วันนี้อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องความอร่อย แต่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม คุณภาพ มาตรฐาน และความคิดสร้างสรรค์ มาร่วมเจาะลึกอนาคตอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทย ที่กำลังได้รับความสนใจจากเวทีโลก ผ่านมุมมองของคุณประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร (CEO) ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรระดับโลก ควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ ตั้งแต่การวิจัยพันธุกรรมสัตว์ ธุรกิจอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ในระบบปิดที่ทันสมัย ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม ความยั่งยืน และคุณภาพความปลอดภัยระดับสากล

สถานการณ์ตลาดโลก
ทุกประเทศเริ่มคิดถึง ความมั่นคงทางอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ หากตัวเองทำไม่ได้ ไม่มีพื้นที่เพียงพอในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ก็มองหาพาร์ทเนอร์ที่ไว้ใจได้ เรื่องสิ่งแวดล้อมแม้มองดูว่าจะดร็อปลงไป เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก แต่จริง ๆ แล้วประเทศในโซนยุโรปก็ยังคงเดินหน้าเหมือนเดิม แต่เพราะมี Crisis อาจจะเลื่อนการบังคับใช้ออกไปบ้าง
ทุกวันนี้ ผู้คนทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงเรื่อง โรคกล้ามเนื้อฝ่อ จากเดิมที่แนะนำให้ทานโปรตีน0.8 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตอนนี้ตั้งกฎใหม่ แนะนำให้บริโภคโปรตีน 1.2-1.4 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เป็นกระแสที่กำลังได้รับความสนใจมากในสหรัฐอเมริกา และกำลังขยายไปในหลายประเทศ ปัจจุบัน คนไทยมีแนวโน้มอายุยืนขึ้น แต่หากกล้ามเนื้อไม่เพียงพอก็จะเกิดความเสี่ยงต่อการดำเนินชีวิต

โปรตีนเนื้อไก่ตอบโจทย์สุขภาพ
เทรนด์การบริโภคโปรตีนมีแนวโน้มสูงขึ้น ตามคำแนะนำทางการแพทย์ ส่งผลเชิงบวกกับซีพีเอฟ ซึ่งทำเรื่องอาหารโปรตีนเป็นหลัก จะเพิ่มการสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจประโยชน์ของการทานอาหารโปรตีนมากขึ้นรวมทั้งคิดค้นนวัตกรรมอาหารที่มีโปรตีนสูงมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ การบริโภคเนื้อไก่ ตอบโจทย์การบริโภคโปรตีนมากที่สุด เพราะเนื้อไก่ให้โปรตีนสูง เป็นเนื้อขาว ที่ราคาจับต้องได้ง่าย ส่งผลดีทำให้อุตสาหกรรมเนื้อไก่มีแนวโน้มเติบโตมากยิ่งขึ้นในอนาคต ซีพีเอฟวางแผนเพิ่มปริมาณเนื้อไก่เพื่อการส่งออกมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาปริมาณเนื้อไก่ยังมีไม่เพียงพอสำหรับการส่งออกในแต่ละช่วง ต้องวางแผนการเลี้ยงไก่ให้เต็มศักยภาพการผลิตมากขึ้น โดยเน้นพัฒนาประสิทธิภาพการเลี้ยงไก่ให้เป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น ดึงต้นทุนการผลิตให้ถูกลง
ซีพีเอฟเน้นเก็บเดต้าไลน์การผลิตนำใช้กับระบบเอไอเพื่อลดความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้าและลดความเสี่ยงของบริษัท เดิมในไลน์การผลิตใช้ระบบการสุ่มตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมาณ 5-10% ของกำลังการผลิต ทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้ามาช่วยพัฒนาระบบเอไอ ใช้กล้องแสงยิงเข้าไปตรวจสอบคุณภาพสินค้า ดูรีเฟล็กชันความร้อนที่สะท้อนออกมาว่า เนื้อไก่สุกตามที่กำหนดหรือเปล่า ทำให้สินค้ามีคุณภาพตามมาตรฐานตามที่กำหนดไว้ 100% ในอนาคต ผมเชื่อว่าเอไอจะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อีก ตอนนี้ มีพนักงานที่ดูแลด้านเอไอในโรงงานและทีมซอฟท์แวร์มากกว่า 100 คนอยู่ในองค์กร

นวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค
ไทยเป็นประเทศที่ส่งออกไก่มูลค่าเป็น 100,000ล้านเป็นอันดับสามของโลก เนื้อไก่ของไทยมีมาตรฐานสูงมาก ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเนื้อไก่ เนื้อหมูราคาถูกที่สุดในอาเซียน ขณะที่บราซิล เป็นประเทศใหญ่กว่าไทย 5 เท่า ทำเกษตรแปลงใหญ่แปลงละหลาย 10,000 ไร่ ทำให้มีต้นทุนการผลิตถูกกว่าไทยแต่มาตรฐานการเลี้ยงของเขายังสู้เราไม่ได้
ซีพีเอฟ ยกระดับ “ไก่ไทย” ให้ผ่าน ‘มาตรฐานความปลอดภัยระดับอวกาศ (Space Food Safety Standard)’ เป็นการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในฐานะครัวของโลก ชูผลิตภัณฑ์เด่น ไก่เบญจา และหมูชีวา ที่มีการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อให้ไก่และหมูมีสุขภาพที่ดีจากภายใน เลี้ยงด้วยแฟลกซ์ซีดและโพรไบโอติกส์ โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดู ทำให้เนื้อไก่และหมูมีความนุ่มโดยธรรมชาติ พร้อมกับมีสารอาหารเช่น โอเมก้า 3 จากธรรมชาติมากกว่าปกติถึง 2.5 เท่า

โปรโมท Soft Power อาหารไทยไปตลาดโลก
ธุรกิจของซีพีเอฟทุกวันนี้แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย 1.ผลิตและจำหน่ายในประเทศไทย 2. ผลิตเพื่อส่งออกและ3. เรื่องของการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก มาขายในประเทศและกระจายไปยังประเทศต่างๆ เนื่องจากเรามีสำนักงานอยู่ 17 ประเทศ และ มีการทำเทรดดิ้งอยู่ 50 ประเทศทั่วโลก โดยเทรดดิ้งใหญ่สุดอยู่ที่ประเทศอังกฤษ รองลงมาคือ ญี่ปุ่น เยอรมัน
ปีที่แล้วซีพีเอฟไปขยายตลาดที่เทสโก้ที่ ยูเค ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ในกลุ่มอาหารโฟสเซ่น ขายดีมาก มันทำให้เซ็กเตอร์ของกลุ่มอาหารโฟสเซ่นคึกคักมากขึ้น สินค้า KJที่อังกฤษ ดีกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 4 เท่า ปีนี้จึงเพิ่มจำนวนสินค้าส่งออกให้มากขึ้น มีรีเทลเลอร์จำนวนมากในอังกฤษต้องการที่จะขายสินค้าตัวนี้ ส่วนโซนอเมริกาจะใช้แบรนด์ Authentic Asia เป็นลักษณะอาหารเอเซียรสชาติต้นตำรับ จำหน่ายในห้าง Wal-Mart และ ห้าง Target ที่อเมริกา
ทุกๆ ปีเราสามารถพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เชื่อมโยงจากไก่อวกาศที่เคยส่ง “อกไก่กะเพรา” ไปอวกาศ ในปีนี้ จึงเอาคอนเซ็ปต์มารวมกัน เป็นไส้กรอกข้าวกะเพราไก่ ซึ่งปีที่แล้วก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่เปิดตัว “ ไส้กรอกที่มีน้ำซุป ” อยู่ข้างในก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด ซึ่งในปีนี้จะมีการขยายตลาดส่งออกไปที่เมืองจีน ซึ่งเป็นสินค้าที่คนจีนไม่เคยทานมาก่อน คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี
ซีพีเอฟได้โปรโมทอาหารไทยให้เป็นSoft Power ไปทั่วโลก เช่น ไก่จ๊อ 5 ดาว ส่งไปขายหลายประเทศ เมนูไก่จ๊อ เป็นอาหารที่ครบ 5 หมู มีทั้งวุ้นเส้น ผัก เนื้อสัตว์ ห่อด้วยฟองเต้าหู้ เป็นคอนเซ็ปต์ อาหารเพื่อสุขภาพชั้นเลิศ (Very Healthy Food) มาก จึงเสนอขายกับทางเซเว่นอีเลฟเว่นเจแปนโดยโพสิชั่นโปรดักส์เขาชอบมาก แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจเพราะยังไม่เคยทานอาหารรูปแบบนี้ เป็นลูกกลมมีฟองเต้าหูห่อ สรุปว่าเขาจะทดลองไปขายก่อน ในตู้อาหารร้อน (Hot Snacks) เรากำลังลุ้นว่า ไก่จ๊อของเราที่น่าจะเป็นที่เดียวของโลกไปเปิดตัวที่ญี่ปุ่นแล้วผลจะเป็นอย่างไร นี่เป็นความตื่นเต้นที่อยากจะดูต่อเนื่อง

จับมือนิปอนแฮมเจาะตลาดเนื้อหมูแปรรูป
ซีพีเอฟเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปเนื้อไก่แอดว๊านซ์มาก แต่ละปีซีพีเอฟผลิตเนื้อไก่แปรรูปประมาณ 1.2 แสนตันหรือ 120 ล้านกิโลกรัม ซึ่งเป็นสัดส่วนตลาดในไทยประมาณ 10% ที่เหลือ90% ส่งออกไปขายทั่วโลก ด้านธุรกิจเนื้อหมู มีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอาหารจากเนื้อหมู แต่ซีพีเอฟมีความรู้จำกัดเรื่องการแปรรูปเนื้อหมู และไม่อยากเสียเวลา จึงตัดสินใจร่วมทุนกับนิปอนแฮมซึ่งเชี่ยวชาญธุรกิจแปรรูปเนื้อหมูมากกว่าเรา ยกตัวอย่างเช่น ใส้กรอกนิปอนแฮม เป็นนัมเบอร์วันเรื่องไส้กรอก โดยวางแผนโค้ทติ้งเรื่องไส้กรอกที่ขายดีในญี่ปุ่น มีหลายรสชาติ เช่น ผสมเนื้อหมูกับเนื้อวัว เนื้อหมูกับเนื้อไก่ มาวางขายในประเทศไทยและเปิดตัวสินค้าอาหารไทย อาหารอาเซียนในตลาดญี่ปุ่น ในแบรนด์ซีพีนิปอนแฮม โดยเริ่มวางแผนบุกตลาดแห่งแรกที่ร้าน AEON ใครไปญี่ปุ่น อยากทานอาหารไทย ก็ไปเลือกซื้อได้ที่ ร้าน AEON
ขยายตลาดในประเทศ
ซีพีเอฟ อยากได้ซูซิที่ราคาสมเหตุสมผล บนคุณภาพที่ดี เข้ามาขายในเมืองไทย สุดท้ายก็ได้ร่วมมือ อูโอริกิ ผู้นำอันดับ 1 ในการจัดจำหน่ายปลาสดจากประเทศญี่ปุ่น ที่ดำเนินธุรกิจมานานเกือบร้อยปีแล้ว โดยขณะนี้ได้นำเข้ามาจำหน่ายในห้างแมคโคร โลตัส และเริ่มขายในเซเว่นอีเลฟเว่นบางสาขา
การขยายตลาดในเซเว่นอีเลฟเว่นมีความท้าทายมาก เพราะปกติสินค้าที่วางขายในเซเว่นอีเลฟเว่น ส่วนใหญ่ต้องการShelf Life ยาว ๆ หากเป็นสินค้าShelf Lifeสั้นๆ เขาไม่เอาเลยนะ เพราะอาหารต้องเพิ่มShelf Lifeตลอดเวลา ข้าวกล่องสมัยก่อน 6 วัน ต้องพัฒนาให้ได้เป็น 7 – 8 วัน เพื่อให้ของเสียหายที่ร้านน้อยลง แต่สินค้าซูชิของเรา อายุการขายวันต่อวัน ต้องแยกตู้เฉพาะสำหรับวางขายซูชิตัวนี้ เพื่อรักษาคุณภาพให้เหมาะสมกับสินค้าของเรา ทุกๆ เช้าจะทำการตัดแต่งและส่งสินค้าไปวางขายตามจุดต่างๆ ขายให้หมดในวันนั้นเลย ไม่มีของค้างเพราะใช้วัฒนธรรมญี่ปุ่นล้วน ๆ แต่ละวันผลิตจำนวนมาก สินค้าขายดีมาก หมดไว เพราะสินค้าคุณภาพ 5 ดาวแต่ขายในราคา 3 ดาว
การที่เราจะทำสินค้าเข้าเซเว่นอีเลฟเว่น จะมีจุดตัดแต่ง 1 จุดกระจายต่อ 20 สาขาที่ทำให้การจัดการมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนที่ดี จึงทดลองเปิดร้านอีซากายะ ที่ฟอร์จูนทาวน์ จะค่อยๆ ยกระดับไปเรื่อยๆ จากสิ่งที่มีอยู่ ลงทุนซื้อเครื่องปั้นข้าวตัวเล็กๆ ราคาละ 2 แสนบาทมาใช้เพื่อให้ได้ข้าวปั้นคุณภาพที่ดีแล้ว โดยส่งคนไทยไปฝึกเรียนตัดแต่งปลาที่ญี่ปุ่นรวมทั้งเชิญเชฟร้านอาหารดังจากญี่ปุ่นมาช่วยเซ็ทเมนูให้เกิดความเนี๊ยบตามสไตล์อาหารญี่ปุ่นส่งตรงถึงมือคนไทยในราคาที่เข้าถึงได้
