Exclusive Featured

“ชูชก” เครื่องย่อยขยะอินทรีย์ เปลี่ยนเศษอาหารเป็นปุ๋ยหมักขั้นต้น ภายใน 24 ชั่วโมง

ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา

ในยุคที่ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ขยะอาหาร” กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่หลายภาคส่วนต้องเผชิญ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีปริมาณขยะมูลฝอยสูงถึงหลายล้านตันต่อปี และมากกว่าครึ่งหนึ่งคือขยะอินทรีย์จากเศษอาหารในครัวเรือน ร้านอาหาร และภาคการเกษตร

ขยะเหล่านี้ หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม มักกลายเป็นต้นเหตุของกลิ่นเหม็น การเน่าเสีย และการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนโดยตรง แต่ในอีกมุมหนึ่ง “ขยะอาหาร” ไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่หลายคนคิด หากได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ก็สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นของที่มีประโยชน์ใช้ภายในบ้านได้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมฝีมือของคนไทยที่ชื่อว่า “ชูชก”

วันนี้ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรนักคิด ผู้ต่อยอดไอเดียสู่การลงมือทำจริง จนสามารถพลิก “ขยะ” ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าได้อย่างน่าทึ่ง กับ คุณทวีศักดิ์ อ่องเอี่ยม หรือ “พี่ปื๊ด” เจ้าของ “บางกระเจ้าฟาร์ม” ตำบลบางยอ จังหวัดสมุทรปราการ เรื่องราวของเขาไม่ใช่เพียงการทำเกษตร แต่คือการสร้างแนวทางใหม่ในการจัดการทรัพยากร ที่ผสานทั้งความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองที่แตกต่าง จนเกิดเป็นโมเดลฟาร์มที่ทั้งยั่งยืนและสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง


คุณทวีศักดิ์ เล่าที่มาของการเกิดนวัตกรรมชิ้นนี้ให้ฟังว่า ท่ามกลางปัญหาขยะอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย “ShooShoke” จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางออกในการจัดการขยะอินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำเอาภูมิปัญญาการทำปุ๋ยหมักแบบ “พลิกกลับกอง” ซึ่งเป็นวิธีที่คนไทยคุ้นเคย มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีโปรไบโอติกเฉพาะทาง เพื่อเร่งกระบวนการย่อยสลายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

จุดเด่นของ ShooShoke คือความสามารถในการเปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่อุดมไปด้วยธาตุอาหาร โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความร้อนในกระบวนการผลิต ส่งผลให้ช่วยประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ด้วยแนวคิดที่เน้นความเรียบง่ายแต่ได้ผลจริง ShooShoke จึงถูกออกแบบให้สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในระดับครัวเรือน สถานประกอบการ หรือองค์กรขนาดใหญ่ ตอบโจทย์ทั้งในด้านการลดปริมาณขยะ การสร้างคุณค่าเพิ่มจากของเหลือใช้ และการส่งเสริมแนวทางการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ในวันที่ “ขยะ” ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ต้องกำจัด แต่คือทรัพยากรที่รอการนำกลับมาใช้ใหม่ ShooShoke จึงเป็นตัวอย่างของนวัตกรรมที่ช่วยเปลี่ยนวิธีคิด และเปิดทางสู่การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

“Zero Waste” วงจรที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน

แนวคิด “Zero Waste” หรือการจัดการขยะให้เหลือศูนย์ ไม่ได้เกิดจากกระแสหรือความนิยม แต่มีจุดเริ่มต้นจาก “ปัญหาจริง” ที่ต้องเผชิญในฟาร์ม โดยคุณทวีศักดิ์ เล่าว่า “เราพบว่าขยะที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของเราเอง ต้องเสียทั้งเงินและเวลาในการจัดการ ก็เลยคิดว่าถ้าออกแบบตั้งแต่ต้นให้มันจัดการตัวเองได้ มันจะง่ายกว่า”

จากมุมมองนี้ “ของเสีย” จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัด แต่ถูกมองใหม่ในฐานะ “วัตถุดิบ” สำหรับกระบวนการถัดไป เป็นการเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าในระบบเดียวกัน หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือกระบวนการเพาะเห็ด เมื่อก้อนเชื้อเห็ดหมดอายุการใช้งาน แทนที่จะกลายเป็นขยะ ก็ถูกนำไปใช้เลี้ยงไส้เดือนต่อ ขณะที่ถุงพลาสติกจากก้อนเห็ดก็ไม่ได้ถูกทิ้ง แต่ถูกรวบรวมเพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตถ่านชีวภาพ ก่อนจะนำถ่านนั้นกลับมาปรับปรุงดินสำหรับปลูกพืชอีกครั้ง

“ทุกครั้งที่มีของเสียเกิดขึ้น เราจะคิดต่อทันทีว่าเอาไปทำอะไรได้อีก” คุณทวีศักดิ์อธิบาย กระบวนการเหล่านี้ทำให้ “ขยะ” ไม่ได้จบลงที่การทิ้ง แต่ถูกหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องในฟาร์มเดียวกัน เปรียบแนวคิดนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ซีโร่คือวงกลม” แต่การจะทำให้วงกลมนั้นสมบูรณ์ได้ จำเป็นต้องเกิดจากจุดเล็กๆ หลายจุดที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การปลูก การเลี้ยง การแปรรูป ไปจนถึงการนำของเหลือกลับมาใช้ใหม่

จาก “ขยะ” กลายเป็น “ทรัพยากร” ต่อยอดเป็น “อาหาร” และสุดท้ายก็วนกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดิมอีกครั้ง จึงเกิดเป็น “วงจรปิด” ที่แทบไม่เหลือของเสียตกค้างในฟาร์ม แม้จะใช้แนวคิด Zero Waste เป็นหัวใจหลักในการดำเนินงาน คุณทวีศักดิ์ก็ยอมรับว่า ในทางปฏิบัติยังมีขยะบางประเภทที่ไม่สามารถจัดการได้เอง เช่น ขยะอันตรายหรือขยะปนเปื้อน ซึ่งจำเป็นต้องส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการอย่างถูกต้อง

“แต่ในส่วนของขยะอินทรีย์ หรือสิ่งที่เราจัดการได้ เราพยายามใช้ให้เกิดประโยชน์ให้ได้มากที่สุดภายในพื้นที่ของเรา” แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะ แต่ยังสะท้อนถึงการออกแบบระบบฟาร์มที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างสมดุล และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในทุกขั้นตอน

จากปัญหา Food Waste สู่ไอเดียนวัตกรรม “เครื่องชูชก”

จุดเริ่มต้นของ “เครื่องชูชก” ไม่ได้เกิดจากไอเดียลอยๆ หากแต่เริ่มจาก “ปัญหาจริง” ที่คุณทวีศักดิ์ ต้องเผชิญทั้งในฟาร์มและในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการจัดการ “ขยะเศษอาหาร (Food Waste)” ที่ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ แม้จะสามารถจัดการขยะประเภทอื่นได้เกือบทั้งหมดแล้วก็ตาม

ในช่วงแรก เลือกใช้วิธีแบบเกษตรกรทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการทำปุ๋ยหมักแบบกอง หรือการขุดหลุมฝังเศษอาหาร โดยนำถังพลาสติกฝังลงดิน ใส่เศษอาหารร่วมกับจุลินทรีย์เพื่อเร่งการย่อยสลาย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่ และปริมาณขยะที่ไม่ได้มากพอ วิธีดังกล่าวกลับไม่ตอบโจทย์อย่างที่คิด

“มันไม่ได้กลายเป็นปุ๋ยที่เอามาใช้ได้จริง กลับเหมือนเป็นการสะสมขยะไว้หลังบ้าน” คุณทวีศักดิ์ เล่าถึงประสบการณ์ช่วงนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดปัญหาตามมา ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ และสัตว์อย่างสุนัขหรือแม้แต่ตัวเงินตัวทองที่เข้ามาคุ้ยเขี่ย สร้างความวุ่นวายในพื้นที่ จนกลายเป็นคำถามสำคัญว่า “จะทำอย่างไรให้เศษอาหารย่อยสลายได้ภายใน 1 วัน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง?”

คำถามนี้เอง กลายเป็นจุดตั้งต้นของการคิดค้น “เครื่องย่อยขยะอินทรีย์” ที่ออกแบบขึ้นด้วยตัวเอง โดยมีเป้าหมายชัดเจน คือ

  • ย่อยเศษอาหารได้รวดเร็ว
  • ไม่ก่อให้เกิดกลิ่นหรือปัญหาสัตว์รบกวน
  • และสามารถนำผลลัพธ์ไปใช้ต่อได้ทันที

“ชูชก” ชื่อไทยที่ตั้งใจให้จำง่าย และเห็นภาพ

นอกจากตัวเครื่องที่ถูกพัฒนาจากปัญหาหน้างานจริง อีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนตัวตนของนวัตกรรมนี้ได้อย่างชัดเจน คือ “ชื่อ” คุณทวีศักดิ์ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยศึกษานวัตกรรมจากต่างประเทศจำนวนมาก และพบว่าส่วนใหญ่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างชาติ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า
“แล้วทำไมของคนไทยถึงไม่มีชื่อที่เป็นไทย?” เราเป็นคนคิดเอง ออกแบบเอง ก็อยากใช้ชื่อไทย ที่พอพูดปุ๊บเห็นภาพเลย “ชูชก” จึงถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ โดยอ้างอิงจากตัวละครที่มีภาพจำเรื่อง “กินเก่ง กินจุ” ซึ่งสะท้อนคาแรกเตอร์ของเครื่องได้อย่างตรงตัว—เครื่องที่มีหน้าที่ “กิน” เศษอาหารจำนวนมาก แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เหมือนกับบอกว่า เศษอาหารที่เหลือๆ เอามาให้ชูชกกินเถอะ แล้วมันจะเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์ต่อไป

“เครื่องชูชก” จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นตามแนวคิด แต่เป็นผลลัพธ์จากการลองผิดลองถูก และการแก้ปัญหาจริงในพื้นที่ จากสิ่งที่เคยเป็นภาระ กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยน “เศษอาหาร” ให้กลายเป็น “ปุ๋ยคุณภาพ” ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ใส่อะไรได้บ้าง? รู้ก่อนใช้ให้ได้ผลจริง

หนึ่งในจุดเด่นของเครื่องชูชก คือความสามารถในการย่อย “ขยะอินทรีย์” ได้หลากหลายประเภท โดยเฉพาะเศษอาหารในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น

  • เศษอาหารทั่วไป
  • กระดูกไก่
  • เปลือกกุ้ง ก้างปลา เปลือกปู
  • เปลือกผลไม้ เช่น แตงโม หรือทุเรียน (ควรหั่นเป็นชิ้นเล็ก)

หัวใจสำคัญคือการเตรียมวัตถุดิบให้มีขนาดเล็ก เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถย่อยสลายได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในเวลาที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม วัสดุบางประเภทยังไม่เหมาะสำหรับการใส่ลงเครื่อง เช่น

  • กระดูกชิ้นใหญ่ (เช่น ขาหมู หรือกระดูกเล้ง)
  • เมล็ดแข็งขนาดใหญ่ เช่น เมล็ดอะโวคาโด

เนื่องจากวัสดุเหล่านี้ใช้เวลาย่อยสลายนานเกิน 24 ชั่วโมง และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง

ราคาจำหน่าย

โดยมีราคาจำหน่ายตามขนาด เช่น

  • ขนาดเล็ก (1–3 กก.) ประมาณ 22,000 บาท
  • ขนาดกลาง (20–25 กก.) ประมาณ 55,000 บาท
  • ขนาดใหญ่ (40–50 กก.) ประมาณ 105,000 บาท

วิธีใช้งาน “เครื่องชูชก”

การใช้งานเครื่องชูชกถูกออกแบบมาให้เรียบง่าย และสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน เครื่องจะใช้กระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติ โดยอาศัยการทำงานของจุลินทรีย์ ไม่ใช้ฮีตเตอร์หรือความร้อนจากภายนอก แต่เกิดจากการย่อยสลายอินทรียวัตถุภายในเครื่องเอง 

  • แยก “น้ำ” ออกจากเศษอาหารก่อน เช่น ใช้ตะแกรงหรือภาชนะช่วยกรอง เพื่อให้เหลือเฉพาะเนื้อเศษอาหารสำหรับนำเข้าเครื่อง
  • เตรียม “วัสดุซับความชื้น” เช่น มะพร้าวสับหรือใบไม้แห้ง โดยมีมะพร้าวสับเป็นตัวหลัก ในอัตราส่วนประมาณ 20–40% ของน้ำหนักเศษอาหาร เช่น หากมีเศษอาหาร 10 กิโลกรัม จะใช้มะพร้าวสับประมาณ 3–4 กิโลกรัม
  • ถัดไป คือเติมจุลินทรีย์ประมาณ 100 กรัม (สำหรับเครื่องขนาดกลาง) แล้วนำทุกอย่างใส่ลงในเครื่อง ปิดฝา และปล่อยให้ระบบทำงาน

ใช้เวลาแค่ 24 ชั่วโมง ได้ “ปุ๋ยขั้นต้น” เศษอาหารจะถูกย่อยกลายเป็น “พรีคอมโพสต์” หรือปุ๋ยหมักขั้นต้น แม้จะยังไม่ใช่ปุ๋ยสมบูรณ์ 100% (ซึ่งปกติใช้เวลาหลายเดือน) แต่สามารถย่อยสลายได้แล้วประมาณ 80% ข้อดีคือ ไม่มีกลิ่นเน่า และไม่ดึงดูดแมลงวัน เพราะแหล่งอาหารถูกย่อยไปแล้ว

เช่น

  • เนื้อเยื่ออาหารย่อยหมด
  • เหลือเพียงโครงแข็งบางส่วน เช่น กระดูก ที่จะค่อย ๆ ย่อยต่อในภายหลัง

คุณภาพปุ๋ย และธาตุอาหาร

ปุ๋ยที่ได้จะมีธาตุอาหารหลัก (NPK) อยู่ตามธรรมชาติจากเศษอาหาร แม้ค่า NPK อาจไม่คงที่ในแต่ละวัน เพราะขึ้นอยู่กับประเภทอาหารที่ใส่เข้าไป แต่ยังอยู่ในมาตรฐานของปุ๋ยหมักทั่วไป จุดเด่นสำคัญคือ จะมี “ธาตุอาหารรอง” ที่พืชต้องการ ซึ่งมาจากอาหารที่เราบริโภคในชีวิตประจำวัน

 เช่น

  • แคลเซียม
  • แมกนีเซียม
  • ธาตุเหล็ก

ปริมาณขยะ = ปริมาณปุ๋ย 

หนึ่งในข้อดีของเครื่องชูชก คือ “น้ำหนักไม่หายไป” มีการสูญเสียเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 1–2%) จากการระเหยของน้ำ จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน และก๊าซเรือนกระจกที่มักเกิดจากการเน่าเสียของขยะอินทรีย์

  • เศษอาหาร 10 กก. + มะพร้าวสับ 3 กก.
  • ผลลัพธ์จะได้ปุ๋ยประมาณ 13 กก.

การต่อยอดสู่ธุรกิจ 

ปัจจุบัน “เครื่องชูชก” ถูกพัฒนาและจำหน่ายไปแล้ว “หลายร้อยเครื่อง” กลุ่มลูกค้าหลากหลาย ได้แก่

  • ครัวเรือน (เครื่องขนาดเล็ก)
  • ร้านอาหาร โรงแรม
  • วัด และองค์กรต่าง ๆ

แม้ราคาจะดูสูงในสายตาหลายคน แต่ คุณทวีศักดิ์อธิบายว่า ต้นทุนไม่ได้มีแค่วัสดุ แต่รวมถึง “องค์ความรู้” และการพัฒนาที่ผ่านการทดลองมานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเทียบกับเครื่องจากต่างประเทศที่มีราคาหลักล้านบาท เครื่องชูชกถือว่าเข้าถึงได้มากกว่า รวมถึงยังมีการดูแลหลังการขาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งต้นทุนสำคัญที่ทำให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางความท้าทายด้านการจัดการขยะอินทรีย์ของประเทศไทย เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไปคือการลดปริมาณขยะอาหารอย่างเป็นรูปธรรม โดยภายในปี 2029 ได้ตั้งเป้าในการเปลี่ยนขยะอินทรีย์อย่างน้อย 5% ของทั้งประเทศ ให้กลับมาเป็น “ปุ๋ยอินทรีย์” ที่มีคุณภาพ ภายในระยะเวลา 5 ปี ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่มากนักในภาพรวม แต่หากพิจารณาในระดับบุคคล จะเทียบเท่ากับการนำขยะอาหารเฉลี่ยประมาณ 7.3 กิโลกรัมต่อคนไทยหนึ่งคน กลับคืนสู่ธรรมชาติในรูปแบบของทรัพยากรที่มีคุณค่า

เป้าหมายนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความพยายามในการลดปริมาณขยะปลายทาง แต่ยังเป็นการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลับมาสร้างประโยชน์ใหม่ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ในท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจไม่ได้เริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นได้จาก “การลงมือทำของแต่ละคน” ที่ช่วยกันเปลี่ยนขยะอาหารในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นทรัพยากรที่คืนกลับสู่ธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามรายละเอียดได้ผ่านทางเพจ Facebook : Shooshoke ซึ่งมีการอัปเดตข้อมูล ข่าวสาร และแนวทางการใช้งานอย่างต่อเนื่อง

Related Posts