Featured สูตรลับจากฟาร์ม

ฮาวทู ‘ปลูกบลูเบอร์รี่’ ในกระถาง ดูแลอย่างไรให้โตดีและให้ผล รวมขั้นตอนสำคัญตั้งแต่เริ่มปลูก

กระแสปลูกผลไม้พรีเมียมกินเองกำลังมาแรง โดยเฉพาะ “บลูเบอร์รี่” ผลไม้ลูกเล็กสีฟ้าเข้มที่ขึ้นชื่อเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระสูง รสชาติหวานอมเปรี้ยว และราคาค่อนข้างสูงในท้องตลาด หลายคนอาจคิดว่าบลูเบอร์รี่ปลูกได้เฉพาะในประเทศเมืองหนาวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเข้าใจการปลูกบลูเบอร์รี่ในกระถางอย่างถูกต้อง และคอยศึกษาและเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศประเทศไทย ก็สามารถปลูกได้ 

วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวมแนวทางการปลูกบลูเบอร์รี่ในกระถาง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมต้นพันธุ์ การเตรียมวัสดุปลูก การดูแลรักษา ตลอดจนการจัดการเพื่อให้ต้นแข็งแรงและสามารถออกดอกติดผลได้อย่างเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย

การเลือกสายพันธุ์คือ “หัวใจ” ของการปลูกบลูเบอร์รี่ในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะบลูเบอร์รี่เป็นพืชเมืองหนาวที่ต้องการ “ชั่วโมงความหนาว” (chilling hours) เพื่อกระตุ้นการออกดอก หากเลือกสายพันธุ์ไม่เหมาะ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็อาจไม่ออกผล

บลูเบอร์รี่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Highbush, Lowbush และ Rabbiteye ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความต้องการอุณหภูมิแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยทั่วไปกลุ่ม Highbush แบบดั้งเดิม (Northern Highbush) และ Lowbush ต้องการอากาศหนาวจัด จึงไม่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย ควรเลือกสายพันธุ์ที่ “ทนร้อน” และ “ต้องการชั่วโมงความหนาวต่ำ” ดังนี้

"Advertiser"

Rabbiteye blueberry

เป็นกลุ่มที่ทนร้อนได้ดีที่สุดในบรรดาบลูเบอร์รี่ทั้งหมด ปรับตัวกับอากาศร้อนและความชื้นได้ดี ระบบรากแข็งแรง เหมาะกับการปลูกกลางแจ้งในกระถางหรือยกแปลงสูง เหมาะมากสำหรับมือใหม่ในไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือที่ไม่หนาวจัด

Southern Highbush blueberry (Low Chill)

 เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาต่อมาจาก Highbush ให้ใช้ชั่วโมงความหนาวต่ำลง บางสายพันธุ์สามารถปลูกในพื้นที่ร้อนชื้นได้ดี หากดูแลเรื่องวัสดุปลูก ความเป็นกรด–ด่าง และการระบายน้ำอย่างเหมาะสม เหมาะสำหรับผู้ปลูกที่ต้องการผลผลิตเร็วและผลขนาดใหญ่

สายพันธุ์ที่พบว่ามีการปลูกในไทย เช่น

– Misty

– Biloxi 

– Sharpblue

– Sunshine Blue

กลุ่มนี้ให้ผลค่อนข้างเร็ว บางพันธุ์สามารถเริ่มให้ผลตั้งแต่ปีที่ 1–2 หากได้รับการดูแลเหมาะสม เหมาะสำหรับผู้ปลูกในกระถางหรือผู้ที่ต้องการผลผลิตเร็ว

ถ้าจะปลูก บลูเบอร์รี่ในไทย (อากาศร้อนชื้น) ควรเลือก พันธุ์ที่ระบุว่า “Low Chill” หรือ “ต้องการชั่วโมงความหนาวต่ำ” เพราะ ต้องการช่วงเวลาเย็นสั้นกว่า เหมาะกับสภาพอากาศเมืองร้อน มีโอกาส “ติดดอก–ติดผล” สูงกว่า ปรับตัวกับอุณหภูมิสูงและความชื้นได้ดีกว่าพันธุ์เมืองหนาวทั่วไป

สายพันธุ์บลูเบอร์รี่ที่นิยมปลูกในประเทศไทย

สายพันธุ์ Southern Highbush (ที่ไม่ต้องสะสมความหนาวเย็นมาก) พันธุ์ยอดนิยมที่พบว่าปลูกได้ดี “Biloxi (บิล็อกซี่)” โดยรวมแล้ว กลุ่ม Southern Highbush เป็นสายพันธุ์ที่ “ได้รับความนิยมที่สุด” ในการปลูกบลูเบอร์รี่ในไทย เพราะไม่ต้องสะสมชั่วโมงความเย็นสูงเหมือนบลูเบอร์รี่ Highbush แบบดั้งเดิม เหมาะกับสภาพภูมิอากาศบ้านเรามากกว่า แม้ผลผลิตในเชิงการค้าจะยังไม่แพร่หลายมากนักเมื่อเทียบกับการนำเข้าจากต่างประเทศ

เลือกกระถางและวัสดุปลูก

– ขนาดกระถาง

– เริ่มต้นอย่างน้อย 12–16 นิ้ว

– เมื่อโตเต็มที่ควรใช้ 18–24 นิ้ว

– ต้องมีรูระบายน้ำดี

– ดินปลูก

จุดสำคัญที่ทำให้บลูเบอร์รี่แตกต่างจากไม้ผลทั่วไปคือ “ความต้องการดินที่เป็นกรดจัด” โดยค่าความเป็นกรด–ด่าง (pH) ที่เหมาะสมจะอยู่ราว 4.5–5.5 ซึ่งต่ำกว่าพืชส่วนใหญ่ หากปลูกด้วยดินทั่วไปที่มีค่า pH สูง ต้นจะดูไม่แข็งแรง ใบเหลือง และไม่ค่อยติดผล นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ปลูกจำนวนมากเลือกใช้พีทมอส เปลือกสน หรือวัสดุปลูกเฉพาะสำหรับพืชตระกูลนี้ เพื่อควบคุมสภาพดินให้เหมาะสมตามเพราะค่า pH คือหัวใจของความสำเร็จในการปลูกบลูเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ต้องการดิน กรดจัด (pH 4.5–5.5) หลีกเลี่ยงดินปลูกทั่วไป เพราะค่า pH มักสูงเกินไป

นอกจากดินแล้ว “แสงแดด” ก็มีผลโดยตรงต่อการออกดอกและติดผล บลูเบอร์รี่ต้องการแสงแดดเต็มวันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หากได้รับแสงไม่เพียงพอ ต้นอาจเติบโตแต่ไม่ออกดอก การวางกระถางในพื้นที่ที่ระบายอากาศดี และไม่อับชื้นจนเกินไป จะช่วยลดความเสี่ยงโรคเชื้อรา โดยเฉพาะในสภาพอากาศเขตร้อนอย่างบ้านเรา ข้อมูลจาก Oregon State University Extension Service ยังสนับสนุนว่าการปลูกในกระถางช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมได้ง่ายกว่าปลูกลงดินโดยตรง ควรวางกระถางในที่มีแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน

วิธีปลูกลงกระถาง

 1. แช่รากต้นพันธุ์ในน้ำ 10–15 นาที

 2. ใส่วัสดุปลูกลงกระถางครึ่งหนึ่ง

 3. วางต้นกล้าให้ระดับดินเท่าเดิมกับถุงเพาะ

 4. กลบดิน กดเบาๆ

 5. รดน้ำให้ชุ่มทันที

การปลูกบลูเบอร์รี่ในกระถางไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แม้จะเป็นพืชเมืองหนาว แต่ถ้าเข้าใจธรรมชาติของเขาและจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ก็สามารถปลูกในเมืองไทยได้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่จำกัดอย่างคอนโดฯ บ้านทาวน์โฮม หรือบ้านที่มีเพียงระเบียงรับแดด

หัวใจสำคัญของการปลูกให้สำเร็จคือ “ดินกรด + แดดจัด + น้ำสม่ำเสมอ” ดังนั้นวัสดุปลูกควรเป็นพีทมอสผสมเพอร์ไลต์หรือกาบมะพร้าวสับที่ระบายน้ำดี และควรหลีกเลี่ยงดินสวนทั่วไปที่มีค่า pH สูง การปลูกบลูเบอร์รี่ในกระถางจึงเหมาะมากสำหรับคนเมืองที่มีพื้นที่จำกัด แต่อยากปลูก “ผลไม้พรีเมียม” ไว้กินเอง สด สะอาด และปลอดภัยจากสารเคมี แถมยังให้ความสวยงามเหมือนไม้ประดับ เพราะช่วงออกดอกสีขาวและผลสีม่วงเข้มช่วยเพิ่มมุมธรรมชาติให้บ้านได้อย่างลงตัว

หากควบคุมดินให้เป็นกรด จัดแดดให้เพียงพอ และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ บลูเบอร์รี่ในกระถางก็สามารถเติบโตและให้ผลผลิตได้ไม่แพ้การปลูกลงแปลงเลย

แหล่งข้อมูล

University of Minnesota Extension. (n.d.). Growing blueberries in home gardens.

North Carolina State University Extension. (n.d.). Blueberry production for the home garden.

Oregon State University Extension Service. (n.d.). Growing blueberries in containers.

กรมวิชาการเกษตร. เอกสารวิชาการด้านไม้ผลเมืองหนาวในประเทศไทย.

Related Posts