้ได้ข้าวที่ใหม่เวลาหุงสุกจะหอมน่ารับประทาน และส่วนหนึ่งจะนำไปขายที่ตลาดเกษตรกรโดยบรรจุเป็นถุงๆ ละ 1 กิโลกรัม ราคาขายข้าวแต่ละชนิดจะไม่แตกต่างกันมากนัก การขายจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ถ้าขายให้กับเพื่อนบ้านในชุมชมจะขายเป็นถัง โดยข้าวดอกมะลิจะขายราคาถังละ 800 บาท ข้าวหอมบอน ข้าวเหนียวดำช่อไม้ไผ่ ราคาถังละ 600 บาท ข้าวภูเขาทองและข้าวสังข์หยด ราคาถังละ 500 บาท ถังหนึ่งจะหนักประมาณ 16 กิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาขายเมื่อปีที่แล้ว ส่วนปีนี้คาดว่าจะได้ข้าวประมาณ 450 ถังข้าวเปลือก หรือประมาณ 5,400 กิโลกรัม สีเป็นข้าวสารจะได้ประมาณ 3,600 กิโลกรัม แต่คิดว่าจะขายราคาไม่แตกต่างจากปีที่แล้วมากนัก และอีกส่วนคือที่บรรจุถุงขาย ถุงละ 1 กิโลกรัม ราคาส่งกิโลกรัมละ 45 บาท ขายปลีก 50 บาท สมาชิกจะนำไปขายที่ตลาดเกษตรกร ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่เป็นผู้ดูแล โดยเปิดทุกวันจันทร์ เวลา 15.00-20.00 น. การตอบรับจากผู้บริโภคถือว่าดีมาก เพราะเราใส่ใจในการผลิต เพื่อให้ผู้บริโภคได้สินค้าที่ปลอดภัย และเกษตรกรที่มาดูงานก็สนใจที่จะซื้อพันธุ์ข้าวไปปลูกแล้วด้วย ด้วยการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว สามารถที่จะปลูกพื้นที่แซมสวนปาล์มสวนยางได้ ทำให้มีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้มากที่สุด
สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณประภัสสร หนูแก้ว ประธานกลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านพรุเตียว ที่หมายเลขโทรศัพท์ (08) 0146-5381 ตลาดเกษตรเปิดขายทุกวันจันทร์

