สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเวทีแสดงศักยภาพงานวิจัยและนวัตกรรมไทย ในงานประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 21 (NAC2026) ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ระหว่างวันที่ 24–28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดยเน้นการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

ภายในโซน “End of Waste Pavilions / Green Rubber Innovation” สะท้อนภาพการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ “ยางพารา” ที่ถูกต่อยอดเป็นนวัตกรรมหลากหลาย เริ่มจาก “กาวดักแมลงจากยางพารา” ใช้สีเหลืองล่อแมลง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตร ควบคู่กับ “Para Plearn” ชุดของเล่นเด็ก (ประมาณ 180 บาทต่อกล่อง) ที่ประกอบด้วย “ParaDough” ดินปั้นจากวัสดุธรรมชาติ 100% และ “ParaNote” กระดานดำพร้อมชอล์กที่ไม่ก่อฝุ่นและปลอดภัยต่อเด็ก ช่วยพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก

ด้านสังคมสูงวัย มีการพัฒนา “Para Cushion” เบาะรองนั่งจากเจลยางพารา ช่วยลดแรงกดทับและเพิ่มความสบาย ขณะที่ภาคการผลิตยางมี “สารบีเทพ” สำหรับยืดอายุน้ำยางสดในกระบวนการผลิตยางก้อนถ้วย จากเดิมที่ใช้กรดฟอร์มิกหรือกรดกำมะถันซึ่งเสี่ยงต่อการเน่าเสีย โดยสารดังกล่าวสามารถยืดอายุได้ 12–48 ชั่วโมง ลดโอกาสยางตกเกรด และกำลังต่อยอดสู่การผลิตยางแห้งมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมยางรถยนต์คุณภาพสูง

นอกจากนี้ ยังมีถุงเพาะกล้ายางจากยางพาราที่ย่อยสลายได้ภายใน 8–12 เดือน ลดปัญหาขยะพลาสติก และ “กรวยกั้นจราจร TPNR” ที่ผสมยางพารา เพิ่มความทนทาน ไม่กรอบแตกเมื่อใช้งานกลางแจ้ง

ในฝั่ง End of Waste Pavilion งานวิจัยมุ่งเปลี่ยนของเสียให้เป็นทรัพยากรมูลค่าสูง เริ่มจากผงซักฟอกจากเถ้าแกลบ โดยพัฒนาเป็น Bio sodium silicate ทดแทนสารจากทราย ลดการปล่อยสารเคมีลงแหล่งน้ำ ซึ่งได้รับการทดสอบร่วมกับภาคเอกชนและมีประสิทธิภาพเทียบเท่าผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์
ต่อด้วยวัสดุ Geo-media จากเถ้าโรงไฟฟ้าที่สามารถควบคุมขนาดรูพรุน ดูดซับได้ดี เหมาะสำหรับงานกรองน้ำ ตู้ปลา และการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน พร้อมต่อยอดร่วมกับเอกชนในการขึ้นรูปเป็นเม็ด และนำพลังงานส่วนเกินกลับมาใช้ในระบบกรองอากาศ

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ “G-Rock” วัสดุมวลเบาจากขี้เถ้าอุตสาหกรรม 60–70% ผ่านกระบวนการเผาขึ้นรูปจนมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ แต่แข็งแรงสูง กันความร้อนและเสียงได้ดี ปัจจุบันถูกพัฒนาเป็นแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐานและพร้อมใช้เชิงพาณิชย์
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มี “คอนกรีตน้ำซึมผ่าน” จากเศษกระเบื้องเซรามิก ช่วยลดน้ำท่วมขัง เหมาะกับถนนและฟุตปาธ โดยมีต้นทุนต่ำ ขณะที่ “CaCake” กากตะกอนจากอุตสาหกรรมน้ำตาล ถูกนำมาใช้แทนหินปูนในการผลิตปูนเม็ด และต่อยอดเป็นกระเบื้องเซรามิก

นอกจากนี้ยังมีการแปรรูปก้างปลาเป็นเถ้าก้างปลา สำหรับผลิตเซรามิกคุณภาพสูง ใช้เพียง 100 กรัมต่อแก้ว 1 ใบ ลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ รวมถึงเทคโนโลยีสกัดโครเมียมจากกากตะกอน เพื่อผลิตเม็ดสีสำหรับกระเบื้องสระว่ายน้ำ
ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างขั้นสูง มีเทคโนโลยีเตรียมแร่โดโลไมท์ เพื่อทดแทนซีเมนต์ พร้อมให้สีในตัว ลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการวิจัย “รีไซเคิลกากคอนกรีต” สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ขณะเดียวกันยังมีสีฉนวนไฟฟ้าจากเถ้าถ่านหิน และอิฐบล็อกจากกากคอนกรีต รวมถึง “ลูกถ้วยไฟฟ้า” ที่พัฒนาจากเถ้าโรงไฟฟ้า ซึ่งมีศักยภาพต่อยอดสู่การใช้งานจริงในระบบไฟฟ้า
ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ “แผ่นยิปซัมบอร์ดดักจับ PM 2.5” ถูกพัฒนาจากของเสีย 3 ประเภท ทดแทนวัสดุก่อสร้างเดิม ขณะที่ผลิตภัณฑ์เซรามิกจากอะลูมิเนียมดรอสสามารถใช้เป็นวัตถุดิบผลิตซีเมนต์หรือวัสดุทนไฟ
ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์มีการพัฒนาพลาสติกคอมโพสิตจากกากมันสำปะหลัง สำหรับชิ้นส่วนรถยนต์ และการใช้ไผ่เป็นวัสดุทางเลือกที่เติบโตเร็วและมีคุณสมบัติดี แม้ต้นทุนสูงกว่า สอดรับเทรนด์ “รีไซเคิล + วัสดุธรรมชาติ”
นอกจากนี้ยังมี “อวนปลาอัจฉริยะ” ที่ใช้ AI ตรวจสอบแหล่งที่มา โดยแยกประเภทตามพื้นที่ด้วยสี เพื่อช่วยจัดการขยะทะเลก่อนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล

ในระดับนาโนเทคโนโลยี มีการพัฒนา “MOFs (Metal-Organic Frameworks)” จากของเสีย เช่น ขวดพลาสติก ผ่านกระบวนการ Upcycling ให้เป็นวัสดุโครงสร้างโมเลกุลที่สามารถดูดซับก๊าซมีเทนและโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ยังมีคอนกรีตรักษ์โลก จากเถ้าลอยและเถ้าหนักชีวมวล การ “เปลี่ยนขยะอาหารเป็น EM Powder” สำหรับปรับปรุงดิน รวมถึง “ทรายแมวจากวัสดุอินทรีย์” เช่น ฟางข้าว ใบเตย ใบชมพู่ ชานอ้อย ใบไผ่ และใบมะพร้าว ที่ดูดซับน้ำได้ภายใน 3 วินาที และลดกลิ่นได้เกือบ 100%

ภาพรวมของ NAC2026 จึงสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยไทยที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตร การจัดการของเสียอุตสาหกรรม ไปจนถึงการพัฒนาวัสดุขั้นสูงและเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอย่างแท้จริง
