Advertorial

“บุญถิรศุภศร” เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ผู้นำวิสาหกิจชุมชนสู่สากล

ท่ามกลางผืนทุ่งกุลาร้องไห้ที่ในอดีตเคยแห้งแล้งและราบเรียบ วันนี้กลับเขียวขจีด้วยรวงข้าวที่พร้อมรอวันเก็บเกี่ยว ซึ่งผลผลิตเหล่านี้คือหยาดเหงื่อความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรที่ร่วมแรงร่วมใจกันพลิกฟื้นผืนดินอันแห้งแล้งให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ตลอดกว่า 20 ปี ที่พวกเขาเลือกการทำนาข้าวปลอดสารพิษตามแบบวิถีเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการยกระดับคุณภาพจนได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั่วโลก

ที่แห่งนี้คือ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ” ที่นำโดยหนึ่งใน “เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer)” ผู้ที่ขับเคลื่อนแนวคิดการทำนาอินทรีย์ให้กลายเป็นต้นแบบของการเกษตรยุคใหม่ ที่ผสมผสานภูมิปัญญากับนวัตกรรมได้อย่างงดงาม ชื่อของเขาคือ นายบุญถิร ศุภศร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ชายผู้ผันตัวจากอดีตผู้รับเหมาก่อสร้าง สู่เกษตรกรต้นแบบแห่งศรีสะเกษ

บุญถิร เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการทำนาว่า เขาเติบโตที่ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ในครอบครัวชาวนา ซึ่งใช้ชีวิตผูกพันกับผืนนามาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะออกไปทำงานเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอยู่ระยะหนึ่งในกรุงเทพฯ และย้ายกลับมาทำในพื้นที่บ้านเกิด แต่ท้ายที่สุดก็เลือกกลับคืนสู่ท้องนาอย่างเต็มตัวในปี พ.ศ. 2536 โดยเริ่มต้นร่วมกับ “ลุงบุญมี” หรือ นายบุญมี สุระโคตร ผู้ที่ริเริ่มโครงการข้าวอินทรีย์นาแปลงใหญ่ของตำบลดู่ บ้านอุ่มแสงแรงบันดาลใจของจุดเริ่มต้นในครั้งนั้น

เกิดจากการที่ได้เห็นพี่น้องชาวนาหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจากการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ทั้งโรคผิวหนัง ผิวไหม้ ไปจนถึงการตรวจพบสารพิษตกค้างในร่างกาย ลุงบุญมีจึงคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้พี่น้องชาวนามีชีวิตที่ดีขึ้น ปลอดภัยจากสารเคมี และยังคงมีรายได้ที่มั่นคง นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มทำข้าวอินทรีย์ ที่เริ่มต้นด้วยสมาชิกเพียง 74 คน และขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 662 คน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่และเข้มแข็งที่สุดในภาคอีสาน

จากท้องนาอินทรีย์ สู่ตลาดโลก


จากความตั้งใจในการทำนาอินทรีย์เพื่อคืนชีวิตให้ผืนดินและสุขภาพของชาวนา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสงได้ต่อยอดและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในต้นแบบของการทำเกษตรสมัยใหม่ที่บริหารจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด ปัจจุบันทางกลุ่มวิสาหกิจฯ มีการรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากสมาชิก เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ พร้อมขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 80% และส่วนที่เหลือจะจำหน่ายในประเทศและในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ยังดูแลสมาชิกอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสวัสดิการ ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยอินทรีย์และเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้มาตรฐานการผลิตระดับสากล ผ่านโครงการเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ของกรมการข้าว

ด้านมาตรฐาน กลุ่มวิสาหกิจฯ อุ่มแสง ได้รับมาตรฐาน Geographical Indication หรือ GI ครบทั้ง GI ไทยและ GI ยุโรป ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันคุณภาพและความปลอดภัยของข้าวอินทรีย์จากทุ่งกุลาร้องไห้ นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในทุกขั้นตอนการผลิต โดยเริ่มตั้งแต่การปรับหน้าดินด้วยระบบเลเซอร์ การใช้รถดำนาและเครื่องหยอดข้าว ไปจนถึงการใช้โดรนบินสำรวจแปลงนาและพ่นปุ๋ยชีวภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมอย่างสมดุล

เรามีการรับซื้อข้าวจากสมาชิกทุกเมล็ด ส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปกว่า 80% ขายในประเทศ 10% และอีก 10% ในอาเซียน กลุ่มของเรามีมาตรฐานครบทั้ง GI ไทย และ GI ยุโรป พร้อมเทคโนโลยีที่พัฒนาไม่หยุด เพื่อให้ข้าวอินทรีย์ของทุ่งกุลาร้องไห้ก้าวไกลสู่ตลาดโลก”

หัวใจเกษตรกร คือหัวใจแห่งภูมิปัญญา และความยั่งยืน

หัวใจของความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การผลิตเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ “การตลาด” ที่จะสามารถเชื่อมโยงผลผลิตจากมือชาวนาไปถึงผู้บริโภคได้อย่างมั่นคง และเชื่อมั่นว่าเกษตรกรไทยทุกคนล้วนมีความสามารถและภูมิปัญญา สามารถเป็นเกษตรกรปราดเปรื่องได้ทุกคน แต่สิ่งที่ขาดคือโอกาสในการต่อยอดและการจัดการด้านตลาด จึงต้องอาศัย “พลังของการรวมกลุ่ม” ทั้งแรงใจ แรงกาย และแรงความคิด เพื่อสร้างความเข้มแข็งไปด้วยกันในฐานะกลุ่มอาชีพเดียวกัน

บุญถิร ย้ำว่า “เกษตรกรทุกคนคือเกษตรกรปราดเปรื่อง” ที่สืบทอดภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษมาอย่างยาวนาน แต่ในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนความรู้เพิ่มเติมจากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกรมการข้าว ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่เข้ามาส่งเสริมองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับสมาชิกอยู่เสมอ เพื่อให้ชาวนาไทยสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงบนเส้นทางเกษตรอินทรีย์

นอกจากนี้ สิ่งที่ตอกย้ำคุณค่าของความพยายามทั้งหมด คือรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสงได้รับ ไม่ว่าจะเป็นรางวัล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนดีเด่น, รางวัลปราชญ์ชุมชน และ ปราชญ์ของแผ่นดิน ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่ยุคของ “ลุงบุญมี” ประธานผู้บุกเบิกกลุ่มวิสาหกิจฯ และยังคงเป็นเกียรติประวัติที่ทางกลุ่มรักษาไว้ด้วยความภาคภูมิใจจนถึงวันนี้

ถ้าพี่น้องเราอยู่ดีกินดี เราก็สามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ คำว่าเหนื่อยก็จะหายไปหมด เพราะพี่น้องเราต่อสู้กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว เราไม่มีคำว่าเหนื่อย มีแต่ต้องสู้กันต่อไป”

จากหยาดเหงื่อ สู่คุณค่าข้าวไทยไกลก้องโลก

ผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นตลอดกว่า 20 ปี ของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง” ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกอินทรีย์จากแปลงนาของสมาชิกเพื่อนำเข้าสู่โรงสีมาตรฐานเท่านั้น หากยังเป็นการ “ลำเลียงความเชื่อมั่น” จากหัวใจของชาวนาไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ดังนั้น ข้าวอินทรีย์จากทุ่งกุลาร้องไห้จึงไม่ใช่แค่ผลผลิตทางการเกษตร แต่คือสัญลักษณ์แห่งความเพียรพยายาม ความรู้ และศรัทธาของเกษตรกรไทย ที่พิสูจน์แล้วว่า ข้าวไทยคุณภาพสูงไม่แพ้ชาติใดในโลก

ความสุขของผมคือการได้อยู่กับทุ่งนา ไม่ต้องไปคิดอะไรมากมายทำนาให้มีความสุข ไม่ได้นึกถึงเรื่องปัจจัยหรือเรื่องเงินทอง เพราะว่าทำด้วยความสุขในอาชีพเดิมที่พ่อแม่ให้มา ไม่ได้มุ่งหวังร่ำรวยจากการทำนา แต่มีความสุขกับการทำอาหารให้คนทั้งโลกได้กิน แค่นี้ก็มีความสุขมากๆ แล้ว” บุญถิร กล่าวด้วยรอยยิ้ม

Related Posts