ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรครากเน่าโคนเน่ากลายเป็นฝันร้ายของชาวสวนทุเรียนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตทุเรียนส่งออกของประเทศ หลายสวนต้องเผชิญภาพต้นทุเรียนอายุหลายสิบปีค่อยๆ ทรุดโทรม ใบเหลืองร่วง กิ่งแห้ง เปลือกแตกมีน้ำเยิ้ม ก่อนยืนต้นตายในที่สุด สาเหตุสำคัญมาจากเชื้อราไฟทอปธอรา (Phytophthora spp.) เชื้อราดินตัวร้ายที่แพร่กระจายรวดเร็วในช่วงฝนชุกและสภาพดินชื้นจัด แม้ที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนมากจะเลือกใช้สารเคมีเพื่อควบคุมโรค แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีกำลังถูกจับตามองในฐานะนวัตกรรมชีวภัณฑ์ที่อาจเปลี่ยนวิธีจัดการโรคพืชของไทยไปตลอดกาล เพราะไม่ใช่เพียงการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต ฟื้นฟูสุขภาพดิน และลดการพึ่งพาสารเคมีในระยะยาว จนถูกมองว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพสู่ภาคการเกษตรยุคใหม่
“เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” หรือ Neonothopanus nambi (Speg.) R.H. Petersen & Krisai เป็นเชื้อราปฏิปักษ์ที่มีคุณสมบัติเด่นในการยับยั้งการเจริญของเชื้อราสาเหตุโรคพืช โดยเฉพาะเชื้อราไฟทอปธอรา ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน ความพิเศษของเห็ดชนิดนี้อยู่ที่การสามารถเข้าควบคุมเชื้อสาเหตุโรค ในบริเวณแผลและระบบรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน แตกต่างจากการใช้สารเคมีที่มักส่งผลกระทบต่อสมดุลของระบบนิเวศในสวน

จากการลงพื้นที่ติดตามผลการใช้จริงในสวนทุเรียนจังหวัดจันทบุรีพบว่า ต้นทุเรียนที่เคยมีอาการรุนแรง เปลือกแตกและมีน้ำเยิ้มบริเวณโคนต้น หลังได้รับการรักษาด้วยชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี แผลเริ่มแห้งและสมานตัวได้อย่างชัดเจน หลายต้นสามารถแตกใบอ่อนใหม่ ระบบรากกลับมาทำงานได้ดี และฟื้นตัวจนกลับมาให้ผลผลิตได้อีกครั้ง สร้างความหวังใหม่ให้กับชาวสวนที่เคยมองว่าต้นทุเรียนเหล่านี้อาจไม่มีโอกาสรอด

คุณเครือวัลย์ ดาวงษ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร อธิบายว่า เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีสามารถผลิตสารยับยั้งเชื้อราไฟทอปธอราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจุดเด่นสำคัญคือสามารถใช้แทนสารเคมีได้จริง โดยเฉพาะในสวนที่ต้องการลดการใช้สารเคมีเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผลผลิต

ขั้นตอนการเตรียมชีวภัณฑ์สูตรเหลวเริ่มจากการผสมกากน้ำตาล 100 มิลลิลิตร กับน้ำสะอาด 10 ลิตร ในภาชนะที่ทนความร้อน จากนั้นต้มจนเดือดและพักให้อุณหภูมิลดลงเหลือประมาณ 50-55 องศาเซลเซียส แล้วนำก้อนเชื้อเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีที่เส้นใยเจริญเต็มก้อน ปริมาณ 200 กรัม ลงขยายเชื้อในน้ำกากน้ำตาลที่ผ่านการฆ่าเชื้อ ก่อนปิดภาชนะด้วยพลาสติกร้อนและใช้ยางรัดแบบหลวมๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้

หลังจากนั้นนำไปบ่มในอุณหภูมิห้องประมาณ 30 วัน เมื่อครบกำหนดจะกรองเอาเฉพาะน้ำเชื้อมาใช้ควบคุมโรค วิธีการใช้งานในสวนทุเรียนทำได้โดยใช้มีดขูดเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออกบางๆ ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ก่อนนำชีวภัณฑ์สูตรเหลวมาผสมกับสีฝุ่นชนิด Iron Oxide ในอัตราส่วน 1:1 แล้วทาบริเวณแผลให้ทั่วเพียงครั้งเดียว จุดที่น่าสนใจคือแผลจะแห้งและหยุดการลุกลามของโรคได้โดยไม่ต้องทาซ้ำทุกสัปดาห์เหมือนการใช้สารเคมีทั่วไป

นอกจากประสิทธิภาพในการควบคุมโรคแล้ว ต้นทุนการใช้งานยังต่ำกว่าสารเคมีอย่างชัดเจน โดยชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีมีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 500 บาทต่อไร่ต่อปี ขณะที่การใช้สารเคมีมีต้นทุนเฉลี่ยสูงถึง 1,800 บาทต่อไร่ต่อปี หรือคิดเป็นการช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 1,300 บาทต่อไร่ต่อปี นับเป็นตัวเลขที่มีความหมายอย่างมากในยุคที่ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรพุ่งสูงขึ้นทุกด้าน
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือ เกษตรกรสามารถผลิตชีวภัณฑ์ใช้เองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการซื้อสารเคมีราคาแพงจากภายนอก ส่งผลให้เกิดการพึ่งพาตนเองในระดับชุมชน และยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาสารตกค้างในผลผลิต ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดส่งออกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากใช้ในสวนทุเรียนแล้ว ชีวภัณฑ์ชนิดนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพืชเศรษฐกิจอื่นได้หลากหลาย ทั้งพริก มะเขือเทศ มันฝรั่ง พริกไทย มันสำปะหลัง ฝรั่ง เมลอน รวมถึงพืชตระกูลผักชีและผักกาดหอม โดยสามารถใช้ได้ตั้งแต่ขั้นตอนเพาะเมล็ด รองก้นหลุมก่อนปลูก ไปจนถึงการใช้หลังพบการระบาดในแปลงปลูก

การเตรียมเชื้อสำหรับใช้ในแปลง เริ่มจากนำก้อนเชื้อที่เส้นใยเดินเต็มก้อนมาขยี้หรือทุบให้แตก ก่อนเก็บใส่ถุงพลาสติกสะอาดและปิดปากถุงแบบหลวมๆ เพื่อให้ออกซิเจนเพียงพอต่อการเจริญของเส้นใยใหม่ เมื่อบ่มไว้ประมาณ 3-5 วัน จะเกิดเส้นใยสีขาวขึ้นใหม่และพร้อมนำไปใช้งานทันที
อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวภัณฑ์ให้ได้ผลสูงสุดยังมีข้อจำกัดที่เกษตรกรต้องใส่ใจ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงใช้ร่วมกับสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เพราะอาจส่งผลต่อการเจริญของเชื้อเห็ดเรืองแสง ทำให้ประสิทธิภาพลดลง นอกจากนี้ ควรเก็บเชื้อไว้ในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง เพื่อรักษาคุณภาพของเชื้อก่อนนำไปใช้
ในวันที่ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภาวะโลกร้อน และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยทางอาหารที่เข้มงวดมากขึ้น “เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” อาจไม่ใช่เพียงชีวภัณฑ์กำจัดโรคพืชธรรมดา แต่กำลังกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรยุคใหม่ ที่ใช้วิทยาศาสตร์และธรรมชาติมาเดินควบคู่กันอย่างสมดุล
เอกสารอ้างอิง
กลุ่มวิชาการ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4. (ม.ป.ป.). การผลิตและการใช้เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีในการควบคุมโรคพืชในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (เอกสารการจัดการความรู้). กรมวิชาการเกษตร.
