Exclusive Featured เกษตรรอบด้าน

ราคากาแฟพุ่งเป็นประวัติการณ์ กูรูชี้ จังหวะดีของคนทำกาแฟ เมื่อผลผลิตน้อย ความต้องการสูง

แน่นอนว่าใครที่อยู่ในแวดวงกาแฟช่วงนี้ คงสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมสำคัญของตลาด โดยเฉพาะกระแสการบริโภคที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลล่าสุดพบว่าคนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 340 แก้วต่อคนต่อปี ดันความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในประเทศพุ่งแตะ 100,000 ตันต่อปี

แต่ปริมาณผลผลิตในประเทศ สามารถผลิตได้จริงเพียงประมาณ 16,000-17,000 ตันต่อปี เท่านั้น (ข้อมูลปี 2568/69 จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สาเหตุหลักมาจากพื้นที่ปลูกที่ลดลง สภาพอากาศที่ผันผวนจากสภาวะโลกร้อน รวมถึงธรรมชาติของต้นกาแฟที่ให้ผลผลิตไม่คงที่ในแต่ละปี ส่งผลให้ไทยต้องนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศสูงถึง 80,000 ตัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ

จึงเรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองบนความท้าทาย ของทั้งเกษตรกรที่ต้องการยกระดับสู่กาแฟคุณภาพ และผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาจับธุรกิจนี้ เพราะในวันที่ของขาดตลาดแต่คนอยากกินเพิ่มขึ้น ราคาย่อมพุ่งสูงขึ้นตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตาม…วงการนี้ “ไม่ได้ง่าย” อย่างที่คิด

คนที่รู้ไม่จริง…อาจอยู่ไม่ได้ แม้ตลาดจะดูหอมหวาน แต่กาแฟคือพืชที่อาศัยความประณีตสูง ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การดูแลแบบเกษตรแม่นยำ ไปจนถึงทักษะการคั่วและการสกัด หากเข้ามาด้วยกระแสโดยขาดความเข้าใจใน “ธรรมชาติของกาแฟ” หรือความต้องการที่แท้จริงของตลาดพรีเมียม ก็อาจจะยืนระยะได้ยากในวันที่ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นเช่นนี้


คุณสุภาชัย เตชนันต์

เมื่อเร็วๆ นี้ กองบรรณาธิการ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณสุภาชัย เตชนันต์ อีกหนึ่งบุคคลผู้คว่ำหวอดในวงการกาแฟไทย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ประสานงานโครงการความยั่งยืน เลมอนฟาร์ม และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิร่างหลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรมูลค่าสูง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย โดยคุณสุภาชัยได้มาร่วมถ่ายทอดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางและแง่มุมต่างๆ ของกาแฟไทยไว้อย่างน่าสนใจ

ส่องอนาคตกาแฟไทย
โอกาสเติบโตสู่ตลาดโลก

คุณสุภาชัย ให้ข้อมูลว่า ภาพรวมของตลาดกาแฟไทยในขณะนี้มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหลักมาจากการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการผลผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบสูงขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับกลุ่มคนรุ่นใหม่หันมานิยมดื่มกาแฟกันมากขึ้น โดยหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญคือการขยายตัวของแบรนด์กาแฟต่างๆ ในสถานีบริการน้ำมัน ดังนั้น เมื่อเทรนด์การดื่มกาแฟพุ่งสูงขึ้น แต่พื้นที่ปลูกกาแฟในประเทศไทยมีอยู่อย่างจำกัด จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาด

หากพิจารณาด้านพื้นที่ปลูก โดยเฉพาะกาแฟอาราบิก้า ซึ่งต้องปลูกในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 900 เมตรขึ้นไป พบว่าพื้นที่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดิน หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมาคืออยู่ในเขตป่าสงวนฯ ซึ่งพื้นที่ที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งในด้านระดับความสูง อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปี มักอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติซึ่งยากต่อการเข้าไปใช้ประโยชน์ ตรงนี้จึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลผลิตกาแฟอาราบิก้าในประเทศมีไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค

และเมื่อพิจารณาลึกลงไปในส่วนของสายพันธุ์โรบัสต้า หากย้อนดู ‘Bean Belt’ หรือเข็มขัดกาแฟ ซึ่งเป็นพื้นที่รอบเส้นศูนย์สูตรโลก (ระหว่างเส้น Tropic of Cancer และ Capricorn) ที่มีสภาพอากาศเหมาะสมที่สุดสำหรับการปลูกกาแฟ ประเทศไทยจะถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสต้า แต่ปัจจุบันผลผลิตโรบัสต้าในไทยกลับมีน้อยมาก โดยพื้นที่ปลูกดั้งเดิมจะเริ่มตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป ซึ่งมีสถานีวิจัยพืชสวนชุมพรเป็นศูนย์กลางสำคัญในการวิจัยสายพันธุ์ แต่ปัจจุบันการปลูกลดน้อยลง เนื่องจากเกษตรกรเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกปาล์มน้ำมันและยางพาราแทน เพราะจัดการง่ายกว่า ประกอบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้วราคากาแฟตกต่ำ ทำให้พื้นที่ผลิตโรบัสต้าลดลงอย่างมาก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องนำเข้าโรบัสต้าเข้าสู่ระบบปีละนับหมื่นตัน

สำหรับคำถามที่ว่า ในเชิงธุรกิจเขานำโรบัสต้าไปทำผลิตภัณฑ์อะไร คำตอบคือส่วนใหญ่นำไปผลิตเป็นกาแฟสำเร็จรูป (Instant Coffee) ซึ่งใช้โรบัสต้าเป็นวัตถุดิบหลัก ดังนั้น รัฐบาลจึงเริ่มส่งเสริมการปลูกโรบัสต้าในพื้นที่ภาคเหนือ โดยหน่วยงานอย่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ได้เข้ามาวิจัยและพัฒนาการปลูกโรบัสต้าในภาคเหนืออย่างจริงจัง โดยเฉพาะในจังหวัดน่านที่มีพื้นที่ปลูกค่อนข้างมาก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการบริโภคในประเทศก็ยังถือว่าน้อย ปัจจุบันไทยจึงยังต้องนำเข้าโรบัสต้าจากเวียดนามเป็นจำนวนมาก ซึ่งเวียดนามถือเป็นประเทศผู้ผลิตโรบัสต้ารายใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

เจาะลึกวัฒนธรรมกาแฟ ‘Coffee Culture’
แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้กาแฟไทยโตไม่หยุด

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ คุณสุภาชัยได้อธิบายถึงปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ปริมาณการบริโภคกาแฟในประเทศไทยสูงขึ้น คือเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มดื่มกาแฟเป็นแฟชั่น ค่านิยม หรือการแสดงออกถึงรสนิยม หากเปรียบเทียบระหว่างชา กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ จะเห็นได้ว่ากาแฟเป็นเทรนด์ที่มาแรงเป็นอันดับต้นๆ สังเกตได้ง่ายจากร้านกาแฟที่มีตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทไปจนถึงร้านหรูหราในเมืองใหญ่

“หากย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว การประชุมหรือนัดพบปะกันมักจะเกิดขึ้นในอาคารสำนักงานหรือร้านอาหาร แต่ปัจจุบันหากมีการนัดพูดคุยเจรจาธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการประชุมงานต่างๆ มักจะเปลี่ยนมาใช้ร้านกาแฟเป็นสถานที่นัดหมายแทน เมื่อกระแสทางสังคมเริ่มเปลี่ยนไปเช่นนี้ ในมุมหนึ่งจึงกลายเป็นเหมือนดาบสองคมที่ส่งผลเสียต่อผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องกาแฟอย่างแท้จริง เพราะเมื่อเห็นว่าเป็นเทรนด์หรือกระแสยอดนิยม ก็จะมีผู้แห่ไปเปิดร้านกาแฟกันเป็นจำนวนมาก และต้องปิดตัวลงไปมากเช่นกัน”

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง ไม่สามารถประเมินสถานการณ์ตลาดหรือกำลังการบริโภคในพื้นที่รอบร้านได้อย่างแม่นยำ ทำให้สุดท้ายต้องปิดตัวลงเพราะความไม่รู้ เนื่องจากการตัดสินใจเปิดร้านเป็นเพียงการทำตามแฟชั่นเท่านั้น

ซึ่งต้องยอมรับว่ากาแฟไม่ได้เป็นวัฒนธรรมการดื่มดั้งเดิมของคนไทย แต่เราเพิ่งเริ่มสร้างวัฒนธรรมนี้ขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ สังเกตได้ว่าหากย้อนไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน วัฒนธรรมกาแฟสดแทบจะไม่มีให้เห็น แม้แต่ในโรงแรมใหญ่หลายแห่งยังเลือกใช้กาแฟสำเร็จรูปบริการแขก ซึ่งในยุคนั้นกลุ่มผู้นิยมดื่มกาแฟส่วนใหญ่จำกัดอยู่เพียงชนชั้นสูงหรือกลุ่มผู้มีความรู้เท่านั้น

ต่อมาเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนจากการดื่มกาแฟสำเร็จรูปมาเป็นกาแฟสดมากขึ้น ส่งผลให้กาแฟสำเร็จรูปขยับกลุ่มเป้าหมายไปสู่คนชั้นกลาง เช่น นักศึกษา คนทำงาน และข้าราชการ ทำให้กลุ่มธุรกิจกาแฟสำเร็จรูปต้องปรับกลยุทธ์ตาม จนกระทั่งเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา กาแฟสดที่เคยเป็นเครื่องดื่มของคนชั้นสูงก็ได้ลดระดับลงมาสู่กลุ่มคนชั้นกลางมากขึ้น ส่วนกาแฟสำเร็จรูปก็ขยับไปสู่กลุ่มผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และใช้ในงานทำบุญจัดเลี้ยงต่างๆ

ดังนั้น เมื่อกาแฟสดเข้าถึงกลุ่มคนชั้นกลาง การบริโภคและการส่งเสริมก็ตื่นตัวขึ้นอย่างมาก จนเกิดแบรนด์ไทยขึ้นมากมาย โดยเฉพาะแบรนด์จากหน่วยงานพัฒนาเกษตรพื้นที่สูง เช่น ดอยตุง โครงการหลวง หรือโครงการเกษตรที่สูงต่างๆ ขณะที่ภาคเอกชนก็มีแบรนด์อย่างวาวี และดอยช้างเป็นตัวชูโรง จนถึงปัจจุบันที่กาแฟสดเข้าถึงคนทุกระดับ เราจึงเห็นซุ้มกาแฟสดกระจายตัวอยู่ตามตรอกซอกซอยและข้างทางทั่วไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของวัฒนธรรมการดื่มอย่างชัดเจน

จากนั้นพอกระแสการดื่มพัฒนาไปสู่วัฒนธรรมอาหารและเครื่องดื่มอย่างเต็มตัว จึงเกิดการพัฒนาตลอดสายการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ในส่วนของ ต้นน้ำ เห็นได้ชัดจากการจัดการประกวดแหล่งผลิตโดยภาครัฐและเอกชนเพื่อยกระดับคุณภาพ รวมถึงการนำสายพันธุ์พิเศษ (Specialty Coffee) เช่น เกอิชา จาวา หรือเบอร์บอน มาพูดถึงกันมากขึ้น ซึ่งต่างจาก 20 ปีก่อนที่เราจะเน้นเพียงสายพันธุ์คาร์ติมอร์ที่มีจุดเด่นเรื่องผลผลิตสูงและทนโรคราสนิม แต่ปัจจุบันเราหันมาให้ความสำคัญกับแหล่งปลูกเฉพาะทาง เช่น หมู่บ้านมณีพฤกษ์ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟพิเศษคุณภาพสูงของไทย

และนอกจากเรื่องสายพันธุ์แล้ว ยังมีการพัฒนากระบวนการแปรรูป (Process) เพื่อดึงคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของพื้นที่ (Single Origin) ออกมา ไม่ว่าจะเป็น Washed Process, Honey Process หรือ Natural Process ลึกไปถึงการใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นและการคัดสรรจุลินทรีย์เฉพาะมาใช้ในการหมักเมล็ดที่ปอกเปลือกแล้วเพื่อให้ได้รสชาติที่แตกต่าง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภาคต้นน้ำ

ทางด้าน กลางน้ำ หรือกลุ่มผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงรายใหญ่ โดยมีการเชื่อมโยงตรงถึงแหล่งผลิตมากขึ้น บางร้านคัดสรรสารกาแฟมาคั่วเองเพื่อสร้างเอกลักษณ์ (Signature) ของร้าน ทำให้ภาคกลางน้ำกลายเป็นตัวเชื่อมสำคัญที่ส่งต่อความต้องการจากผู้บริโภคกลับไปหาเกษตรกร

สำหรับ ปลายน้ำ เราเห็นพัฒนาการผ่านรูปแบบการดื่มที่หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่เป็นกาแฟสำเร็จรูปชงง่ายๆ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกาแฟสดที่มีวิธีชงหลายรูปแบบ ทั้งแบบแรงดันเครื่องสกัดหรือแบบดริป รวมถึงการรังสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่หลากหลาย ทำให้แนวโน้มการดื่มกาแฟ โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางและคนทำงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้สถิติการดื่มกาแฟต่อแก้วต่อวันของคนไทยเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

กาแฟพิเศษ (Specialty Coffee)
เปลี่ยนโลกกาแฟไทยอย่างไร?
ส่องที่มาและบทบาทสำคัญในตลาดปัจจุบัน

คุณสุภาชัย อธิบายว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยุคเริ่มต้นของกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ในไทยเกิดจากภาคเอกชนและกลุ่มผู้ประกอบการที่ลงลึกในรายละเอียด ประกอบกับในระดับสากลมีองค์กรอย่าง SCA (Specialty Coffee Association) ซึ่งปัจจุบันสมาคมกาแฟพิเศษไทยใช้เป็นแนวทางหลักในการดำเนินงาน โดยมีรากฐานมาจากความต้องการเพิ่มมูลค่าให้แก่กาแฟ นอกเหนือไปจากเรื่องสายพันธุ์และแหล่งผลิตเพียงอย่างเดียว กาแฟพิเศษจึงเน้นแนวคิดเรื่องกระบวนการแปรรูป (Process) รวมถึงการจัดลำดับชั้นของแหล่งผลิต สายพันธุ์ และวิธีการโพรเซสเพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา

“สมมติว่าถ้าแหล่งผลิตไม่ดีและกระบวนการโพรเซสยังไม่มีคุณภาพ คุณภาพกาแฟก็จะอยู่ในระดับต่ำ แต่หากต้องการขยับราคาให้สูงขึ้น ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการโพรเซสและการจัดการใหม่ทั้งหมด ดังนั้น Specialty Coffee จึงเปรียบเสมือนตัวเบิกทางที่ทำให้เกิดการพัฒนากาแฟอย่างเป็นระบบ”

สำหรับตัวชี้วัดความแตกต่างคือ คะแนนคัปปิ้ง (Cupping Score) ซึ่งได้จากการทดสอบและประเมินสารกาแฟในด้านต่างๆ เช่น ความหอม รสชาติ ความเปรี้ยว บอดี้ และความสะอาดของรสสัมผัส เมื่อมีเกณฑ์การให้คะแนนและข้อมูลที่ชัดเจน กาแฟพิเศษจึงเริ่มเติบโตจากผู้ประกอบการรายย่อยหรือกลุ่มคนเล็กๆ ก่อน เนื่องจากต้องควบคุมคุณภาพอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นน้ำคือแหล่งปลูกและสายพันธุ์ ไปจนถึงกลางน้ำคือกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

ในขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ยังเข้าถึงจุดนี้ได้ยากเพราะมีกระบวนการจัดการรูปแบบแมส (Mass Production) แต่เมื่อกระแสกาแฟคุณภาพเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น จึงมีการจัดตั้งสมาคมกาแฟพิเศษไทยขึ้นเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนในภาคเอกชน โดยกลไกที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการจัดงานประกวด ซึ่งต่อมากรมวิชาการเกษตรก็ได้เริ่มจัดการประกวดชิงถ้วยพระราชทานขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ โดยหัวใจของกาแฟพิเศษจะมุ่งเน้นไปที่ 3 ปัจจัยหลัก คือ

1. Single Origin ความโดดเด่นเฉพาะแหล่งผลิต เช่น พื้นที่ที่มีระดับความสูงเหมาะสม อากาศดี อากาศถ่ายเท หรือมีสภาพดินภูเขาไฟที่มีความสมบูรณ์ทางฟิสิกส์

2. สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในไทยตอนนี้คือ “เกอิชา” (Geisha) ซึ่งมีการทดลองปลูกมานานแล้ว แต่พื้นที่ที่สร้างชื่อเสียงและชูความเป็นกาแฟพิเศษได้อย่างต่อเนื่องคือ หมู่บ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ซึ่งเกษตรกรชาวเขาเผ่าม้งสามารถคว้ารางวัลมาได้ต่อเนื่อง 4-5 ปี ด้วยสภาพพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,500 เมตร และลักษณะดินที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่ง

3. กระบวนการ (Process) เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะแม้จะมีแหล่งผลิตและสายพันธุ์ที่ดี แต่หากกระบวนการโพรเซสไม่ดีทุกอย่างก็จบ ปัจจุบันจึงมีการใช้จุลินทรีย์ที่เหมาะสมในการหมัก หรือใช้สูตรเฉพาะที่ช่วยดึงกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ (Flip) ของกาแฟออกมาได้อย่างสูงสุด

เพราะฉะนั้นเมื่อถามว่ากาแฟพิเศษมีบทบาทต่อประเทศไทยในด้านใดบ้าง สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือการสร้างชื่อเสียงให้แก่แหล่งผลิตในประเทศไทย ให้โลกได้รับรู้ว่าไทยเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟพิเศษได้ จากเดิมที่คนทั่วโลกมักนึกถึงเพียงอเมริกาใต้หรืออินโดนีเซีย แต่พอเราเริ่มปักหมุดกาแฟพิเศษได้สำเร็จ ชื่อเสียงและมูลค่าก็ตามมา ช่วยสร้างรายได้จากการขายในราคาที่สูงขึ้นตามหลักการ “ผลิตน้อยแต่ได้มาก” แม้ปัจจุบันสัดส่วนการดื่มกาแฟพิเศษในบ้านเราจะยังไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ของผู้บริโภคทั้งหมดก็ตาม

อนาคตกาแฟไทยสดใส
เกษตรกรปรับตัวอย่างไรเพื่อคว้าโอกาส

จากการที่มีข่าวดีจากหลายสื่อว่าแนวโน้มกาแฟไทยมีโอกาสเติบโตสูง คุณสุภาชัยให้ความเห็นว่า ในช่วง 10 ปีนับจากนี้ถือเป็นยุคที่สดใสมากสำหรับกาแฟไทย โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญเริ่มมาจากฝั่งตลาดและปลายน้ำ เราจะเห็นได้ว่ากาแฟเกรดพาณิชย์ (Commercial Grade) หรือแบรนด์ใหญ่ๆ เริ่มขยายสาขามากขึ้นอย่างก้าวกระโดด เกิดแบรนด์ใหม่ๆ ที่ในอดีตไม่เคยมีมาก่อน หรือแม้แต่การบริโภคในระดับท้องถิ่นที่ตลาดระดับล่างเริ่มหันมาดื่มกาแฟสดกันมากขึ้น รวมถึงการใช้กาแฟสดในงานประชุมสัมมนาหรือการประชุมต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ากาแฟได้กลายเป็นวัฒนธรรมการดื่มที่ฝังตัวอยู่กับคนไทยไปอีกนานพอสมควร

ประกอบกับปัจจุบัน รัฐบาลและผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการปลูกกาแฟโรบัสต้าในพื้นที่ภาคเหนือเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพพื้นที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตในรูปแบบพาณิชย์ (Commercial Grade) หากมองภาพรวมจะพบว่า กาแฟสเปเชียลตี้จะอยู่ระดับบนสุดประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ถัดลงมาคือกลุ่มพรีเมียม และฐานใหญ่ที่สุดคือเกรดพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ในอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการไม่ได้เน้นความละเอียดด้านคุณภาพสูงเท่ากับกลุ่มสเปเชียลตี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐเริ่มส่งเสริมให้เกิดการผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม กาแฟยังมีข้อจำกัดที่เป็นจุดอ่อนคือ กาแฟจะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 ดังนั้น ในช่วงปีที่ 1-2 จึงเป็นช่วงของการลงทุนที่เกษตรกรแทบจะไม่ได้รับผลตอบแทนเลย การส่งเสริมหรือการผลักดันในเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนรองรับให้ดี เพราะแม้จะเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว กาแฟก็ยังให้ผลผลิตได้เต็มที่เพียงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ส่วนแนวทางการปรับตัวเพื่อคว้าโอกาส ในมุมมองส่วนตัวมองว่ากาแฟไทยควรได้รับการพัฒนาใน 4 ด้านหลัก หรือยึดหลัก “APIS” (A P I และ S) ดังนี้

1. Area-Based (การพัฒนาเชิงพื้นที่) เราไม่ควรส่งเสริมการปลูกแบบหว่านแห ตัวอย่างเช่น การนำสายพันธุ์เกอิชาไปปลูกในพื้นที่ราบเพียงเพราะเห็นว่าปลูกบนที่สูงแล้วได้ราคาดี แม้จะให้ผลผลิตได้แต่รสชาติย่อมไม่อร่อยเท่าแหล่งปลูกบนที่สูง หรืออย่างภาพรวมของอาราบิก้าที่ควรปลูกบนความสูง 800 เมตรขึ้นไป แต่ปัจจุบันกลับมีการนำมาปลูกที่ความสูงเพียง 500-600 เมตร ซึ่งจะกลายเป็นการฉุดมาตรฐานคุณภาพให้ต่ำลง ดังนั้น การทำโซนนิ่งพื้นที่ผลิตจึงต้องเกิดขึ้นจริง สายพันธุ์และพื้นที่ต้องมีความเหมาะสม หรือแมชชิ่งกัน และควรมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ชัดเจน

2. Product (การผลิตที่มีคุณภาพ) ต้องมุ่งเน้นความเป็นกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่มีคุณภาพสูง มีคะแนนคัพปิ้ง (Cupping Score) ตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้กาแฟไทยอยู่รอดได้ในตลาดบน

3. Issue (การตอบโจทย์ประเด็นสังคม) กาแฟต้องเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น เหมือนในอดีตที่ดอยตุงประสบความสำเร็จในการใช้กาแฟแก้ปัญหาฝิ่น แต่ในยุคปัจจุบันกาแฟต้องตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะวิกฤตโลกร้อนและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องจากกาแฟเป็นพืชที่เติบโตได้ดีใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หรือ “Shade-Grown”

ดังนั้น พื้นที่ไหนที่มีกาแฟ พื้นที่นั้นจะมีต้นไม้เสมอ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นไม้ป่าเพียงอย่างเดียว แต่สามารถปลูกแซมด้วยไม้เศรษฐกิจอย่าง อะโวคาโด ลูกไหน ลูกพลับ หรือชา ดังจะเห็นได้จากบนดอยช้างที่พื้นที่ปลูกกาแฟกลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรไปพร้อมกัน

4. Storytelling (การสร้างเรื่องราว) คือการนำทั้ง 3 ข้อข้างต้นมาร้อยเรียงเป็นสตอรี เพราะการขายกาแฟในยุคนี้ต้องมีเรื่องราวที่ชัดเจน นอกเหนือจากการผลิตกาแฟคุณภาพและการแก้ปัญหาในพื้นที่แล้ว สิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นภาพว่า “สตอรี” ของกาแฟเราคืออะไร โดยจะหยิบยกประเด็นจากตัว A, P หรือ I มาเป็นจุดเด่น หรือจะนำทั้ง 3 ส่วนมารวมกันเพื่อสร้างเรื่องราวที่ทรงพลังก็ได้

เกษตรกรยุคใหม่ “รวมกลุ่มกันเดิน
เติบโตไปได้ไกล” สร้างอำนาจต่อรองที่ยั่งยืน

คุณสุภาชัย กล่าวว่า กาแฟก็คล้ายกับพืชผักหรือไม้ผลหลายชนิดที่หาก “ปลูกรวมกันเป็นกลุ่ม” จะไปได้ไกลกว่า เพื่อให้มีผลผลิตมากพอสำหรับส่งจำหน่ายในเชิงธุรกิจ แต่หากพื้นที่ปลูกกระจัดกระจายและมีจำนวนน้อยเกินไป การบริหารจัดการย่อมทำได้ยาก ดังนั้น ปริมาณผลผลิตต้องเพียงพอต่อหน่วยการทำธุรกิจ สเกลธุรกิจต้องมีความเหมาะสม เพื่อให้เป็นแหล่งผลิตที่ผู้ซื้อลงไปแล้วสามารถได้ผลผลิตที่คุ้มค่าและควบคุมต้นทุนได้ การส่งเสริมจึงไม่ควรปล่อยให้ปลูกกระจัดกระจาย เช่น เจ้านี้มี 1 ไร่ แล้วห่างไปอีก 30 กิโลเมตรถึงจะมีอีก 1 ไร่ แต่ควรส่งเสริมให้เป็นกลุ่มก้อนเหมือนกับการปลูกยางพารา

และหากพูดถึงราคาในปีนี้ ถือว่าสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ปัจจุบันราคาเมล็ดกาแฟผลสุก (Cherry) ทั่วไปที่ดอยช้างขายกันอยู่ที่ประมาณ 40-42 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และคะแนนรางวัลหากเป็นกาแฟสเปเชียลตี้ ส่วนเกรดพาณิชย์ (Commercial Grade) จะอยู่ที่ประมาณ 40 บาท แต่เมื่อราคากาแฟสูงขึ้น กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบคือ “คนกลาง” หรือผู้ประกอบการระดับกลางที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการรับซื้อกาแฟ หากทุนไม่หนาพอก็อาจประสบปัญหาได้ ซึ่งต่างจากกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่มีฐานเงินทุนมั่นคง ส่วนผู้ประกอบการกาแฟท้องถิ่นในปัจจุบันถือว่าเหนื่อยพอสมควร

อย่างไรก็ตาม คนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในสถานการณ์นี้คือ “เกษตรกร” เพราะสามารถขายผลผลิตได้ราคาดี เนื่องจากพื้นที่ปลูกมีน้อยแต่ความต้องการในตลาดสูง ประกอบกับปีนี้ผลผลิตกาแฟออกน้อยด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งมาจากสภาพอากาศและธรรมชาติของไม้ผลที่จะให้ผลผลิตเป็นวงจร (Curve) ปีไหนที่ให้ลูกดกต้นจะใช้ธาตุอาหารมาก ทำให้ธาตุอาหารในดินลดลง หากเรายังบำรุงหรือใส่ปุ๋ยเท่าเดิม ผลผลิตในรอบปีถัดมาก็จะออกน้อยลงเป็นธรรมดา

โดยปริมาณผลผลิตขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก คือหนึ่งด้านสายพันธุ์ และสองคือการดูแลรักษาหรือพฤติกรรมของผู้ปลูก หากเทียบกับต่างประเทศ ผลผลิตต่อต้นของเรายังน้อยกว่าแน่นอน โดยเฉลี่ยโรบัสต้าจะให้ผลผลิตไม่เกิน 15 กิโลกรัมต่อต้น ส่วนอาราบิก้าเต็มที่ประมาณ 8-9 กิโลกรัม โดยมาตรฐาน 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 400 ต้น หรือหากปลูกตามหลักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส จะปลูกได้ประมาณ 270 ต้นต่อไร่ ซึ่งพื้นที่ปลูกในบ้านเราส่วนใหญ่เป็นภูเขาและพื้นที่ลาดชัน (Slope) อีกทั้งมีการปลูกพืชแซม จึงทำให้ปลูกได้เฉลี่ยที่ประมาณ 270 ต้นต่อไร่ คุณสุภาชัย กล่าวทิ้งท้าย

.

.

27 กุมภาพันธ์นี้ มาร่วมพลิกโฉมมูลค่าสินค้าเกษตรไทยในงานสัมมนา ‘กาแฟ-โกโก้-วานิลลา’ พิชิตตลาดโลก HIGH-VALUE AGRI FUTURE

📌เปิดขายบัตรแล้ว! ราคา 399 บาท สำรองที่นั่งได้ที่เบอร์โทร. 02-589-0020 ต่อ 2335 หรือ Inbox ที่เพจ เทคโนโลยีชาวบ้าน m.me/480010195361254

🌿 ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน https://forms.gle/GRUaaQhZquGDH51YA

📆พบกัน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

⏰เวลา : 10.30 – 17.00 น.

🏢ณ ห้องประชุมอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด

ถนนเทศบาลนิมิตใต้ หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

Google Map : https://maps.app.goo.gl/c4ddJPHW5aiwfk468

🚟 สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีวัดเสมียนนารี

💻ติดตามข้อมูลและกิจกรรมดีๆ ของเทคโนโลยีชาวบ้านได้ที่

www.technologychaoban.com

Related Posts