“วานิลลา ชื่อที่ทุกคนคุ้นเคย แต่จะมีสักกี่คนที่เคยได้สัมผัสหรือเห็น ‘ฝักวานิลลาแท้’ อย่างใกล้ชิด เพราะส่วนใหญ่วานิลลาที่เราเคยได้ยินมักปรากฏเป็นเพียงกลิ่นหอมละมุนในไอศกรีม น้ำหอม หรือเครื่องดื่มชั้นดีเท่านั้น
วันนี้ ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ จะพาไปเจาะลึกทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเริ่มต้น ‘ปลูก’ ไปจนถึงกระบวนการ ‘บ่มฝัก’ อันเป็นหัวใจสำคัญ ที่ทำให้วานิลลาดิบธรรมดากลายเป็นฝักหอมเข้มข้นมีมูลค่าสูง เราจะเปิดเผยให้เห็นว่า กว่าจะมาเป็นวานิลลาแท้ที่คุณเห็นนั้น ต้องผ่านกรรมวิธีที่พิถีพิถันอย่างไรบ้าง”

แตงกวา-ญาณิศา ทับเจริญ ผู้จัดการเขาใหญ่วานิลลา ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของเขาใหญ่วานิลลาให้ฟังว่า พื้นที่แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความฝันเล็กๆ ของ คุณนิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี หญิงเก่งมากความสามารถเป็นทั้งไวน์เมกเกอร์แถวหน้าของไทย และเป็นผู้ก่อตั้งฟาร์มวานิลลาแห่งนี้

“ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน คุณนิกกี้ได้เริ่มต้นเส้นทางวานิลลาด้วยการปลูกทดลองบนพื้นที่เล็กๆ หลังบ้าน จากการทดลองนั้นเอง ท่านได้ค้นพบโอกาสที่น่าตื่นเต้น
คุณนิกกี้เล็งเห็นว่า วานิลลาเป็น ‘พืชแห่งโอกาส’ ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากในประเทศไทยยังมีผู้ปลูกน้อยมาก และผลผลิตที่ได้กลับมีคุณภาพสูง มีความโดดเด่นทั้งในด้านรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งไม่แพ้วานิลลาที่นำเข้าจากต่างประเทศเลยแม้แต่น้อย
จากความสำเร็จของการปลูกทดลองนี้เอง คุณนิกกี้จึงตัดสินใจครั้งสำคัญ คือการขยายแปลงปลูก จากพื้นที่หลังบ้าน สู่การลงทุนขยายพื้นที่ปลูกวานิลลาอย่างจริงจัง รวม 10 ไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2566”
แพลนนิโฟเลีย สายพันธุ์ยอดนิยม
ปลูกในไทยได้ผลผลิตดี กลิ่นหอม
สำหรับสายพันธุ์วานิลลาหลักที่ทางเขาใหญ่วานิลลาเลือกปลูกคือ ‘วานิลลาแพลนนิโฟเลีย’ (Vanilla planifolia) คุณแตงกวาให้ข้อมูลว่า สายพันธุ์นี้มีจุดเด่นสำคัญคือ ให้สารวานิลลินในปริมาณสูงที่สุด ซึ่งเป็นสารที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของวานิลลาแท้ และยังสามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ดีเยี่ยมในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

และนอกจากสายพันธุ์หลักแล้ว ทางฟาร์มยังมีการทดลองปลูกวานิลลาสายพันธุ์อื่นๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่คุณนิกกี้ได้ นำเข้าจากต่างประเทศ หลังจากการไปศึกษาดูงาน โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ปอมปัวนา (Vanilla pompona) นำมาจากประเทศบราซิล
2. ตาฮิเตนซิส (Vanilla tahitensis) อีกหนึ่งสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียง
3. สยามเอ็นซิส (Vanilla siamensis) สายพันธุ์ดั้งเดิมของไทย ที่ได้มาจากทางภาคเหนือ
โดยทั้งสามสายพันธุ์ที่นำมาทดลองปลูกนั้น เพิ่งดำเนินการมาได้ประมาณปีครึ่ง ทางฟาร์มจึงยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน ถึงจุดเด่นเฉพาะตัวของแต่ละสายพันธุ์ รวมถึงปริมาณผลผลิตที่แน่นอนในสภาพแวดล้อมของเขาใหญ่
อย่างไรก็ตาม เสน่ห์และความสนุกที่แท้จริงของวานิลลาคือ ‘เทสโน้ต’ (Taste Note) หรือรสชาติที่แตกต่างกันตามแหล่งที่ปลูก เช่นเดียวกับไวน์
“วานิลลาเขาใหญ่มีกลิ่นคล้ายช็อกโกแลต” นี่คือข้อสรุปจากเชฟผู้เชี่ยวชาญด้าน เซนซอรี่ (Sensory) ที่ได้ชิมและประเมินวานิลลาของฟาร์ม ซึ่งเป็นความพิเศษที่เกิดขึ้นจากสภาพพื้นที่ปลูกของเขาใหญ่นั่นเอง
นวัตกรรมและเทคโนโลยี
กุญแจสำคัญสู่การบริหารจัดการ
แปลงวานิลลาอย่างยั่งยืน
แม้ว่าพื้นที่ปลูกวานิลลาของคุณนิกกี้ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง แต่การบริหารจัดการแปลงกลับก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยการนำเทคโนโลยี Smart Farm เข้ามาประยุกต์ใช้
คุณแตงกวาอธิบายว่า ที่นี่จะเลือกใช้ระบบพลังงานทางเลือก เพื่อให้ระบบทั้งหมดดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ทางสวนได้ติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับอุปกรณ์ทั้งหมดในฟาร์ม โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของการดูแลฟาร์ม ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบสมาร์ทฟาร์ม ซึ่งเป็นระบบที่ทางคุณนิกกี้ได้พัฒนาร่วมกับวิศวกรชาวอินเดีย เพื่อออกแบบโปรแกรมเฉพาะสำหรับการดูแลวานิลลาโดยตรง
“ระบบนี้ทำหน้าที่เป็น “ตา” ของเกษตรกร โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิและความชื้น ภายในโรงเรือนแต่ละหลังแบบเรียลไทม์ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น หากตรวจพบความชื้นต่ำ ระบบจะสามารถสั่งการเปิดสปริงเกลอร์น้ำได้โดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นวานิลลาได้รับความร้อนจากแสงแดดจัดโดยตรง
หากจะพูดให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นคือ พื้นที่ปลูกวานิลลามีทั้งหมด 10 ไร่ แบ่งเป็น 4 โรงเรือน แต่เราใช้กำลังคนในการดูแลเพียง 4 คนเท่านั้น และนอกจากการประหยัดแรงงานแล้ว การเก็บข้อมูลย้อนหลัง คือหัวใจสำคัญ ระบบสมาร์ทฟาร์มช่วยให้สามารถรวบรวมและวิเคราะห์สภาพอากาศในแต่ละช่วงของปี เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนรับมือและจัดการแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถควบคุมผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือได้อย่างง่ายดาย”
9 เทคนิคสำคัญ
ที่มือใหม่ปลูกวานิลลา
“ห้ามพลาด”
คุณแตงกวาแนะนำว่า สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจอยากปลูกวานิลลา ไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม สิ่งแรกที่ต้องศึกษาคือ
1. การเลือกสายพันธุ์ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง โดยสายพันธุ์หลักที่ได้รับความนิยมและปลูกได้ดีในประเทศไทยส่วนใหญ่คือ “สายพันธุ์แพลนนิโฟเลีย” ซึ่งสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในสภาพภูมิอากาศของไทย
2. การขยายพันธุ์ วานิลลามีวิธีการขยายพันธุ์หลักๆ 2 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ดังนี้
วิธีที่ 1 การปักชำจากกิ่งต้นแม่
วิธีการ ใช้วิธีการตัดกิ่งจากต้นแม่มาปักชำ ควรสังเกตว่าต้นแม่ต้องมีรากที่แข็งแรงและแตกยอดเพียงพอ ก่อนจึงจะตัดกิ่งมาปลูกได้ หากรากต้นแม่ยังน้อยแล้วตัดมาลงปลูกทันที อาจทำให้ต้นแม่เดิมช็อกและตายได้
ข้อดี ให้ผลผลิตเร็ว ใช้เวลาเติบโตน้อย เนื่องจากต้นที่นำมาชำมีความยาว (เช่น สูงประมาณ 1 เมตร) และสามารถเริ่มให้ผลผลิตได้เร็วขึ้น ตั้งแต่ปีที่ 2
ข้อเสีย มีความเสี่ยงในการนำพาโรคจากต้นแม่ติดมาด้วย
วิธีที่ 2 การขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

วิธีการ เมื่อได้ต้นพันธุ์จากขวดแก้วแล้ว ต้องนำมาย้ายลงกระถางอนุบาล ประมาณ 15-20 วัน เพื่อปรับสภาพ ก่อนจะย้ายลงแปลงปลูกจริง
ข้อดี ต้นพันธุ์ที่ได้จะปลอดโรค และมีความทนทานต่อโรคได้มากกว่าการปลูกด้วยกิ่งชำ

ข้อเสีย ให้ผลผลิตช้ากว่า ต้องใช้เวลาประมาณปีที่ 3 จึงจะเริ่มออกดอกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
การเลือกวิธีขยายพันธุ์จึงขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกร ว่าต้องการผลผลิตเร็ว หรือต้องการต้นที่ปลอดโรคและมีความทนทานสูงในระยะยาว
3. วัสดุปลูก กาบมะพร้าว เปลือกมะพร้าว ใบไม้ *ไม่ปลูกลงดิน
ที่ฟาร์มจะไม่ปลูกวานิลลาลงดินโดยตรง แต่จะเน้นการใช้มะพร้าวสับและกาบมะพร้าว ผสมกับใบไม้เป็นวัสดุปลูกแทน โดยสาเหตุที่ใช้วัสดุเหล่านี้แทนดินมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาความชื้นให้เหมาะสมกับความต้องการของวานิลลา และที่สำคัญคือ เพื่อให้รากของวานิลลาสามารถยึดเกาะและเลื้อยไปกับวัสดุปลูกได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชชนิดนี้

4. เลือกระบบค้าง ระยะปลูก ให้อากาศถ่ายเทสะดวก
วานิลลาเป็นพืชตระกูลเดียวกับกล้วยไม้และมีรากอากาศ ดังนั้น การจัดเตรียมพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยมีหลักการคือต้องมีหลักหรือเสาให้ยึดเกาะเพื่อการเลื้อย และมีการห่อหุ้มหลักด้วยวัสดุปลูกเพื่อช่วยให้รากอากาศที่แทงออกมาจากกลางลำต้นสามารถเกาะและเจริญเติบโตไปได้ดี

การออกแบบและระยะปลูกในโรงเรือน
หลักเลื้อย (เสา) ที่ฟาร์มจะมีการใช้เสาเป็นหลักเลื้อย โดยมีความสูงประมาณ 1.8 เมตร
ระยะปลูก ระยะห่างระหว่างเสาจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 เมตร ซึ่งถือเป็นระยะที่เหมาะสมสำหรับการปลูกวานิลลาในระยะยาว เนื่องจากหากเว้นระยะถี่เกินไป เมื่อต้นโตเต็มที่และชิดกันมากเกินไป อาจกลายเป็นต้นเหตุของการสะสมเชื้อราและแมลงได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

การเสริมความแข็งแรง ทางฟาร์มยังมีการขึงเชือก ระหว่างเสาเพื่อเป็นเส้นทางเสริมให้วานิลลาได้เลื้อยและเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง เมื่อลำต้นเลื้อยไปจนสุดความสูงแล้ว จะถูกจัดให้เลื้อยทอดลงด้านล่างต่อไป ซึ่งการดีไซน์ลักษณะการเลื้อยนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละฟาร์มด้วย
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
การปลูกในโรงเรือน ที่ฟาร์มของเราเลือกปลูกวานิลลาในโรงเรือนภายใต้ซาแรนพรางแสง 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อควบคุมปริมาณแสงแดด

การปลูกกลางแจ้ง หากไม่ได้ปลูกใต้ซาแรน ก็สามารถปลูกร่วมกับต้นไม้ใหญ่ได้ เช่นเดียวกับการปลูกกล้วยไม้ทั่วไป แต่ต้องคำนึงว่าร่มเงาต้องไม่มากเกินไป เพราะวานิลลาจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกปลูกแบบใด สิ่งสำคัญคือต้องเลือกระบบค้างและระยะปลูกที่ทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกอยู่เสมอ
5. ระบบะน้ำสปริงเกลอร์พ่นหมอก ชื้นแต่ไม่แฉะ
ที่ฟาร์มมีการติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ เพื่อควบคุมการให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีตารางการให้น้ำที่สม่ำเสมอในสภาวะปกติ คือ วันละ 2 ครั้ง ดังนี้
ช่วงเช้า: ให้น้ำเป็นเวลา 10 นาที
ช่วงบ่าย: ให้น้ำเป็นเวลา 10 นาที

ทั้งนี้ การให้น้ำจะปรับเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ทางฟาร์มจะงดการให้น้ำโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันความชื้นสะสมที่มากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อราและโรคต่างๆ
6. บำรุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งทางน้ำและทางดิน
ในช่วงแรกที่เริ่มลงปลูกวานิลลาซึ่งต้นยังเล็กและใบยังไม่แข็งแรง ทางฟาร์มจะใช้เทคนิคพิเศษคือ การพ่นสารแคลเซียมคาร์บอเนต สารนี้จะทำหน้าที่เป็นสารเคลือบบนใบ เปรียบเสมือนการทาครีมกันแดดให้พืช เพื่อป้องกันไม่ให้ใบถูกทำลายหรือไหม้จากแสงแดดจัด
หลักการบำรุงด้วยปุ๋ย (ออร์แกนิก) วานิลลาเป็นพืชตระกูลเดียวกับกล้วยไม้ และมีรากอากาศ ดังนั้น การบำรุงจึงต้องเน้นทั้งทางดินและทางน้ำเพื่อให้พืชสามารถดูดซึมสารอาหารได้ทั้งทางใบและรากอากาศ
ปุ๋ยน้ำหมัก: ทางฟาร์มจะให้ปุ๋ยน้ำหมักสูตรเฉพาะ เดือนละ 1-2 ครั้ง โดยการสเปรย์ให้พืชดูดซึมทางใบและรากอากาศ
ปุ๋ยเม็ดทางดิน: มีการเสริมปุ๋ยเม็ดทางดินด้วยปุ๋ยมูลค้างคาว ในปริมาณเพียง 1 ช้อนพรวนต่อต้น
เคล็ดลับการให้ปุ๋ยแบบออร์แกนิก เนื่องจากการปลูกแบบออร์แกนิกจำเป็นต้องมีการบำรุงถี่กว่าการใช้ปุ๋ยเคมี ในช่วงแรก เดือนที่ 1 จะให้ปุ๋ยทุกๆ 15 วัน ต่อมาเมื่อเข้าเดือนที่ 2 จึงจะปรับเป็นการให้ปุ๋ย เดือนละ 1 ครั้ง
เคล็ดลับการบำรุงปุ๋ยเตรียมต้นเพื่อกระตุ้นการออกดอก หากต้องการให้ต้นวานิลลาสมบูรณ์และพร้อมออกดอกในช่วง เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม เกษตรกรต้องเริ่มเตรียมการบำรุงล่วงหน้า ประมาณ 3-4 เดือน ก่อนถึงช่วงดังกล่าว โดยจะเริ่มเตรียมและพ่นน้ำหมักสูตรพิเศษที่เน้นการบำรุงเพื่อกระตุ้นให้ต้นไม้มีความพร้อมในการสร้างดอก
7. โรคที่ต้องระวัง เชื้อรา แมลง หนอนกระทู้ หอยทาก
โรคและศัตรูพืชที่ทางฟาร์มพบเจอส่วนใหญ่ ได้แก่ หนอนกินใบ และหอยทาก นอกจากนี้ ยังมีโรคเชื้อราที่ทำให้ใบเป็นจุด แต่โดยรวมแล้วถือว่ามีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับการปลูกพืชชนิดอื่น
แนวทางการจัดการและป้องกันของฟาร์ม เนื่องจากฟาร์มปลูกแบบออร์แกนิก 100 เปอร์เซ็นต์ การป้องกันจึงมีความท้าทาย เพราะเมื่อมีแมลงหรือโรคเริ่มลงแล้ว การจัดการอาจทำได้ไม่ทันท่วงที ทำให้โรคมีโอกาสลุกลามได้ค่อนข้างไว
ดังนั้น เพื่อรับมือกับปัญหานี้ ทางฟาร์มจึงเน้นการป้องกันและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ โดยมีแนวทางหลักคือ
น้ำหมักสูตรเฉพาะ: ใช้น้ำหมักสูตรเฉพาะของฟาร์ม ซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมหลัก ได้แก่ สะเดา ขิงผง มหาหิงค์ และกากน้ำตาล โดยน้ำหมักนี้ใช้สำหรับการกำจัดแมลงและช่วยบำรุงต้นไม้ไปพร้อมกัน
การสเปรย์และตรวจแปลง: เน้นการพ่นสเปรย์ ควบคู่ไปกับการหมั่นเดินตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถตรวจพบอาการผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
การตัดทิ้ง: หากพบอาการของโรคในระยะที่หนักมากแล้วและแก้ไขไม่ได้ ทางเดียวที่ทำได้คือการตัดส่วนที่มีปัญหาทิ้ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปยังต้นอื่นๆ ซึ่งส่วนที่เหลือของแปลงก็จะยังคงเจริญเติบโตต่อไปได้
8. เทคนิคการผสมเกสร “ดอกวานิลลา”
การทำให้วานิลลาติดฝักเป็นขั้นตอนที่สำคัญและละเอียดอ่อนที่สุด เพราะดอกวานิลลาจะบานเพียงช่วงเช้าตรู่ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม และจำเป็นต้องผสมด้วยมือเท่านั้น เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีแมลงหรือผึ้งชนิดใดที่สามารถช่วยผสมเกสรได้

วิธีการและอุปกรณ์
อุปกรณ์: ใช้เพียงไม้จิ้มฟัน
หลักการ: วานิลลา 1 ดอก มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียในตัว จึงสามารถผสมในดอกเดียวกันได้เลย โดยไม่ต้องผสมข้ามดอก
ขั้นตอน: ใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยให้เกสรตัวผู้ตกลงไปยังเกสรตัวเมียอย่างเบามือ จากนั้นใช้มือช่วยจัดให้เกสรผสมกัน
ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ควรเริ่มผสมเกสรตั้งแต่เช้าตรู่ และทำให้เสร็จสิ้นก่อนเที่ยงวัน เนื่องจากเป็นช่วงที่ดอกบานเต็มที่และมีเปอร์เซ็นต์การติดฝักสูงที่สุด
วิธีตรวจสอบการติดฝัก: หลังจากผสมเกสรแล้ว สังเกตเมื่อดอกเริ่มโรยและแห้ง แต่ก้านดอกยังคงสดอยู่ และไม่ร่วงโรยตามดอก แสดงว่าการผสมเกสรสำเร็จและติดฝักแล้ว
การเก็บเกี่ยวหลังติดฝัก หลังจากติดฝักแล้ว จะต้องรอระยะเวลาอีกประมาณ 5-6 เดือน ฝักจึงจะแก่และพร้อมเก็บเกี่ยว สังเกตได้ง่ายๆ คือ ก้นของฝักจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เป็นสัญญาณว่าสามารถตัดฝักเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการบ่ม ในขั้นตอนต่อไป

ปริมาณผลผลิต เป้าหมายคือ 1 ต้นต่อ 1 กิโลกรัม ปัจจุบันฟาร์มยังไม่ได้เข้าสู่ช่วงการเก็บเกี่ยวอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากวานิลลาจะเริ่มออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ต้นวานิลลายังมีอายุเพียง 1 ปีกว่าเท่านั้น แม้จะมีบางต้นที่สมบูรณ์เป็นพิเศษเริ่มให้ฝักแล้วบ้าง แต่ทางฟาร์มก็กำลังบำรุงอย่างเต็มที่ โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตล็อตแรกได้ในช่วงต้นปีหน้า
รูปแบบการจำหน่าย ทางฟาร์มจะไม่จำหน่ายเป็นฝักสด แต่จะนำฝักที่เก็บเกี่ยวได้ไปผ่านกระบวนการบ่ม จนกระทั่งได้เป็นฝักแห้งสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งจะถูกนำไปจำหน่ายทั้งแบบขายปลีกเป็นฝักและแบบขายส่งเป็นกิโลกรัม
การแบ่งเกรด ฝักวานิลลาจะถูกแบ่งขายตามคุณภาพเป็น 3 เกรดหลัก ได้แก่ เกรดลักซ์ (Lux) เกรด A, และเกรด B+
ราคาจำหน่าย ราคาส่ง (ต่อกิโลกรัม) ประมาณ 19,000-21,000 บาท ราคาขายปลีก (ต่อฝัก): 125 บาทต่อฝัก

9. กระบวนการบ่มฝักวานิลลา เป็นขั้นตอนที่กำหนดกลิ่นหอมและมูลค่าของฝัก
● เริ่มต้นด้วยการนำฝักวานิลลาสดที่เก็บเกี่ยวมาแล้วไปต้มน้ำร้อน อุณหภูมิประมาณ 65-70 องศา เป็นเวลาประมาณ 5 นาที ขั้นตอนนี้เรียกว่า “การคิลลิ่งเอนไซม์”เพื่อหยุดกระบวนการแก่หรือสุกของฝักวานิลลา และเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการบ่ม
● การตากแดดและการห่อบ่ม หลังจากคิลลิ่งแล้ว จะนำฝักขึ้นมาตากแดดในช่วงเช้าประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน จากนั้นจะนำฝักมาห่อด้วยผ้า แล้วเก็บไว้ในกล่องไม้
กระบวนการตากแดดและเก็บเข้ากล่องนี้จะทำซ้ำกันทั้งหมด 10 วันติดต่อกัน เพื่อกระตุ้นการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่สร้างสารวานิลลิน
● การบ่มระยะยาว เมื่อครบ 10 วันแล้ว จะนำฝักวานิลลาที่ห่อผ้าไว้ เก็บเข้ากล่องไม้เพื่อบ่มต่อไป อีกในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน
เมื่อผ่านกระบวนการบ่มที่สมบูรณ์แล้ว ฝักวานิลลาจะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นหอมเข้มข้น และพร้อมสำหรับการนำไปใช้งานหรือจำหน่ายต่อไป

โอกาสทางการตลาด
มุ่งสู่เทรนด์รักสุขภาพ
คุณแตงกวาบอกว่า เขาใหญ่วานิลลาไม่เพียงแต่เป็นแหล่งผลิตวานิลลาคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่เปิดรับผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเริ่มต้นปลูกวานิลลาเป็นอาชีพ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฟาร์มได้รับความสนใจและมีผู้เข้าชมทัวร์เกือบทุกสัปดาห์ แสดงให้เห็นถึงความต้องการและศักยภาพของตลาดวานิลลาในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

รวมถึงแรงขับเคลื่อนจากเทรนด์รักสุขภาพ ปัจจุบันวานิลลาแท้ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในประเทศไทยมีสัดส่วนเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ด้วยกระแสการรักสุขภาพที่กำลังมาแรง และผู้บริโภคเริ่มหันมาเลือกอาหารและเครื่องดื่มที่มาจากธรรมชาติ ลดการปรุงแต่งด้วยสารสังเคราะห์ ทำให้ตลาดวานิลลาแท้เป็นที่รู้จักและต้องการมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลผลิตของฟาร์มจึงมีตลาดรองรับที่ชัดเจนและแข็งแกร่ง โดยมีลูกค้าหลักคือ กลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และร้านเบเกอรี่ ที่ต้องการนำวานิลลาไปใช้โดยตรง หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น วานิลลาชูการ์ เพื่อใส่ในชา, กาแฟ, และเครื่องดื่มอื่นๆ นอกจากนี้ ฟาร์มยังมีแผนขยายโอกาสทางธุรกิจสู่การส่งออกในอนาคตอีกด้วย
“สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจอยากปลูกวานิลลา เนื่องจากวานิลลาเป็นพืชที่ต้องอาศัยความอดทนในการรอผลผลิต 2-3 ปี มือใหม่จึงควรเริ่มต้นด้วยการศึกษาและเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม พร้อมทั้งออกแบบระบบค้างและโรงเรือนที่ให้อากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อป้องกันโรค การบำรุงเน้นการให้น้ำและปุ๋ยสม่ำเสมอทั้งทางดินและรากอากาศ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว การบ่มฝัก คือขั้นตอนสำคัญที่สร้างมูลค่าสูง ดังนั้น ควรมุ่งเน้นตลาดพรีเมียมที่รักสุขภาพ และสร้างรายได้เสริมด้วยพืชหมุนเวียนหรือการเปิดฟาร์มเป็นแหล่งเรียนรู้ในช่วงแรก เพื่อให้ธุรกิจมีความยั่งยืน” คุณแตงกวา กล่าวทิ้งท้าย
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร.094-506-6006 หรือเพจ : Khao Yai Vanilla


