Exclusive Featured

“พอใจดี” เปลี่ยนใบไม้เป็นเงิน เปลี่ยนควันไฟเป็นปุ๋ยอินทรีย์ แก้ปัญหา PM2.5 จากชุมชนเชียงใหม่

วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะมาพูดถึง ปัญหา PM2.5 กลายเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนืออย่างจังหวัดเชียงใหม่ ที่ต้องเผชิญกับหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นประจำแทบทุกปี ควันจำนวนมากเกิดจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร การเผาใบไม้แห้ง และการจัดการเศษพืชในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน ฝุ่น PM2.5 สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดได้ง่าย ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้หลายคนจะพยายามป้องกันตัวเองด้วยการใช้หน้ากากหรือเครื่องกรองอากาศ แต่สำหรับคนจำนวนมากในชุมชน โดยเฉพาะชาวบ้านในชนบท การหลีกเลี่ยงฝุ่นควันเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หลายครอบครัวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลพิษที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง

จากปัญหานี้เอง จึงเกิดเป็นแนวคิดของ “โครงการพอใจดี” โครงการเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนสามคนที่ต้องการแก้ปัญหาฝุ่นควันจากต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการป้องกันปลายเหตุ จนในเวลาต่อมาแนวคิดดังกล่าวได้พัฒนาเป็นโมเดลการจัดการใบไม้ในชุมชน ที่สามารถสร้างทั้งรายได้ให้กับชาวบ้าน ลดการเผาในพื้นที่ และต่อยอดสู่ระบบเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน

นายนที กำแพงแก้ว ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัทพอใจดี จำกัด

จุดเริ่มต้นของแนวคิด “ใบไม้แลกเงิน”

โครงการพอใจดีเริ่มต้นจากการพูดคุยกันของเพื่อนสามคน ได้แก่ นายนที กำแพงแก้ว ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัทพอใจดี จำกัด พร้อมด้วยเพื่อนร่วมทีม นายปพนธีร์ ชมภูแก้ว และ นายกฤษฎา ศรีสุโข


แนวคิดของโครงการไม่ได้เริ่มต้นจากแผนธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันท่ามกลางปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติของคนในพื้นที่ หลายครอบครัวต้องหาวิธีรับมือกับฝุ่นด้วยการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ หรือหลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน

บางคนที่มีกำลังทรัพย์สามารถพาครอบครัวเดินทางไปต่างจังหวัดหรือเดินทางออกนอกประเทศเพื่อหลบฝุ่นในช่วงฤดูหมอกควัน แต่สำหรับหลายครอบครัวในชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือคนที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ การหลีกเลี่ยงฝุ่นแทบเป็นไปไม่ได้เลย

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า “ถ้าคนในชุมชนไม่มีทางเลือก เราจะช่วยเขาได้อย่างไร?”

เมื่อเริ่มมองย้อนกลับไปถึงต้นเหตุของปัญหา ก็พบว่าหนึ่งในสาเหตุสำคัญของควันในพื้นที่คือ การเผาใบไม้แห้งและเศษพืชในชุมชน เพื่อกำจัดวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ ดังนั้น แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แนวคิดของพอใจดีจึงเลือก แก้ที่ต้นเหตุ ด้วยวิธีง่ายๆ นั่นคือ “เปลี่ยนใบไม้ที่เคยถูกเผา ให้กลายเป็นของที่มีมูลค่า”

โครงการพอใจดีเริ่มต้นทดลองในพื้นที่ บ้านหนองปลามัน หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยทราย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีประมาณ 300 กว่าหลังคาเรือน

ในช่วงเริ่มต้น ทีมงานมีงบประมาณไม่มากนัก เป็นเพียงเงินทุนเล็กๆ ระดับหลักร้อยถึงหลักพันบาท จึงต้องเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยขอความร่วมมือจากผู้นำชุมชน ทีมงานได้เข้าไปพูดคุยกับ นายรัฐธีร์ ศิริกุลวิธิษณ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 เพื่ออธิบายแนวคิดของโครงการรับซื้อใบไม้จากชาวบ้านแทนการเผา ซึ่งผู้ใหญ่บ้านเองก็เห็นถึงปัญหาหมอกควันในพื้นที่ จึงให้การสนับสนุนและช่วยประชาสัมพันธ์โครงการให้กับชุมชน การประกาศข่าวสารเริ่มต้นผ่านเสียงตามสายของหมู่บ้าน เชิญชวนให้ชาวบ้านที่มีใบไม้แห้งสามารถนำมาขายได้ที่จุดรับซื้อ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า สวนเก้าไร่

วันแรกที่เกินความคาดหมาย

ในวันแรกของการเปิดรับซื้อใบไม้ ทีมงานคาดการณ์ว่าจะมีใบไม้เข้ามาประมาณ 100 กิโลกรัม เท่านั้น เพราะเป็นโครงการใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จักมากนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเกินความคาดหมายอย่างมาก ชาวบ้านนำใบไม้เข้ามาขายถึง 3,500 กิโลกรัม หรือประมาณ 3.5 ตัน ในวันเดียว

ภาพที่ทีมงานเห็นในวันนั้น คือผู้สูงอายุจำนวนมากที่เข็นรถเข็นบรรทุกใบไม้เข้ามาขาย บางคนมีอายุถึง 80–90 ปี แต่ทุกคนมีรอยยิ้มและความหวังเล็กๆ จากการนำสิ่งที่เคยเป็นขยะมาเปลี่ยนเป็นรายได้ เหตุการณ์ในวันนั้นกลายเป็น จุดพลิกผันสำคัญของโครงการ จากที่ตั้งใจจะรับซื้อใบไม้เพียง 1–2 ครั้งเพื่อทดลองแนวคิด กลับกลายเป็นโครงการที่ต้องดำเนินต่อไปอย่างจริงจัง เพราะทีมงานเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับชุมชน

จากใบไม้…สู่ปุ๋ยอินทรีย์

หลังจากรับซื้อใบไม้จำนวนมาก ทีมงานเริ่มตั้งคำถามต่อว่า “ใบไม้จำนวนมหาศาลนี้จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรต่อ?” จึงได้ประสานงานกับ ผศ.ดร.แสนวสันต์ ยอดคำ จาก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการแปรรูปใบไม้เป็นปุ๋ยอินทรีย์

ทางมหาวิทยาลัยได้ส่งลูกศิษย์เข้ามาช่วยสอนกระบวนการทำปุ๋ยให้กับทีมงานและชุมชน พร้อมจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กับชาวบ้าน ในปีแรก โครงการสามารถรวบรวมใบไม้ได้มากถึง 55,000 กิโลกรัม หรือ 55 ตัน เมื่อผสมกับมูลสัตว์จากฟาร์มในพื้นที่ประมาณ 10 ตัน จึงสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้เกือบ 60 ตัน

สูตรการหมักที่ใช้คือ

ใบไม้ 4 ส่วน : มูลสัตว์ 1 ส่วน ใช้เวลาหมักประมาณ 2 เดือน ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดี

“พอใจดี” ตรวจคุณภาพปุ๋ยในฟาร์มทุกล็อต

ปุ๋ยที่ผลิตได้จากโครงการจะถูกส่งตรวจในห้องปฏิบัติการทุกครั้ง

มาตรฐานที่ใช้ตรวจ ได้แก่

  • ค่าอินทรียวัตถุ ต้องไม่น้อยกว่า 20%
  • ค่า N P K รวม ต้องไม่น้อยกว่า 2%

ผลตรวจของปุ๋ยจากพอใจดี พบว่า

  • ค่าอินทรียวัตถุ มากกว่า 25%
  • ค่า N P K รวมประมาณ 3-4%

ซึ่งถือว่าสูงกว่ามาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไป

จากกองใบไม้…สู่ฟาร์มเกษตรอินทรีย์

เมื่อมีปุ๋ยจำนวนมาก โครงการจึงขยายไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์ โดยได้รับคำแนะนำจาก นายไพโรจน์ กระจ่างโพธิ์ ประธานมูลนิธิสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย คอยให้คำปรึกษาเรื่องการปลูกในฟาร์ม

ณ ตอนนี้ ฟาร์มพอใจดีเริ่มปลูกพืชผักโดยใช้ปุ๋ยจากใบไม้ทั้งหมด ไม่ใช้สารเคมี พื้นที่ฟาร์มรวมทั้งหมดประมาณ 100 ไร่ ประกอบด้วย

  • แปลงผักสลัด
  • ผักสวนครัว
  • สมุนไพร

นาข้าวอินทรีย์ผักจากฟาร์มพอใจดีถูกส่งขายให้กับคาเฟ่และร้านอาหารออร์แกนิกในเชียงใหม่ โดยมีราคาขายเฉลี่ย 100–150 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่นของผักจากฟาร์มคือรสชาติหวาน กรอบ และเก็บได้นาน ซึ่งลูกค้าหลายรายยืนยันว่าแตกต่างจากผักทั่วไป

ผักหนึ่งต้นในฟาร์ม “พอใจดี” ลดการเผาใบไม้ได้ 4 กิโลกรัม

หนึ่งในเรื่องราวที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของพอใจดีแตกต่าง คือแนวคิดที่เชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมเข้ากับสินค้า ผักสลัด 1 ต้น ใช้ปุ๋ยประมาณ 5 กิโลกรัม

ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ใบไม้ประมาณ 4 กิโลกรัม นั่นหมายความว่า การซื้อผักสลัด 1 ต้น เท่ากับช่วยลดการเผาใบไม้ได้ประมาณ 4 กิโลกรัม

ถ่ายทอดความรู้ให้ชุมชน

ปัจจุบันพอใจดีไม่ได้เพียงรับซื้อใบไม้เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชน

มีทั้ง

  • เกษตรกร
  • นักเรียน / นักศึษา
  • หน่วยงานราชการ
  • องค์กรท้องถิ่น

จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เดินทางมาศึกษาดูงาน แนวคิดสำคัญที่โครงการต้องการสื่อคือ ทุกคนสามารถทำปุ๋ยจากใบไม้เองได้

ไม่จำเป็นต้องนำมาขายเสมอไป เพราะเป้าหมายสูงสุดของโครงการ คือให้ชุมชนสามารถจัดการทรัพยากรของตัวเองได้

ปัจจุบันหลายครัวเรือนเริ่มหมักปุ๋ยใช้เอง ทำให้ปริมาณใบไม้ที่นำมาขายลดลง ซึ่งทีมงานมองว่านี่คือความสำเร็จของโครงการ

จากผักสู่สินค้าใหม่ “ไอศกรีมผัก”

อีกหนึ่งไอเดียใหม่ของฟาร์มพอใจดี คือการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร โดยนำผักจากฟาร์มมาพัฒนาเป็นของหวาน เช่น

  • ไอศกรีมมะเขือเทศ
  • ไอศกรีมผักชี
  • ไอศกรีมมะนาวดอง

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เตรียมจำหน่ายให้กับร้านอาหารและคาเฟ่ที่รับซื้อผักจากฟาร์ม และการันตีความอร่อย ประโยชน์ครบถ้วนจากของหวานที่ทำจากผักในฟาร์มพอใจดี

คุณนที ผู้ก่อตั้งโครงการ กล่าวว่า ภาพที่อยากเห็นมากที่สุดในอนาคตคือ “จากกองใบไม้ที่เคยถูกเผา กลายเป็นกองปุ๋ยในทุกบ้าน” หากแนวคิดนี้ขยายไปทั่วประเทศ ไม่เพียงช่วยลดการเผาเศษพืชหรือใบไม้ แต่ยังช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร เช่น การซื้อปุ๋ยเคมีราคาแรง และลดปัญหาที่ชาวบ้านจุดเผาเศษใบไม้ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ได้ในระยะยาว โครงการพอใจดีจึงไม่ใช่เพียงธุรกิจ แต่เป็นตัวอย่างของการใช้แนวคิดชุมชนและสิ่งแวดล้อมมาสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

หากท่านไหนสนใจอยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook : Por Jai Dee พอใจดี 

ผู้เขียน  :  คัคน ญานะวงศ์ษา

Related Posts