ภัยแล้งเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไม่กี่ปีมานี้สภาพอากาศมีความแปรปรวนมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนลดลง แหล่งน้ำธรรมชาติแห้งขอด และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง เกษตรกรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลักต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของการเพาะปลูก รายได้ลดลง และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
ในท่ามกลางวิกฤตแล้งยังมีโอกาส หากเกษตรกรสามารถปรับตัวและนำเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบน้ำหยด การปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือการสร้างแหล่งน้ำสำรองภายในแปลงของเกษตรกรเอง ย่อมช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงในการผลิต
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านพามารู้จักกับการจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้ง ว่าเกษตรกรควรจัดการอย่างไรกันบ้างในช่วงวิกฤต อย่างน้อยจะช่วยเป็นแนวทาง เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำแบบอย่างหรือแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้กับพื้นที่ทางการเกษตรของตนเอง

เกษตรกรไทยกับระบบให้น้ำพืช
ในประเทศไทยระบบให้น้ำพืชกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในสวนผลไม้ สวนผัก และพืชไร่ เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและเพิ่มความสะดวกในการดูแลพืช ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์ระบบให้น้ำหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้ ทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ คุณภาพมีตั้งแต่ระดับสูงไปจนถึงระดับปานกลาง ความทนทานจะขึ้นอยู่กับงบประมาณและความต้องการของเกษตรกร
แต่ปัญหาคือ ไม่ใช่เกษตรกรทุกคนจะมีความรู้เกี่ยวกับระบบน้ำทั้งหมดอย่างแท้จริง เกษตรกรจำนวนไม่น้อยยังขาดข้อมูลเรื่องการเลือกใช้ และบำรุงรักษาระบบให้น้ำทางการเกษตร และทำให้บางครั้งลงทุนไปแล้วแต่ไม่ได้ผลอย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคมเกษตรในประเทศไทยมากขึ้น จึงทำให้ได้เห็นระบบให้น้ำที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น เช่น ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นดิน ระบบอัตโนมัติที่สั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน หรือแม้แต่ AI ที่ช่วยคำนวณการให้น้ำแบบเรียลไทม์ ทั้งหมดนี้กำลังเปลี่ยนโฉมวงการเกษตร และเกษตรกรที่ก้าวทันเทคโนโลยีจะได้เปรียบในยุคที่ทรัพยากรน้ำกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการเพาะปลูก
ลักษณะของระบบการให้น้ำที่ดี
ระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพต้องตอบสนองต่อความต้องการน้ำของพืชได้เหมาะสม พร้อมทั้งต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านความสะดวกของเกษตรกร เช่น แหล่งน้ำที่ใช้ความสามารถเครื่องสูบน้ำ ระยะเวลาของการให้น้ำ รวมถึงต้นทุนอื่นๆ ในยุคที่การเกษตรต้องแข่งขันสูงและเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น หรือแรงงานที่ลดลง เทคโนโลยีระบบให้น้ำจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เกษตรกรที่ต้องการยืนหยัดและพัฒนาตนเองต้องหันมาใช้ “ระบบน้ำอัจฉริยะ” เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ประเภทของระบบการให้น้ำพืช สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
- การให้น้ำแบบฉีดฝอย (Sprinkler Irrigation) จะเป็นการให้น้ำค่อนข้างทั่วถึงเหมือนฝนตก เหมาะกับพืชหลายชนิด ซึ่งการให้น้ำชนิดนี้ ต้องการแรงน้ำที่เพียงพอ อย่างเช่น สปริงเกลอร์
- การให้น้ำแบบเฉพาะจุด การให้น้ำชนิดนี้จะทำให้น้ำส่งตรงถึงรากพืช โดยสามารถช่วยลดการสูญเสียน้ำได้ดี หรือสามารถช่วยประหยัดการให้น้ำแบบฉีดฝอยถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นวิธีการให้น้ำประหยัดอย่างแท้จริง จำแนกได้ดังนี้ มินิสปริงเกลอร์ ไมโครสเปรย์และเจ็ท น้ำหยด
เปรียบเทียบระบบการให้น้ำแบบต่างๆ
| ระบบ | แรงดันของน้ำ | อัตราการไหนของน้ำ | เวลาให้น้ำ |
| น้ำหยด | แรงดันต่ำ
(5-10 เมตร) |
อัตราการไหลต่ำ
(1-8 ลิตร/ชม.) |
ต่ำ |
| ไมโครสเปรย์และเจ็ท | ระดับปานกลาง
(10-15 เมตร) |
ระดับปานกลาง
(10-200 ลิตร/ชม.) |
ปานกลาง |
| มินิสปริงเกลอร์ | ระดับปานกลาง
(10-20 เมตร) |
ระดับปานกลาง
(20-300 ลิตร/ชม.) |
ปานกลาง |
| สปริงเกลอร์ | ระดับสูง
(20 เมตรขึ้นไป) |
ระดับมาก
(250 ลิตร/ชม.) |
น้อย |
ทำความรู้จัก การใช้ระบบน้ำหยดในภาคการเกษตร
จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ระบบการให้ในภาคการเกษตรก็มีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วย โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการ เพื่อเป็นการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้พืชได้รับน้ำสม่ำเสมอ ซึ่งระบบน้ำหยดเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่สามารถนำประยุกต์ใช้กับการเกษตรได้หลากหลาย อย่างเช่น พืชไร่ พืชสวน การปลูกพืชในโรงเรือน และการปลูกพืชมูลค่าสูงบางชนิด
ดังนั้น จุดเด่นของการให้น้ำแบบระบบน้ำหยด นอกจากจะช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำแล้ว ยังช่วยให้พืชได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสม พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิต เพราะมีการใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกพืชแบบทั่วไป และยังช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชอีกด้วย
เมล่อน พืชที่มีมูลค่า สินค้าได้ราคาสูง
เมล่อน ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ เพราะผลผลิตที่ได้เมื่อออกจำหน่ายจะสามารถให้ผลตอบแทนที่สูง พร้อมทั้งแนวโน้มความต้องการของตลาดก็เพิ่มขึ้น เพราะด้วยเมล่อนมีรสชาติความอร่อยอยู่ที่เนื้อที่มีรสชาติหวานและมีกลิ่นหอม จึงทำให้การปลูกเมล่อนเกิดขึ้นทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี 2554
เมล่อนแม้จะปลูกได้ในทุกสภาพแวดล้อมของประเทศก็จริง แต่การปลูกให้ได้คุณภาพต้องมีการดูแลหลากหลายปัจจัย และรูปแบบการปลูกนอกจากปลูกลงดินแล้ว ยังมีการปลูกในวัสดุปลูกที่ไม่ใช้ดิน โดยให้ปุ๋ยที่เป็นสารละลายไปกับระบบน้ำหยด

คุณสำราญ หน่อนาคำ เป็นเกษตรกรอยู่ที่ตำบลพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ได้แนะนำวิธีการปลูกเมล่อนแบบง่ายๆ ไว้กินเองที่บ้านว่า ขั้นตอนแรกหากระถางขนาด 12 นิ้วหรือภาชนะที่ไม่ใช้งานแล้ว มาใส่วัสดุปลูกจำพวกกาบมะพร้าวสับ ดินใบก้ามปู และแกลบหยาบ ผสมกันในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 จากนั้นนำปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ใส่ลงไปด้านบนกระถาง เพื่อให้ภายในกระถางมีความชื้นมากขึ้น
“พอเราเตรียมวัสดุปลูกเรียบร้อยแล้ว ก็นำเมล็ดมาใส่ปลูกลงไปในกระถาง ซึ่งสายพันธุ์ก็แล้วแต่ว่าชอบสายพันธุ์ไหน พอนำเมล็ดมาเพาะปลูกลงในกระถาง เมล่อนจะใช้เวลาเจริญเติบโตจนผสมเกสรได้ ก็ประมาณ 1 เดือน พอหลังจากผสมเกสรเสร็จแล้วนับไปอีก 45 วัน ก็จะได้ผลผลิตออกมาสุกแบบพอดี พร้อมเก็บไปกินได้”

ในเรื่องของการรดน้ำ คุณสำราญ บอกว่า สามารถใช้สายยางทั่วไปรดน้ำที่กระถางได้เลย โดยที่ไม่ต้องทำระบบน้ำอะไรให้ยุ่งยาก เพราะการปลูกเองภายในบ้านจำนวนการปลูกไม่มากนัก ดังนั้น จึงไม่ต้องลงทุนในเรื่องนี้ให้สิ้นเปลือง แต่ถ้ามีประสบการณ์จากการปลูกเล่นๆ ที่บ้านจนประสบผลสำเร็จแล้ว การทำระบบน้ำในอนาคตก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งระบบน้ำหยดถือเป็นตัวเลือกต้นๆ ที่เกษตรกรปลูกเมล่อนเลือกใช้ เพราะสามารถให้น้ำและปุ๋ยผ่านทางระบบน้ำหยดได้

ส่วนเรื่องการใส่ปุ๋ยให้เมล่อนนั้น คุณสำราญ บอกว่า สามารถใช้ปุ๋ยเคมีสูตรทั่วไปใส่ลงในกระถางได้เลย พร้อมทั้งสลับกับการใส่ปุ๋ยคอกลงไปเสริมด้วย เมื่อผลของเมล่อนออกมาพร้อมสำหรับเก็บผลผลิตได้แล้ว จะให้น้ำหนักต่อผลอยู่ที่ 1-1.5 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่กำลังพอดี สามารถแช่ในตู้เย็นไว้กินให้ชื่นใจ หรือถ้าผลผลิตมีมากพอกินไม่หมด ก็สามารถแบ่งขายทำเป็นรายได้เล็กๆ น้อยๆ ได้

วานิลลา พืชใช้น้ำน้อย
วานิลลา เป็นพืชที่มีการบริโภคทั่วโลก และมีความต้องการการใช้งานอย่างแท้จริง ต่างจากไม้หลายชนิด ยกตัวอย่างไม้ที่เป็นกระแสกันมากๆ บางครั้งความต้องการใช้ในการตลาดมีน้อย แต่วานิลลาเป็นพืชที่มีความต้องการทั่วโลก ซึ่งประเทศที่สามารถปลูกวานิลลาได้มีแค่ไม่กี่ประเทศในโลก เพราะวานิลลาเป็นพืชเขตร้อนชื้น

คุณพาพร โตอินทร์ หรือ คุณกวาง เจ้าของสวนแม่หม่อน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ถือว่าเป็นแปลงแรกๆ ที่ปลูกวานิลลาในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว ที่ปลูกจนกระทั่งได้ผลผลิตเอง บ่มฝักเอง แปรรูปเอง
วานิลลาเป็นพืชที่ใช้พื้นที่น้อย ใช้น้ำน้อย ใช้แรงงานน้อย ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูง การให้น้ำขึ้นอยู่กับฤดูกาล ถ้าฝนไม่ตกจะให้น้ำด้วยมินิสปริงเกลอร์ ให้น้ำน้อยๆ แต่ให้บ่อยๆ เพราะสิ่งที่ต้องการคือความชื้น แต่ถ้าเป็นฤดูแล้ง จะให้น้ำวันละ 2-3 ครั้ง แต่จะให้เวลาสั้นๆ ครั้งละ 1-2 นาที เพื่อเพิ่มความชื้นในแปลง

นอกจากนี้ ยังมีการให้น้ำทางดินบ้าง อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง โดยใช้สายยางเดินรด ได้โอกาสตรวจแปลงไปด้วย แต่ถ้าเป็นช่วงที่มีการกระตุ้นดอก ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม จะลดปริมาณการให้น้ำลงเหลือแค่ 1-2 วันครั้ง เพื่อกระตุ้นการออกดอก
ผลตอบแทนและราคาของวานิลลา วานิลลาเป็นพืชที่มีการซื้อขายกันทั่วโลก ขอยกตัวอย่างราคาที่ขายในเมืองไทย ราคาขายปลีกฝักเกรดเอ ที่นำเข้าจะอยู่ประมาณ 150-250 บาท ถ้าเป็นฝักจัมโบ้ราคาสูงถึง 300 บาทต่อฝัก และถ้าราคาขายส่งเป็นกิโลกรัมจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 20,000 กว่าบาทเป็นฝักบ่มแห้ง

ดังนั้น ส่วนประกอบของการปลูกพืช น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเกษตรกรควรรับรู้ข้อมูลอยู่เสมอ เพื่อให้การทำเกษตรมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน และเกษตรกรไทยจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของภัยแล้งนี้ไปได้ พร้อมทั้งเปลี่ยนวิกฤตไปสู่โอกาสที่ของการทำการเกษตรต่อไป
ขอบคุณข้อมูล
กรมส่งเสริมการเกษตร
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
