ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะ “โลกเดือด ” ซึ่งทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น จากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้เกิดความแปรปรวนของธรรมชาติที่ควบคุมได้ยาก ทั้งปัญหาฝนทิ้งช่วง น้ำท่วมขัง ภัยแล้งและความร้อนที่เพิ่มขึ้นทำให้พืชโตช้า การติดดอกและพัฒนาการตาดอกลดลง รวมถึงการสะสมอาหารในพืชลดลง นอกจากนี้ สภาพอากาศที่แปรปรวนเอื้อให้โรคพืช แมลง และวัชพืชแพร่พันธุ์ได้เร็วขึ้น ส่งผลกระทบ และสร้างความเสียหายต่อภาคการเกษตร การผลิตอาหาร และระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง
ปลูกพืชได้ทุกฤดูกาลด้วยนวัตกรรมโรงเรือนอัจฉริยะ
เนื่องในโอกาสครบรอบ “67 ปี วช. ต่อยอดองค์ความรู้ เชิดชูผลงานนักวิจัย ขับเคลื่อนอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเป็นคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้นำเสนอแนวคิดสู้โลกรวนด้วยนวัตกรรมโรงเรือนอัจฉริยะ ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)กรุงเทพมหานคร

รศ.ดร.พีระศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรต้องเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิที่สูงขึ้น และสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ปริมาณผลผลิต และคุณภาพสินค้าเกษตร การปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และช่วยให้การผลิตมีความต่อเนื่องมากขึ้น
นวัตกรรมโรงเรือนอัจฉริยะ ( Smart Greenhouse)เป็นระบบการปลูกพืชในร่มที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมภายในโรงเรือนเช่น อุณหภูมิ แสงสว่าง ความชื้นและการให้น้ำโดยใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อให้การเพาะปลูกแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเหมาะสำหรับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสามารถปลูกพืชได้ทุกฤดูกาล

ทั้งนี้นวัตกรรมโรงเรือนอัจฉริยะ เหมาะสำหรับการปลูกพืชมูลค่าสูงเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงในการจัดการ จึงนิยมปลูกพืชที่สามารถทำกำไรได้ดีและใช้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวสั้น เช่น การปลูกสตรอว์เบอร์รีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มความคุ้มค่าในการผลิต ลดการสูญเสียผลผลิตจากปัจจัยภายนอก ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งพาภูมิอากาศหรือฝน ทำให้ปลูกพืชได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องอาศัยความรู้ในการบริหารจัดการและการดูแลรักษาระบบควบคู่กันไป
สตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทาน 89
หากใครสนใจปลูกพืชมูลค่าสูง สามารถไปศึกษาเรียนรู้นวัตกรรมดังกล่าว ได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้ระบบปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะ ภายในสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เลขที่ 196 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ปัจจุบัน รศ.ดร.พีระศักดิ์ ได้ปลูกพืชมูลค่าสูง คือ สตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 ซึ่งถูกปรับปรุงพันธุ์ขึ้นระหว่างปี 2557 -2563 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโครงการหลวง กับมหาวิทยาลัยนเรศวร

จุดเด่นของสตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 คือ ขนาดผลปานกลางถึงใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ยต่อผล 20.60 กรัม ผิวมีสีแดงเข้มถึงแดงเลือดหมู ผลแก่เต็มที่มีรสชาติหวาน เฉลี่ย 12.30 องศาบริกซ์ มีกลิ่นหอม ให้ผลผลิตสูง ทนทานต่อการขนส่ง มีปริมาณสารสำคัญคือ แอนไทไซยานินสูง เฉลี่ย 40.83 มิลลิกรัม/ 100 กรัม มีประโยชน์ต่อสุขภาพในการป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยลดปริมาณคลอเรสเตอรอล ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ สตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 เป็นสินค้าขายดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค และสร้างรายได้ที่ดีให้แก่เกษตรกร
การปลูกดูแล สตรอว์เบอร์รี
หากใครต้องการปลูกสตรอว์เบอร์รีให้ได้ผลผลิตที่ดี มีข้อแนะนำดังนี้
การเลือกต้นพันธุ์ : ควรเลือกต้นพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศและตลาดในพื้นที่ สตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีความทนทานต่อโรค ให้ผลผลิตสูง นิยมใช้ต้นพันธุ์จากไหลและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

วัสดุปลูก : ควรเลือกใช้วัสดุปลูกที่ไม่อุ้มน้ำมากเกินไป เช่น ขุยมะพร้าว เพอร์ไลท์หรือแกลบดำ วัสดุปลูกเหล่านี้ช่วยให้รากพืชได้รับออกซิเจนมากขึ้นและระบายน้ำได้ดี ควรใช้วัสดุปลูกดังนี้คือ มะพร้าวสับ 3 ส่วน ขุยมะพร้าว 2 ส่วน เพอร์ไลท์ 1 ส่วนและปุ๋ย AB (ค่า EC 0.4 ppm)
การเตรียมระบบปลูก : ใช้ภาชนะที่มีการระบายน้ำได้ดี เช่น กระถางพลาสติกหรือท่อพีวีซี ที่ออกแบบสำหรับการปลูกโดยเฉพาะ ควรจัดวางต้นสตรอเบอรี่ให้ห่างกันประมาณ 20-30 เซนติเมตร เพื่อให้แสงแดดส่องถึง และมีการถ่ายเทอากาศที่ดี
การให้น้ำ : เนื่องจากสตรอเบอรี่เป็นพืชที่มีระบบรากตื้น อยู่ใกล้ผิวดิน จึงจำเป็นต้องระวังในการให้น้ำเป็นกรณีพิเศษ ควรปล่อยน้ำประมาณ 2-3 วัน/ครั้ง และให้น้ำในระบบน้ำหยด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำโดนดอกและผล

การให้ปุ๋ย : ให้ปุ๋ยละลายน้ำ สำหรับไฮโดรโปรนิกส์ ( ปุ๋ย A และปุ๋ย B ) ทุกๆ 3 วัน ที่มีความเข้มข้น0.4 ppm พร้อมให้น้ำ 200 มล./ต้น/วัน หลังปลูก 20-35 วัน ให้ปุ๋ยสูตร 20-20-10 เริ่มติดผลให้ปุ๋ยสูตร 14-7-32 เริ่มเก็บผลผลิตให้ปุ๋ยสูตร 8-12-34
การป้องกันกำจัดโรคและแมลง : การป้องกันกำจัดโรคและแมลงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง เกษตรกรควรตัดแต่งใบและลำต้นที่ไม่สมบูรณ์ออกและเก็บเศษพืชออกจากแปลงเพื่อป้องกันการสะสมของโรค

