Featured พืชทำเงิน

ระบบน้ำหยด VS ระบบสปริงเกลอร์ แบบไหนประหยัด ให้น้ำตรงจุดกว่ากัน

ปัจจุบันระบบน้ำสำหรับการเกษตรมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ได้แก่ ระบบน้ำพุ่ง ระบบน้ำหยด ระบบน้ำเหวี่ยงระบบปล่อยน้ำทางผิวดิน ระบบมินิสปริงเกลอร์ และระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ แต่ที่พบเห็นได้บ่อยและได้รับความนิยมจากเกษตรกรเป็นลำดับต้นๆ ก็คือ ระบบน้ำหยด กับระบบน้ำสปริงเกลอร์ แล้วระบบน้ำทั้ง 2 รูปแบบนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วใช้ระบบแบบไหนจะคุ้มค่า และตรงจุดกับที่พืชต้องการมากที่สุด วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีคำตอบ

ระบบน้ำหยด ปัจจุบันเกษตรกรหลายแห่งได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบน้ำหยดในการให้น้ำแก่พืช ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเกษตรรูปแบบใหม่ที่ช่วยจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การให้น้ำแบบนี้ช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต

หลักการทำงานของ “ระบบน้ำหยด” 

ระบบน้ำหยดสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเกษตรได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช ปลูกผัก ทำไร่ ทำสวน ซึ่งสามารถนำระบบน้ำหยดมาใช้สำหรับควบคุมปริมาณน้ำในการปลูกพืช เพื่อรักษาระดับความชื้นในดิน

หลักการทำงานของระบบสายน้ำหยดคือ การส่งน้ำไปยังต้นพืชอย่างสม่ำเสมอผ่านท่อและหัวน้ำหยดที่ติดตั้งไว้บริเวณโคนต้น โดยน้ำจะถูกปล่อยออกมาเป็นหยดเล็กๆ อย่างช้าๆ ตามจังหวะเวลาที่ตั้งไว้ ซึ่งช่วยให้พืชได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมตลอดเวลา ลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยหรือการซึมลงดินลึกเกินไป

ระบบน้ำหยดเหมาะกับการทำเกษตรหลายประเภท โดยเฉพาะการเกษตรที่ต้องการการใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ระบบนี้ให้ความแม่นยำในการส่งน้ำถึงรากพืช ทำให้เหมาะกับการเกษตรดังนี้


  1. เกษตรแบบพืชสวน
    เหมาะกับการปลูกผัก ผลไม้ และไม้ดอกไม้ประดับ เพราะระบบน้ำหยดช่วยส่งน้ำให้พืชแบบเฉพาะจุด ทำให้พืชได้รับน้ำสม่ำเสมอและลดการเกิดโรคจากความชื้นมากเกินไป
  1. เกษตรแบบไร่
    เหมาะสำหรับพืชที่ปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง หรือพืชพลังงานที่ต้องการน้ำเป็นระยะ โดยการให้น้ำจะเข้าถึงเฉพาะราก ลดการระเหยของน้ำและการชะล้างดิน
  1. เกษตรแบบพืชเศรษฐกิจ
    เหมาะสำหรับพืชที่มีมูลค่าสูง เช่น ทุเรียน มะม่วง องุ่น กาแฟ ที่ต้องการการดูแลอย่างละเอียด การให้น้ำแบบหยดช่วยให้พืชเหล่านี้ได้รับน้ำในปริมาณเหมาะสมและสม่ำเสมอ
  1. เกษตรในโรงเรือนหรือการปลูกพืชในพื้นที่แห้งแล้ง
    ระบบน้ำหยดเหมาะกับการปลูกพืชในสภาพอากาศที่มีน้ำน้อย เช่น การเกษตรในพื้นที่ทะเลทราย หรือการทำเกษตรในโรงเรือนที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำอย่างแม่นยำ
  1. เกษตรอินทรีย์
    ระบบน้ำหยดช่วยลดการใช้น้ำปริมาณมากและลดความชื้นส่วนเกินที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคและเชื้อรา ทำให้เหมาะกับการเกษตรอินทรีย์ที่ต้องการการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีของระบบน้ำหยด

– ประหยัดน้ำ เนื่องจากน้ำถูกใช้ในปริมาณที่เหมาะสมโดยตรงกับต้นพืช

– ลดต้นทุนการผลิต เพราะใช้น้ำน้อยกว่าระบบการให้น้ำแบบทั่วไป

– ส่งเสริมผลผลิต เพราะพืชได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ

– ลดการเกิดวัชพืช เพราะน้ำจะไปเฉพาะที่รากพืช ไม่แพร่กระจายไปทั่วพื้นที่

ราคาของระบบน้ำหยดเริ่มต้นที่ประมาณ 1,500-3,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และวัสดุที่ใช้ หากเป็นชุดระบบน้ำหยดขนาดเล็กที่ออกแบบสำหรับพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่ ราคาจะเริ่มต้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่ไม่สูงมาก และยังสามารถปรับแต่งตามความต้องการของพื้นที่ได้

ระบบสปริงเกลอร์

เป็นระบบที่ใช้แรงดันตั้งแต่ 20 เมตรขึ้นไป และมีอัตราการไหลของหัวปล่อยน้ำตั้งแต่ 250 ลิตรต่อชั่วโมงขึ้นไป เหมาะสำหรับการให้น้ำในบริเวณกว้างครอบคลุมพื้นที่ได้มาก เช่น พืชไร่ และพืชผัก เหมาะกับสภาพแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำมากเพียงพอ คุณภาพน้ำปานกลาง การดูแลง่าย ปัญหาการอุดตันน้อย จึงไม่ต้องการระบบการกรอง แต่ถ้าคุณภาพน้ำต่ำและมีสิ่งเจือปนมาก ก็จำเป็นต้องมีระบบการกรอง

ระบบสปริงเกลอร์ เหมาะสำหรับพืชไร่ ที่มีระยะปลูกทั้งแถวชิดและห่าง เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด สับปะรด ที่มีระยะการปลูกระหว่างแถว 1-2 เมตร การติดตั้งไม่ต้องวางท่อย่อยทุกแถวพืช แต่ใช้ระยะห่างระหว่างแนว ท่อย่อยและระหว่างหัวตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป

มินิสปริงเกลอร์ เป็นระบบที่ใช้แรงดัน 10-20 เมตร และมีอัตราการไหลของหัวปล่อยน้ำ 20-300 ลิตรต่อชั่วโมง เหมาะสำหรับไม้ผลที่มีระยะปลูกตั้งแต่ 5 เมตรขึ้นไป และพืชผัก บังคับทางออกของน้ำให้มีขนาดเล็ก ข้อแตกต่างจากหัวปล่อยน้ำแบบอื่นๆ ที่ค่อนข้างจะเด่น คือมีส่วนที่หมุนได้ที่เรียกว่า ใบหมุน

ซึ่งเป็นตัวทำให้น้ำกระจายออกเป็นวงกว้างได้ดีกว่าสเปรย์ขนาดเล็กแบบอื่น ทำให้มีบริเวณพื้นที่เปียกมาก เหมาะสำหรับพืชที่ปลูกทั้งระยะชิดและระยะห่างใช้ได้ดีกับพืชผักได้ด้วย

ระบบมินิสปริงเกลอร์ เหมาะสำหรับพืชผักที่ปลูกเป็นแปลงแบบหว่าน หรือแบบต้นกล้า เช่น ผักกินใบ ผักหวาน การติดตั้งสามารถวางระยะห่างระหว่างแนวท่อย่อย และระหว่างหัวประมาณ 3-4 เมตร เช่น ติดตั้งหัวมินิสปริงเกลอร์อัตราการไหล 60-120 ลิตรต่อชั่วโมง รัศมีกระจายน้ำ 4 เมตร ทุกระยะ 4×4 เมตร

Related Posts