ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดถั่วเหลือง และกากถั่วเหลือง มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ไก่ และสัตว์เศรษฐกิจอื่นๆ ที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจำนวนมากยังประสบปัญหาราคาผลผลิตผันผวน ทำให้ขายได้ไม่คุ้มทุน

จากความท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาวัตถุดิบอาหารสัตว์แบบเดิมได้เหมือนในอดีต จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ และต้นทุน พร้อมทั้งเลือกใช้วัตถุดิบทดแทน และผลิตอาหารสัตว์อย่างแม่นยำ โดยคำนึงถึงความต้องการโภชนาการของสัตว์ในแต่ละช่วงอายุ เพื่อควบคุมต้นทุนให้เหมาะสม

ในจังหวัดกำแพงเพชร มีเกษตรกรหลายรายเข้าร่วม โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หนึ่งในนั้นคือ คุณอังชัน ทันมา ซึ่งเปลี่ยนมาปลูกข้าวพันธุ์ กข85 ภายใต้การสนับสนุนของโครงการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต แต่ยังช่วยลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน
ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกร ‘คุณอังชัน’
ผู้ผลิตข้าวคุณภาพดี สร้างอาชีพที่ยั่งยืน
นายสิทธิ เดชวิลัย นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร กล่าวว่า วันนี้จะพาไปทำความรู้จักเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการท่านหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จ ผลผลิตเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนการผลิตได้จริง นั่นก็คือ คุณอังชัน ทันมา เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการในปีนี้ พื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 80 ไร่ อย่างที่ทราบกันดีต้นทุนการผลิตรวมถึงค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย และค่ายา ถือว่าค่อนข้างสูง โครงการนี้เข้ามาช่วยลดต้นทุนด้าน เมล็ดพันธุ์ข้าว โดยสนับสนุนในอัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่ จำกัดไม่เกิน 30 ไร่ต่อราย ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์เพื่อการเพาะปลูกได้ประมาณ ไร่ละ 500 บาท

คุณอังชัน ทันมา เกษตรกรจังหวัดกำแพงเพชร เล่าว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการได้ทำการปลูกข้าวพันธุ์ กข31 พบว่าพันธุ์ดังกล่าวมีลักษณะต้นสูง และตะแงะห่าง จึงไม่เหมาะกับการปลูกในฤดูฝน โดยเฉพาะช่วงใกล้เก็บเกี่ยว เมื่อรวงข้าวมีน้ำหนักมาก หากประสบลมฝน ข้าวจะล้มง่าย
ด้วยเหตุนี้ พี่อังชันจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาปลูกข้าวพันธุ์ กข85 เพื่อปรับปรุงผลผลิตและคุณภาพของข้าว ภายหลังการเปลี่ยนพันธุ์ พบว่า ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น ข้าวปลายฤดูสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์สำหรับสุกรได้ และรำจากข้าวกข85 ยังสามารถนำมาสีคัดเมล็ดเพื่อบริโภคเองได้อีกด้วย

“ในอดีต พ่อแม่ของเกษตรกรจะดำเนินการเพาะปลูกข้าวตามฤดูกาลฝน โดยหว่านข้าวในเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม ซึ่งเรียกว่า การหว่านสำรวย คือการหว่านข้าวแห้งและรอฝนให้เมล็ดงอก ต่อมารุ่นปัจจุบันได้พัฒนาวิธีการเพาะปลูกโดยใช้การ หว่านน้ำตมและการดำสลับกับการจัดการน้ำแบบเปียกและแห้ง ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากขึ้น จากการปรับเปลี่ยนเครื่องมือและวิธีการ เช่น การใช้รถเกี่ยวแทนการเกี่ยวมือ การเตรียมนาด้วยวิธี นาไว้ตอก ลดขั้นตอนการย่ำเทือกและหว่านเมล็ดพันธุ์ซ้ำ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีนัยสำคัญ” คุณอังชัน กล่าว

คุณอังชัน เล่าต่ออีกว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวพันธุ์ กข31 ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 700–800 กิโลกรัมต่อไร่ แต่หลังจากเปลี่ยนมาปลูกพันธุ์ กข85 พบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1,100–1,200 กิโลกรัมต่อไร่ และยังมีเป้าหมายในการเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นต่อไป

การเข้าร่วมโครงการช่วยให้เกษตรกร ประหยัดต้นทุนด้านเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยยา โดยการจัดซื้อปุ๋ยเป็นล็อตใหญ่ ส่งผลให้สมาชิกได้รับส่วนลดโดยตรง นอกจากนี้โครงการยังมี โรงสีรองรับผลผลิต เช่น โรงสีสนั่นเมือง ซึ่งมีโครงการสนับสนุนการพัฒนาร่วมกัน ทำให้เกษตรกรสามารถส่งผลผลิตเข้าสู่ระบบการผลิตและตลาดอย่างครบวงจร
จากความร่วมมือ สู่ความสำเร็จ ในการยกระดับการผลิตข้าวพันธุ์ กข85 ของเกษตรกรไทย

นายสิทธิ เดชวิลัย นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร เปิดเผยว่า จากการดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 2 ปี พบว่าเกษตรกรมี ทักษะและความเชี่ยวชาญในการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตข้าวแบบดั้งเดิมที่เน้นทำตามกันมาโดยไม่อิงหลักวิชาการ โดยเกษตรกรได้มีความรู้ในการ ตรวจโรคและตรวจแมลงศัตรูพืช ซึ่งช่วยให้การจัดการแปลงปลูกมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังส่งผลให้ ลดต้นทุนด้านเมล็ดพันธุ์ ได้อย่างชัดเจน
