Exclusive Featured News

เปิดมุมมอง “พีรพันธ์ คอทอง” การเลี้ยงแมลงผสมเกสร สร้างรายได้–รักษ์โลก สู่เกษตรยั่งยืน

การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจและแมลงผสมเกสร กำลังกลายเป็นกระแสสำคัญของเกษตรยุคใหม่ เพราะไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของโลก

ในมุมมองของ นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร การส่งเสริมการเลี้ยงแมลงผสมเกสรถือเป็นหนึ่งในวิธีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมไทยและโลก การส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรให้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้ง เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำเกษตรแบบยั่งยืน และส่งเสริมให้การเลี้ยงได้รับมาตรฐาน GAP

“ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง ซึ่งล้วนมีคุณค่าทั้งในเชิงเกษตรและเชิงเศรษฐกิจ ผลผลิตจากแมลงเหล่านี้สามารถแปรรูปเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม และมีโอกาสเติบโตได้ดีในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ” นายพีรพันธ์ กล่าว  

นายพีรพันธ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ผลิตภัณฑ์อย่างเช่น “น้ำผึ้ง” ยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรสามารถเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้เสริม หรือพัฒนาเป็นธุรกิจหลักได้ ทั้งนี้ แมลงแต่ละชนิดมีเป้าหมายและวิธีการเลี้ยงที่ต่างกัน เช่น ผึ้งพันธุ์ เหมาะกับการผลิตน้ำผึ้งปริมาณมาก ต้องการการดูแลอย่างพิถีพิถัน ส่วน ผึ้งโพรง และ ชันโรง มักเลี้ยงเพื่อช่วยผสมเกสรพืชในสวนไม้ผลโดยตรง


 “แม้ชันโรงจะให้ผลผลิตน้อยกว่าผึ้งพันธุ์ แต่ในน้ำผึ้งชันโรง มีสาระสำคัญที่สามารถนำไปสกัดและนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ก็จะยิ่งจำหน่ายได้มูลค่าสูง” นายพีรพันธ์ กล่าว  

ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่า กรมฯ มีศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรเรียนรู้การเลี้ยงอย่างถูกวิธี และเมื่อการเลี้ยงได้มาตรฐานแล้ว กรมปศุสัตว์จะเป็นผู้ช่วยออกใบรับรองมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรมีเอกสารรับรองสำหรับการจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ

นอกจากผึ้งแล้ว จิ้งหรีด ยังถูกมองว่าเป็น “โปรตีนแห่งอนาคต” ที่กำลังเติบโตในตลาดโลก ปัจจุบันมีการเลี้ยงกันหลายพื้นที่ โดยได้รับการส่งเสริมด้านสูตรอาหารและการจัดการฟาร์มที่ถูกสุขลักษณะ เนื่องจากจิ้งหรีดแต่ละช่วงอายุต้องการอาหารต่างกัน และต้องผ่านมาตรฐาน GAP เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

 “การสร้างการรับรู้ในเรื่องของการขึ้นทะเบียนเกษตรกรถือว่ามีความสำคัญ ซึ่งวันนี้ต้องบอกว่าระบบการค้าโลก เมื่อผู้ซื้อมารับสินค้า เขาต้องมีการมาตรวจสอบการรับรอง เพราะฉะนั้นเกษตรกรต้องมาทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เพื่อขึ้นทะเบียน ลงทะเบียน เพื่อเข้าสู่ระบบอาหารปลอดภัยให้มากขึ้นครับ” นายพีรพันธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นราว 1 องศาเซลเซียส ทำให้ผึ้งบางพื้นที่ลดจำนวนลงถึง 3 เปอร์เซ็นต์ และยังมีปัจจัยจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างเข้มข้น นายพีรพันธ์เตือนว่า – “บางครั้งความร้อนที่เกิดขึ้น ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่น ไม้ผลบางชนิดไม่ออกดอกตรงตามฤดูกาล เมื่อไม่มีดอกไม้ ผึ้งก็ไม่มีอาหารกิน ทำให้ต้องย้ายรังไปหาแหล่งอาหารใหม่”

นายพีรพันธ์ ยังเผยอีกว่า ในระดับนานาชาติ “วันผึ้งโลก” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างความตระหนักต่อความสำคัญของแมลงผสมเกสร การเลี้ยงแมลงผสมเกสรและแมลงเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นเพียงอาชีพเสริม แต่คือแนวทางสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มรายได้ และปกป้องโลกไปพร้อมกัน หากเกษตรกรได้รับความรู้ที่ถูกต้อง รักษามาตรฐานการผลิต และมองไกลไปถึงการแปรรูปและตลาดส่งออก ก็จะช่วยทำให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

 “แมลงถือเป็นตัวชี้วัดโลกของเรา ถ้าผึ้งเริ่มหมดไป มนุษย์เองก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยากให้ทุกคนตระหนักในเรื่องราวเหล่านี้ ถ้าอนาคตเรายังสร้างควัน สร้างมลพิษ รวมไปถึงสารปนเปื้อนต่างๆ ในระบบนิเวศอยู่ ขนาดผึ้งยังอยู่ไม่ได้ ลดจำนวนลง มันก็จะกระทบมาที่มนุษย์ เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้มากขึ้น มารวมกันดูแลโลกที่ตั้งเป้ากันไว้ในปี 2030 ว่าจะรวมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มากขึ้นในการช่วยโลกของเรา” นายพีรพันธ์ กล่างทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตรกรแนะนำให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP และจัดทำฐานข้อมูลผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เปิดรับการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ 1.แจ้งด้วยตนเอง ณ ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช สำนักงานเกษตรอำเภอ (ตามที่ตั้งแปลง) หรือจุดนัดหมายที่สำนักงานเกษตรอำเภอกำหนด 2.แจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเองผ่าน e-Form ทบก. (https://efarmer.doae.go.th) 3.ผ่าน Farmbook Application (สำหรับเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 13 สิงหาคม 2025

Related Posts